|
การที่สหรัฐ จัดไทยขึ้นอยู่ในกลุ่มประเทศ ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าพิเศษสหรัฐ อันเนื่องมาจาก การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ยาของไทย คงไม่ต่างอะไรกับเมื่อ ปี46 ที่มหาอำนาจของโลก บุกอิรัก ในตอนนั้น ผู้เขียนรู้สึกตกใจมากที่ได้อ่านพาดหัวข่าวใน นสพ.หลายฉบับว่า "ผู้นำของประเทศสหรัฐใช้ข้อมูลปลอมในการโจมตีอิรัก" อย่างนั่นไซร้สิ่งที่เกิดความคิดต่อมาคือ สิ่งที่ชาติมหาอำนาจเที่ยวป่าวประกาศว่าประเทศตนเองทำเรื่องนั้นเรื่องนี้จะเชื่อถือได้เพียงใด เช่น - ทุกชาติจะต้องสร้างให้บริษัทมีธรรมาภิบาล (ไม่รู้ว่าคืออะไรจริงๆ) - ทุกชาติจะต้องปกป้องและดูแลการละเมิดลิขสิทธิ์ (ของธุรกิจอเมริกัน) - บริษัทต่างๆ จะต้องมีระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานสากล ยิ่งใช้บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลกยิ่งมีความเชื่อถือสูง
ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าทุกท่านมีคำตอบเป็นอย่างดีใน 2 เรื่องที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์ข้างต้น คิดเองได้ ไม่ต้องบอก สมัยที่เราร่ำเรียนหนังสือ สิ่งหนึ่งที่จำได้แม่นและก็ยึดติดต่อมาตลอดคือ นิสัยรักการอ่านและคนหรือผู้บริหารที่เจริญเติบโตก้าวหน้าส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว แต่ก็มีหลักยึดอยู่อย่างหนึ่งคือ (1) อย่าเชื่อตามที่ได้อ่านทั้งหมด (2) อย่าเชื่อตามที่ผู้รู้บอก (3) อย่าเชื่อตามที่นายบอก (4) อย่าเชื่อตามตำราหรือคัมภีร์ที่แปลมา
. (5) อย่าเชื่อ
. ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักที่มีพูดไว้ในศาสนาพุทธโดยย่อๆ มา และกำลังบอกให้ผู้บริหารธุรกิจได้รู้ว่า เราจะต้องศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเราหรือจากที่ใดก็ตามแล้วนำมาบูรณาการจนกระทั่งเกิดเป็น ความคิดของเราเองที่เรียกว่า "Self-Concept" ซึ่งผู้เขียนเรียกง่ายๆ ว่า "คิดเองได้ไม่ต้องบอก" ดังนั้นหากมีใครก็ตามมาชี้แนะเราว่า สื่อนั้นดีตามที่ โฆษณาทางวิทยุ ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ซิดี ต้องพินิจพิจารณา และหาความจริงให้เจอเช่น -เขาต้องการครอบงำทางความคิดเราหรือไม่เพื่อที่จะให้กลายเป็น "อาณานิคมทางปัญญา"ของคนที่ชี้แนะ -เป็นสิ่งกรณีตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เป็น "ตำราดิบ" ที่อาจจะไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้ ในบ้านเรา หรืออาจจะประยุกต์ใช้ได้ก็ได้ -เพื่อส่งผลต่อกิจกรรมทางการตลาดหรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการโปรโมทหนังสือเล่มนั้นๆ โดยมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ -ต้องการ "เท่ห์" หรือ "โอ้อวด" ว่าเรานี้หาอ่านหนังสือตำราเป็นว่าเล่น หรือรอบรู้สารพัด ถ้าอยากจะ เป็นแบบเราก็ต้องอ่านตามเรา ทั้งหมดนี้จะทำให้ทุกท่านเปิดหูเปิดตา และพบข้อเท็จจริงมากขึ้น ถ้าถามประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งด้านการเขียนและการอ่านหนังสือ หากหนังสือเล่มหนึ่งๆ มีคนแนะนำให้อ่านก็จะเปิดดูและวิเคราะห์ตามที่กล่าวมาว่า "มีความจริงแท้สักแค่ไหน" ขณะเดียวกันจากประสบการณ์ในการประยุกต์แนวคิด ทฤษฎี และเครื่องมือทางกลยุทธธุรกิจในปัจจุบันของผู้เขียนพบว่า "ไม่มีตำรา-หนังสือใดที่จะสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีการปรับ ดัดแปลงหรือ ผ่านการทดลองใหม่" และการนำไปใช้ได้จริงๆ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำซ้ำและซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง ซึ่งตรงกับหลักการวิจัย (Research) ที่ว่า "Re" คือทำซ้ำ "Search" คือ ค้นหา
จะเชื่อ "ตะวันตก" หรือปรับให้เหมาะกับ "ตะวันออก" จำได้ว่าเคยได้อ่านผลการสำรวจธุรกิจและ CEO ที่ นสพ.กรุงเทพธุรกิจทำการสำรวจและเผยแพร่ออกมา โดยการสอบถามกับบริษัท 101 แห่งจากทั้งหมด 340 แห่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบ้านเราโดยมีทั้งภาคการเงิน ภาคประกันชีวิตและประกันภัย อุตสาหกรรมก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร บันเทิง อุตสาหกรรมอาหาร บริการและอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ "แนวคิดหรือหลักการบริษัทที่นำมาปรับใช้" ซึ่งผลการสำรวจเป็นดังนี้
เช่น Good Governance, ISO 9000, Balanced Scorecard,TQM Benchmarking เป็นต้น ข้อเท็จจริงประการแรก การสำรวจธุรกิจและองค์กร ในแนวคิดสมัยใหม่การสำรวจธุรกิจและองค์กรหมดสมัยแล้วที่จะมาถามว่าปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่ อนาคตธุรกิจจะจัดองค์กรแบบไหนมีสายบังคับบัญชาสั้นหรือยาว สิ่งที่เปลี่ยนใหม่ได้มาจากการศึกษาของ Dave Ulrich และ Norm Smallword (2003) สรุปไว้ว่า ธุรกิจที่ผู้บริหารธุรกิจสนใจกันคือ จะถามว่าธุรกิจแห่งนั้นๆ มีความเชี่ยวชาญหรือเก่งในเรื่องอะไร ซึ่งหมายถึง "สมรรถภาพขององค์กร" (Organizational Capabilities) ถ้าไปถามว่าธุรกิจเหล่านี้มีสายบังคับบัญชาหรือระดับชั้นของการจัดการมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือ ไม่มีใครรู้และแม้แต่จะสนใจก็ไม่มี และถ้าถามว่าทำไมผู้บริหารจึงชื่นชอบธุรกิจ เช่น Microsoft GE Nordstrom หรือ Starbucks คำตอบที่ได้คือ - มีความสามารถด้านนวัตกรรม - การบริการลูกค้าที่ดี - การส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงให้ลูกค้า
ข้อเท็จจริงประการต่อมา จากข้อมูลที่ นสพ.กรุงเทพธุรกิจจัดทำข้างต้น ได้สอบถาม แนวคิดหรือหลักการบริหารที่นำมาปรับใช้พบว่า 3 อันดับแรกคือเรื่อง 1) Good Governance 2) ISO 9000 และ 3) Balanced Scorecard ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตจากผู้เขียน คือ กลต. หรือตลาดหลักทรัพย์ในขณะนั้นกำลังโปรโมท เรื่อง Good Governance ตามแบบตะวันตก ดังนั้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีหรือที่จะตอบเป็นอย่างอื่น ตามข้อมูลที่เป็นรายการหลักการบริหารที่นิยม จะไม่มีสิ่งที่เป็นแนวคิดล้ำหน้า ยกเว้นเรื่อง BSC (และ KPIs) เช่น "สมรรถภาพขององค์กร" "ทุนมนุษย์และทุนทางปัญญา" "การวัดด้านทุนทางปัญญา" หรือ "การจัดการความรู้" สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงบริษัทฯ ที่ให้คำตอบ อย่างน่าพินิจพิเคราะห์พอสมควร
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย ต้องไม่ลืมว่าบริษัทที่ตอบแบบสำรวจหรือผู้บริหารธุรกิจ ที่ตอบแบบสำรวจ อาจจะตอบว่าทำอะไรทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่ทำก็ได้ จริงๆ ต้องถามถึงสิ่งที่ทำอยู่ ทำแล้วได้ผลอะไรบ้าง เช่น การทำกลยุทธใหม่แล้ว อาทิ ที่ชอบพูดกัน Blue Ocean Strategy แล้วลองดูผลประกอบการ ดูผลของมูลค่าทางบัญชีว่าเป็นอย่างไร เสียดายครับ! เป็นข้อมูลแค่ปฐมภูมิ ถ้าธุรกิจต้องการใช้ประโยชน์จากผลการสำรวจอาจไม่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้องศึกษาและวิจับกันอบย่างเป็นเรื่องเป็นราว และวิเคราะห์มากกว่านี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับธุรกิจในประเทศไทยไทย และผู้ที่อยากมาลงทุนในบ้านเรา โดยสรุปแล้ว ต้องคิดได้เองและพยายามคิดนอก "ตะวันตก" จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างอนันต์ ทั้งผู้บริหารธุรกิจและการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครับ
ดร.ดนัย เทียนพุฒ Dr.Danai Thieanphut DNT Consultants
|