• DrDanai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : DrDanaiT@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-24
  • จำนวนเรื่อง : 273
  • จำนวนผู้ชม : 143551
  • จำนวนผู้โหวต : 91
  • ส่ง msg :
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
DNTConsultants เรามีโซลูชั่นใหม่ของธุรกิจ:Strategy - Blue Ocean Strategy/ Balanced Scorecard & KPIs / Strategic Thinking, Competency -Based HR & HRD , New Generation Marketing and Value Innovation
Permalink : http://www.oknation.net/blog/DNT
วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม 2550
10 ปีแห่งวิกฤตทางการเงิน : ได้เรียนรู้หรือเปิดสายไหมเส้นใหม่
Posted by DrDanai , ผู้อ่าน : 647 , 09:58:20 น.   | หมวดหมู่ : ประเทศไทยจงเจริญ  
พิมพ์หน้านี้


  OK Nation.net เปิดเวทีให้สมาชิกชุมชนรังสรรค์ในวาระที่ครบรอบ 10 ปีแห่งวิกฤตทางการเงิน  ผู้เขียนถือวิสาสะว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในชุมชน OKNation.net จึงจะขอเขียนในมิติที่แตกต่างออกไป  โดยจะมีอยู่ 3 ส่วนด้วยกันในสิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก 10 ปีแห่งวิกฤตทางการเงินคือ บุพปัจจัยของวิกฤตทางการเงิน  ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน : เป็นทั้งผู้สร้างและทำลาย และบทสรุป : เศรษฐกิจหมุนกลับทิศทาง  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


 บุพปัจจัยของวิกฤตทางการเงิน: ปฐมบทที่ได้เรียนรู้
คงต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจของไทยเราเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีและโดยเฉพาะนโยบายการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ น่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ  จนกระทั่งเดินทางมาถึงปี’2539
- การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงนั้นเรียกว่า เครื่องร้อนทีเดียวเพราะเราเข้าใจว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยเรามั่นคง มีการส่งออกเป็นจำนวนและมีเงินทุนสำรองน่าจะประมาณสื่หมื่นล้านUSดอลลาร์
- กิจการอสังหาริมทรัพย์เติบโตถึงขีดสุด  แต่เป็นการโตบนพื้นฐานของการกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศและมาลงทุนระยะยาวในประเทศ
- ธุรกิจเช่า-ซื้อรถยนตฺ์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจรายเดียว ก็เกินกว่าครึ่งของมูลค่าตลาดและก็นำเงินที่ได้ไปหมุนหลายรอบเพื่อสร้างราคาหุ้นแล้วกู้เพิ่ม สร้างราคาหุ้นและกู้เพิ่ม


  ดังนั้นสถาบันทางการเงินและธนาคารจึงร่ำรวยและปล่อยกู้อย่างเพลิดเพลินไปกับเศรษฐกิจภาพลวงตา
  ฟองสบู่ดังกล่าวเป็นฟองที่อบอวล สวยงามสาดกระจายไปทั่วทุกธุรกิจและหย่อมหญ้าในประเทศไทย
  ฉับพลันทันใดนั้น เมื่อเราถูกพวกกองทุนข้ามชาติ (อีแร้งฟันด์) หรือพวกพ่อค้าโจร (Robber Baron) ทุบค่าเงินบาทและด้วยความไม่ประสีประสาของ ธปท.ที่ดูแลตะกร้าเงินบาทที่ผูกติดกับUSดอลลาร์ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ  และในเกมที่ธปท.ชนะถึงกับเปิดแชมเปญเลี้ยงอย่างลำพองใจ ซึ่งหารู้ไม่ว่าหายนะห่างไปแค่ปากเหว
  ในทันทีที่ถูกโจมตีรอบสุดท้ายด้วยเงินจากกองทุนข้ามชาติ ธปท.ก็หมดเงินสำรองที่จะใช้ยันค่าเงินบาท  จึงต้องจำใจยอมแพ้ปล่อยให้ล่องลอยไปถึง 50 กว่าบาทและเข้าแผนฟื้นฟูของ IMF จนสิ้นอิสรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ  ทำให้ธุรกิจใหญ่น้อยที่กู้เงินดอกเบี้ยถูกในระยะสั้นมีหนี้สินทบเท่าพันทวี  สูญเสียกิจการล้มระเนระนาดทุกกลุ่มและทุกชนชั้นของสังคมในประเทศไทย


 ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน: เป็นทั้งผู้สร้างและทำลาย
สังคมไทยเราเรียกหา อัศวินม้าขาวหรือกบเลือกนายที่จะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ  ขอตัดภาพมาที่เราได้ อัศวินควายดำ (ตามการเรียกขานของ (คุณสรกล แห่งค่ายมติชน)เข้ามาพร้อมกับคัมภีร์เศรษฐกิจเล่มใหม่ “ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน” (Dual Track Economy)
มหากาพย์บทที่ 1 : Episode I
“4ปีสร้างเศรษฐกิจ  A (เกษตร)    I (อุตสาหกรรม)  S (บริการ)
ด้วยพื้นฐานของ 4 ปีสร้างเศรษฐกิจ   A  (เกษตร)  I  (อุตสาหกรรม)  S (บริการ)  ที่มีเบื้องหลังของ “เศรษฐกิจการตลาด” (Market-Driven Economy) โดยทำคลอดออกมาในนาม “เศรษฐกิจคู่ขนาน” (Dual Track Economy)

การเมืองเชิงการตลาดที่ต้องการปูฐานเสียงกับกลุ่มคนหรือชุมชนรากหญ้าด้วยการเอาชนะวงจร “โง่-จน-เจ็บ”

หรือ”วงจรชั่วร้ายแห่งความยากจน”


ลัทธิประชานิยมจึงถูกแคมเปญทางการตลาดกระหน่ำไปสร้างความรู้ด้วยทุนการศึกษาจากหวยบนดิน  หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนการศึกษาและโรงเรียนในฝัน ฯลฯ  ถ้าคิดง่ายๆ ให้ค่าเทอมเรียนฟรี คนละ 1,000 บาทก็เป็นเงินเพียง 12,000 ล้านบาทแต่ก็ได้ประชานิยม 12 ล้านคน
คนจน 7.5 ล้านคนหรือร้อยละ 12 ของประชากรทั่วทั้งประเทศจะหมดใน 6 ปี อาทิ สิ่งที่จะทำให้คนจนหมดไป
-กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านและเพิ่มมาเป็นโครงการ SML หมู่บ้านละ 200,000 – 300,000 บาทเพื่อบริหารกันเอง 4 ปี
-OTOP (1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์) และ SMEs หรือวิสาหกิจชุมชน  ซึ่งเป็นงานด้านพัฒนาองค์กรชุมชน ณ ปัจจุบันนี้
-บ้านเอื้ออาทร 1 ล้านยูนิตใน 5 ปี เพียงยูนิตละ 4 แสนบาท รัฐช่วยค่าสาธารณูปโภค 50,000 บาทต่อยูนิต
เจ็บ คือ คน 47 ล้านคนที่เป็นผู้ประกันตนจะได้รักษาโรคเกือบฟรี คือจ่ายเพียง 30 ปี
บทสรุปที่เป็นบทเรียนสำคัญ  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวไว้เมื่อ 13 ก.ย.47 เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2530-2545 ประเทศไทยมีการคอร์รัปชั่นในโครงการใหญ่ๆ ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านล้านบาท (http://www.numtan,com/nineboard/view.php?id=2219)


กลุ่มคนชั้นกลาง  มีประมาณ 25% ของประชากรทั้งประเทศได้ถูกทีมระดม “ถอนขนห่าน” เพื่อนำเงินไปเลี้ยงกลุ่ม 60-65% หรือคนรากหญ้า และกลุ่มคนชั้นสูง 10%ที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือใช้วิธีการทางกฎหมายจากหมอภาษีและนักกฎหมายมือเยี่ยมหากสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกขั้วไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างให้คนชั้นกลาง นักวิชาการ ปัญญาชน รับกับเศษความรู้ด้วยการแนะนำหนังสือให้อ่านจะได้ไม่ยุ่งกับการเมือง  ขณะเดียวกันก็มีโปรโมชั่นทางการตลาดสารพัดเพื่อให้ติดอยู่กับ “ลัทธิบริโภคสุขนิยม”


สรุปแล้วบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากมหากาพย์ที่ 1: Episod I 4 ปีสร้างเศรษฐกิจ   A (เกษตร)    I   (อุตสาหกรรม)    S (บริการ)
พบว่า คนที่เลี้ยงคนทั่วประเทศมีกลุ่มเดียวคือ ชนชั้นกลางที่ถูกฝังตรึงให้อยู่กับเศษความรู้และลัทธิบริโภคสุขนิยม
ขณะเดียวกันกลุ่มคนระดับรากหญ้า รับประชานิยมไปเต็มๆ เพราะเป็นฐานเสียงสำคัญสำคัญ  ขณะที่กลุ่มชนชั้นสูงเริ่มสังกัดขั้วชัดเจนเพราะจะได้อิงอำนาจและมีธุรกิจทำ  แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนี้ได้เกิดเป็นฟองสบู่ของทางเศรษฐกิจของกลุ่มชุมชนรากหญ้าขึ้นมาแล้ว


มหากาพย์บทที่ 2 : Episode II
“4ปีเศรษฐกิจบริโภคสุขนิยมมหภาค”

จากรูป 10 ปีบนเส้นทางเศรษฐกิจคู่ขนาน : เป็นทั้งผู้สร้างและทำลาย ภายหลัง 19 ก.ย.49 เป็นวันล่มสลายของเศรษฐกิจคู่ขนาน
คำว่าเศรษฐกิจคู่ขนานคือ เน้นการส่งออก การทำ FTA (Free Trade Agreement) และ FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และการใช้เศรษฐกิจการตลาดในรูปแบบประชานิยมลงไปสู่เศรษฐกิจชุมชนรากหญ้า  เพื่อให้เห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวเพราะมีเงินที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ แต่ไม่สร้างผลิตภาพ
หลังจากนั้นอีก 4 ปีเป็น  เศรษฐกิจบริโภคสุขนิยมมหภาค  โดยที่เราจะพบบทเรียนที่สำคัญทางเศรษฐกิจคือ
กลุ่มชนชั้นปกครอง (นักการเมือง ผู้ประกอบการหรือธุรกิจอิงอำนาจการเมือง ข้าราชการระดับสูงหรือบางกลุ่มที่ชอบประชานิยมเช่นกัน ทหาร-ตำรวจ (เรียนรุ่นเดียวกัน)) ได้ปรับตนเองเป็น “กลุ่มธนกิจการเมือง”  กลุ่มชนชั้นกลางเข้าสู่ กลุ่มบริโภคสุขนิยมเต็มตัว และกลุ่มประเภทรากหญ้าได้ปรับเปลี่ยนเป็นพลังทางสังคมที่เป็นลักษณะ “เครือข่ายชุมชนรากหญ้า” ศึกษาลักษณะทางกายภาพได้จากกลุ่มที่มาชุมนุมในปัจจุบันนี้  แต่กลุ่มนี้คือรูปแบบใหม่ของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ
ขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางบางส่วนเริ่มเรียนรู้และถอนตัวจากกลุ่มบริโภคสุขนิยม  รวมถึงมีปรากฏการณ์ “จตุคาม-รามเทพ” ที่อาศัยการตลาดเชิงจิตวิญญาณทำให้มีเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศได้ถึง 4 หมื่นล้านบาท


บทสรุป : เศรษฐกิจหมุนกลับทิศทาง
ในภาพเศรษฐกิจของประเทศหลัง 19 ก.ย.49 จนถึงปัจจุบัน น่าจะสรุปได้โดยพิจารณาจากงบประมาณปี’51 ของรัฐบาลชั่วคราว-ขิงแก่พบว่า ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบหมุนกลับทิศทาง (Paradox Economy) กลายเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การพัฒนาสังคมอุดมคติรากหญ้าด้วยงบประมาณสูงถึง 58% ของงบประมาณ 1.6 พันล้านล้านบาท
ซึ่งในเนื้อหาแล้วก็คือ รูปแบบของ 8 ปีเศรษฐกิจคู่ขนานนั้นเองเพียงกลับหัวเศรษฐกิจเสรีหรือทุนนิยมลง แล้วพลิกฟองสบู่เครือข่ายชุมชนรากหญ้าเป็น “เศรษฐกิจสังคมอุดมคติรากหญ้า” ที่แทบจะไม่แตกต่างกันเลย  ถ้าพิจารณาในรายละเอียดงบประมาณปี’51          ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนกลุ่มให้เข้ากับกระแสสันติวิธีบนความสมานฉันท์ (ไม่แก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรง แต่ก็ไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา) หรือการขับเคลื่อนตามกระแสพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง (ผู้เขียนเห็นด้วยกับพระราชดำรัสแต่กังวลในวิธีการที่รัฐบาลชั่วคราวนี้ทำเท่านั้น)
ขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางที่เป็นประชาชนทั่วไปหรือธุรกิจหลักถูกลดความสำคัญลงปัญหาต่างๆ คงซุกไว้ใต้พรมเพื่อรอรัฐบาลใหม่และข้าราชการส่วนใหญ่ยังคงขับเคลื่อนแบบเดิมคือ ปรับเงินเดือนและเพิ่มหน่วยงานใหม่  แต่จุดที่น่าศึกษาอย่างยิ่งคือการออก พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ที่เรากำลังจะเคลื่อนไปสู่ “สังคมอุดมชราภาพของข้าราชการระดับสูง” ที่ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
สรุปแล้ว 10 ปีแห่งวิกฤตทางการเงินจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั้นได้นำไปสู่ฟองสบู่รอบใหม่หรือกลับทิศกลับทางในการพัฒนาประเทศตามสายไหมเส้นใหม่ที่เป็นเนื้อหาเดิม


ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
DrDanai วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 17.21 น.
http://www.oknation.net/blog/DNT

ดีครับช่วยกันเสนอแนะในหลายๆ แง่มุมครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 22.16 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

อย่างภาษิตฝรั่งเศสว่า The more things change, the more things remain the same.
อย่าหวังความสำเร็จทางลัดกับค่านิยมฉาบฉวยเลย
ความคิดเห็นที่ 4
generat_aof วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 18.22 น.
http://www.oknation.net/blog/aof01kop


ผมว่าการสร้างระบบเสรษฐกิจแบบพอเพียงเป็นเรื่องระดับจุลภาคเท่านั้นหากจะดำเนินการเป็นมหาภาคอาจยากนะครับ..อย่างที่รู้ๆกันว่าบ้านเมืองเรายังคงพึงพาเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ...หากจะหาเครื่องมือที่สามารถต่อกรกับมหาอำนาจทางเศรษบกิจได้ผมว่าต้องเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมมากขึ้นซึ่งเริ่มเป็นรูปธรรมดีแล้ว
ความคิดเห็นที่ 3
DrDanai วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 14.05 น.
http://www.oknation.net/blog/DNT

********ขอบคุณ คุณเฟิงสุ่ย และคุณนิธิวติฯ

เรื่องเศรษฐกิจของชาติเป็นเรื่องที่ต้องเปิดกว้างฟังทุก ๆ แง่มุม ผมเพียงให้อีกมุมหนึ่ง
ประเทศชาติของเราทุกคนไม่ใช่นักการเมืองบางกลุ่มเท่านั้น
ถ้าได้ข้อคิดที่ดี่ๆจาก หลาย ๆ ท่าน น่าจะนำไปสู่ข้อเสนอให้กับรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 2
นิธิวติฯ วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 12.38 น.
http://www.oknation.net/blog/nitivati

ขอต่อยอดจากคุณเฟ็งสุ่ยนิดนึงนะครับ ...

ผมเห็นว่าฐานผลิตภาพของไทยยังอยู่ที่ภาคการเกษตรครับ ไม่ว่าที่ผ่านมา เราจะพยายามเอาดีทางอื่น โดยละเลยภาคการเกษตรไปมาแค่ไหนก็ตาม

ไม่เอาจริงกับภาคการเกษตรให้มากกว่านี้ ผมว่าสร้างผลิตภาพจริงลำบากครับ

การให้ภาคการเกษตรเป็น real sector ของประเทศนั้น สามารถรวยได้ครับ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ขอแค่รองรับด้วย R&D ,การจัดการ, และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดี

ชวนเชิญชี้ช่องทาง "อุดจุดจบร่างรัฐธรรมนูญ" ที่ blog วันนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
feng_shui วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 11.10 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

การใช้รูปแบบประชานิยมลงไปสู่เศรษฐกิจชุมชนรากหญ้า เพื่อให้เห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวเพราะมีเงินที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ แต่ไม่สร้างผลิตภาพ แต่เป็นการสร้างภาพสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง
หลังจากนั้นเศรษฐกิจบริโภคสุขนิยมก็เฟื่องฟู
นี่คือการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจระดับมหภาค อย่างร้ายกาจค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ทรรศนะสำคัญทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่

ดร.ดนัย เทียนพุฒ ให้สัมภาษณ์ในงานวันรับปริญญา เกี่ยวกับข้อคิดสำคัญ หรือทรรศนะ สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะเรียนหรือเรียนอยู่เพื่อ อนาคตที่สดใสสวยงาม

View All
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



คุณลักษณะความสามารถที่สำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจไทย
วิสัยทัศน์ธุรกิจ เช่น ภาวะผู้นำ คิดการณ์ไกล กล้าเสี่ยง เฉลียวฉลาดทางธุรกิจ
20 คน
ความสามารถด้านไฮเปอร์ เช่นสนองตอบในทันที มุ่งผลสำเร็จ กระหายต่อการทำธุรกิจ
0 คน
การพัฒนาทีมธุรกิจ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างทีมงาน แสวงหาความรู้ใหม่
6 คน
ทักษะด้านการบริหาร เช่น จัดการคน จัดองค์กร การเงินและการควบคุม
4 คน
ความสามารถด้านนวัตกรรม เช่น ความคิดริเริ่ม ความยืดหยุ่น การปรับปรุงวิธีทำงานใหม่
7 คน
คุณลักษณะส่วนตน เช่น ความซื่อสัตย์ มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นในตนเอง
5 คน
สำคัญเท่า ๆ กันทุกด้าน
25 คน
ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
2 คน

  โหวต 69 คน