• DrDanai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : DrDanaiT@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-24
  • จำนวนเรื่อง : 273
  • จำนวนผู้ชม : 143570
  • จำนวนผู้โหวต : 91
  • ส่ง msg :
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
DNTConsultants เรามีโซลูชั่นใหม่ของธุรกิจ:Strategy - Blue Ocean Strategy/ Balanced Scorecard & KPIs / Strategic Thinking, Competency -Based HR & HRD , New Generation Marketing and Value Innovation
Permalink : http://www.oknation.net/blog/DNT
วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม 2551
ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ พูดถึง 'ตอนจบ' ทักษิโณมิกส์
Posted by DrDanai , ผู้อ่าน : 477 , 20:56:31 น.   | หมวดหมู่ : ประเทศไทยจงเจริญ  
พิมพ์หน้านี้


ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ศิษย์เอก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวัยเลย 60 ปี ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในสำนักธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เชื่อหรือไม่ว่า ตลอด 44 ปี คนชื่อรังสรรค์ ไม่เคยจากดินแดนแห่งเสรีภาพ ไปไหนไกล ริมฝั่งเจ้าพระยาแห่งนี้เอง ที่นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้เรียนหนังสือสอนหนังสือ เขียนหนังสือ และอ่านหนังสือ โดยมีเสียงเพลงคลาสสิกขับกล่อมอย่างมีความสุขตลอดมา

กล่าวกันว่า อาจารย์รังสรรค์คือ นักวิชาการที่เสนอภาพเศรษฐกิจสังคมการเมืองไทยได้อย่างลุ่มลึกและรอบด้าน

นอกจากนี้ อาจารย์รังสรรค์ยังมีความกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เลือกข้าง จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิชาการ ขณะที่ลูกศิษย์ยึดเอาหลักในการทำงานของอาจารย์รังสรรค์เป็นแบบอย่าง มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยมีความเลื่อมใส เชื่อมั่นและศรัทธา ยึดอาจารย์เป็นแบบอย่างในวิถีการทำงานของอาจารย์รังสรรค์

วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ประชาชาติธุรกิจสนทนาพิเศษกับอาจารย์รังสรรค์ ในหลายแง่มุมของระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมา โดยมีข้อมูลและหลักวิชาเป็นพื้นฐาน

หากไม่อยากหลุดกระแสต้องอ่านโดยพลัน !!!

- ในรัฐบาลสุรยุทธ์ มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับกูรู เข้าไปช่วยงานมากมาย เช่น ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล แต่ดูเหมือนจะจมหาย ?

ผมไม่อยากจะวิจารณ์ ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนผมค่อนข้างสนิท ผมพูดรวมๆ ดีกว่า คือตอนหลังผมเห็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาวิจารณ์รัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลสุรยุทธ์ แล้วผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

คือ ตลอดรัฐบาลสุรยุทธ์ ปัญหาใหญ่ ก็คือ ปัญหาเรื่องวิวาทะว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา ปัญหานี้มันเกิดมาตั้งแต่ปลายรัฐบาลทักษิณ ระหว่างทักษิโณมิกส์กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วรัฐบาลสุรยุทธ์ก็ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกันมีกฎหมายหลายฉบับซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับระบบทุนนิยมโลกว่ารัฐบาลไทยต้องการเดินทางไหนกันแน่

รัฐบาลสุรยุทธ์ใช้เวลาอย่างมากในการประโคมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าในฐานะผู้สังเกตการณ์รัฐบาลสุรยุทธ์ไม่เคยเสนอ policy men- บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ผมถามว่า โอเค ผมพูดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าคุณไปดูงานเขียนของผม มันมีมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 แต่ผมถามว่าเมื่อคุณชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณมีเมนูนโยบายอะไรบ้าง มันไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ทำให้ระบบทุนนิยมโลกตั้งข้อกังขาว่ารัฐบาลไทยกำลังเดินบนเส้นทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจหรือเปล่า

คือ ความขัดแย้งระหว่างพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจกับพลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจไทย มันมีมาตั้งแต่หลังการปกครอง 2475 บางยุคสมัยพลังชาตินิยมก็ชนะ แล้วยุทธศาสตร์การพัฒนาก็ยึดปรัชญาชาตินิยมทางเศรษฐกิจ

บางยุคสมัยพลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ก็ชนะ

แล้วสังคมเศรษฐกิจไทยก็เดินบนเส้นทาง เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ แล้วผมคิดว่าโมเมนตั้มอันนี้มันไปลึกมาก ตั้งแต่รัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา พลวัตที่จะเดินอยู่บนเส้นทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจมันมีมาโดย

ต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์

2540 กระแสชาตินิยมมันกลับมาใหม่แล้วพรรคไทยรักไทยก็ขี่กระแสชาตินิยมจนชนะการเลือกตั้งมกราคม 2544 แล้วผมคิดว่าตลอดปี 2544 รัฐบาลทักษิณก็เผชิญกับคำถามของระบบทุนนิยมโลกว่าคุณจะเดินทางไหนระหว่างเส้นทางชาตินิยมกับเส้นทางเสรีนิยม คือผมไม่แน่ใจว่า ปี 2544 คุณทักษิณมีความคิดชัดเจนหรือเปล่า เพราะว่าในบางเรื่องทำท่าจะเดินเส้นทางชาตินิยม บางเรื่องทำท่าจะเดินบนเส้นทางเสรีนิยม

แต่พอถึงปี 2545 ก็เป็นเสรีนิยมแต่ไม่ชัดเจน เพราะรัฐบาลทักษิณจะเลือกชาตินิยมหรือเสรีนิยมขึ้นอยู่กับว่าคุณทักษิณได้ประโยชน์จากเส้นทางไหน ในบางครั้งคุณทักษิณก็จะประโคมเรื่องชาตินิยม เวลาที่รัฐบาลกำลังจะเพลี่ยงพล้ำคุณ ทักษิณก็จะชูกระแสชาตินิยมมาเรียกคะแนนนิยม

พูดได้ว่าตั้งแต่ 2545 คุณทักษิณเอียงไปข้างเสรีนิยม คุณทักษิณมีอาการโรคคลั่งเอฟทีเอ แล้วก็มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการส่งออกเต็มไปหมด แต่พอมาถึงรัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลสุรยุทธ์พูดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันมีกฎหมาย 2 ฉบับที่คาอยู่ในสภา คือ กฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวกับกฎหมายการค้าปลีก กฎหมาย 2 ฉบับนี้ทำให้ระบบทุนนิยมโลกตั้งข้อกังขาว่ารัฐบาลสุรยุทธ์จะเดินเส้นทางไหน ชาตินิยมหรือเปล่า ตรงนี้ผมคิดว่ามันทำให้ใน 1 ปีของรัฐบาลสุรยุทธ์ มันเดินลำบากๆ

คือสังคมเศรษฐกิจไทยเดินบนเส้นทางเสรีนิยมมาเป็นเวลานาน มันเป็นสังคมเศรษฐกิจที่หวังประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจไทยกับระบบเศรษฐกิจโลก แต่อยู่ๆ คุณโฆษณาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม มิหนำซ้ำคุณยังมีกฎหมายที่มันบ่งบอกว่าจะเป็นชาตินิยม

ผมคิดว่า ความผิดพลาดของรัฐมนตรีคลังคนแรกในรัฐบาลสุรยุทธ์ก็คือไม่นั่งทับ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลสุรยุทธ์น่าจะนั่งทับกฎหมาย 2 ฉบับนั้นไว้ เพราะว่าชุมชนระหว่างประเทศตั้งข้อกังขารัฐบาลในระบอบเผด็จการทหารอยู่แล้ว คุณซ้ำเติมปัญหาโดยการเอากฎหมาย 2 ฉบับนี้เข้าสภา แล้วทุกอย่างมันก็ขาดพลวัตของการพัฒนา

- แต่นับจากนี้ ระบอบทักษิณกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ระบบการพึ่งตนเองก็อาจจะเล็กลงเรื่อยๆ เสรีนิยมก็จะมีพลังเพิ่มมากขึ้น

มันขึ้นอยู่กับว่า ทักษิโณมิกส์มันทำลายความเข้มแข็งของชุมชนหรือเปล่า เพราะในช่วงรัฐบาลทักษิณสิ่งที่เป็นอาชญากรรมของรัฐบาลทักษิณคือ การไปทำลายความเข้มแข็งของชุมชน

เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และมันทำให้การพัฒนาบนยุทธศาสตร์ของการพึ่งตนเองมันเดินต่อลำบาก เพราะว่าสิ่งที่ทักษิโณมิกส์กระทำต่อชนบทไทยก็คือทำลายการพึ่งตนเอง ของประชาชนในชนบท ทำให้ประชาชนในชนบทกลับมาพึ่งรัฐในเรื่องต่างๆ

ผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อปลายทศวรรษ 2530 เรื่องสังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 ตอนนั้นทีดีอาร์ไอต้องการให้ผมลองวาดภาพว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

ซึ่งตอนนั้นผมก็สังเกตว่า ระบบยุทธ ศาสตร์การพัฒนาของระบบเศรษฐกิจไทยมันมีทวิลักษณะ คือ ด้านหนึ่งชนชั้นปกครองลากระบบเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัตน์ ถ้าพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็คือบนเส้นทางฉันทามติวอชิงตัน อีกด้านหนึ่งประชาชนเดินบนเส้นทางชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เดินบนเส้นทางการพึ่งตนเองกระจายการผลิต มันจึงเป็น 2 เส้นทาง

มีคนที่สังเกตพบปรากฏการณ์อันนี้คล้ายๆ กับผมคืออาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์นิธิบอกว่าทางใครใครเลือกชนชั้นปกครองอยากจะเลือกบนเส้นทางโลกาภิวัตน์ก็เดินไป ชาวบ้านอยากเดินอีกเส้นทางหนึ่งก็เดินไป คือไม่ควรที่จะไปบังคับให้ชาวบ้านต้องมาเดินบนเส้นทางโลกาภิวัตน์

ดังนั้นรัฐบาลทักษิณระหว่างปี 2544-2549 ได้กระทำอาชญากรรมในการทำลายความเข้มแข็งของชุมชนในการทำให้ประชาชนในชนบทต้องมาพึ่งรัฐมากขึ้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นทิศทางที่ไม่ค่อยดี

- เช่นเดียวกับประชานิยมต่อยอดในรัฐบาลสมัคร

ประชานิยมมันไม่ใช่เมนูนโยบายที่เสียหาย พูดโดยหลักการ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องผลิตเมนูนโยบายประชานิยม เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องการคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด ดังนั้นก็ต้องผลิตนโยบายที่ประชาชนนิยม

เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ตลาดการเมืองมันคืออะไร ตลาดการเมืองมันเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนบริการความสุข นักการเมือง พรรคการเมืองเสนอขายบริการความสุข ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสนอซื้อบริการความสุข บริการความสุข ก็มาจากเมนูนโยบาย

ดังนั้น สิ่งที่เราเรียกว่า นโยบาย ประชานิยมมันผลิตบริการความสุขบริการประชาชนหรือเปล่า ประชาชนต้องเป็นคนตอบ เราไม่ควรไปตอบแทนประชาชน

ในชั้นต้น ประชาชนอาจจะต้องการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คือสิ่งที่รัฐบาลทักษิณเสนอให้ในหลายเรื่องมันเป็นบริการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่บริการความสุขที่ยั่งยืน ประชาชนต้องเรียนรู้เอง ผมไม่คิดว่าเราจะไปสอนประชาชนได้

- แต่หลายครั้งความสุขจากนโยบายทักษิณถูกวิจารณ์ว่าเป็นความสุขที่ถูกหลอก

ประชาชนก็ต้องเรียนรู้เอง

- เรื่องแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์จะทำอะไรได้มั้ยครับ

คุณจะให้ผมทำอย่างไร เพราะว่าในการการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง ประชาชนเป็นคนตัดสิน ทำไมในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว นโยบายประชานิยมมันจึงไม่ใช่เป็นการขายบริการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คุณดูอย่างยุโรปตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่า ประชาชนต้องเรียนรู้ เมืองไทยมันถูกตั้งชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยหนุ่มสาว แต่อายุตั้ง 70 กว่าปีแล้ว (หัวเราะ)

- ถ้าพรรคการเมืองใช้ระบบการตลาดเข้าไป ก็สามารถซื้อใจ โฆษณาชวนเชื่อทำให้คนหลงเชื่อได้สบายๆ

ถ้าทุกพรรคเสนออย่างนี้นะ มันเร่งกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ประชาชนก็ต้องกลับมาดูว่าเมนูนโยบายของพรรค A B หรือ C อันไหนมันจะให้ความสุขที่ยั่งยืนกว่า อันนี้มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ในระยะยาว คุณต้องให้เวลา แต่มีอีกประเด็นที่ผมจะพูดคือ หลายคนเป็นกังวลเรื่องนโยบายประชานิยม แต่ว่าคนเป็นจำนวนมากไม่รู้หรอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม

รัฐธรรมนูญ 2550 ด้านหนึ่งร่างขึ้นมาเพื่อจะป้องกันระบอบทักษิณ แล้วท้ายที่สุดมันป้องกันไม่ได้ มิหนำซ้ำจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างปัญหาให้กับสังคมการเมือง สังคมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ถ้ามันใช้ต่อยาว

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เกื้อกูลระบอบประชานิยม เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 กับ 2540 ไม่ได้ต่างกันในเรื่องที่กำหนด policy men- ในหมวด สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในแง่นี้ไม่ต่างกัน ทั้ง 2 รัฐธรรมนูญต้องการเห็นสังคมเศรษฐกิจไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

บอกให้รัฐมีบทบาทในด้านต่างๆ บทบาทของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 เป็นบทบาทประชานิยม สงเคราะห์คนยากจน สงเคราะห์คนป่วย การศึกษาฟรี สงเคราะห์คนชรา นโยบายประชานิยมมันอยู่ในนี้หมด มันอยู่ในหมวด 3 กับหมวด 5

แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่างจาก 2540 ก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 มันไปแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยการกำหนดในบทเฉพาะกาลว่ารัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญนี้จะต้องร่างกฎหมายเพื่อจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ในหมวด 3 และหมวด 5 แล้วก็กำหนดเงื่อนเวลาของการร่างกฎหมายไม่เกิน 1 หรือ 2 ปี นับแต่แถลงนโยบายต่อสภา อันนี้มันทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มี policy men- แบบนี้ก็จริง แต่เนื่องจากว่าไม่ได้บังคับให้รัฐบาลต้องทำอย่างแข็งขัน แต่รัฐธรรมนูญ 2550 บังคับ

ดังนั้นระบอบประชานิยมมันจะฝังรากลึกยิ่งกว่าที่เราเห็นในยุครัฐบาลทักษิณ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวก็คือ ขนาดของภาครัฐบาลจะใหญ่ขึ้นเยอะ ถ้ารัฐบาลต้องไปดำเนินนโยบายทุกชุดที่มันอยู่ในหมวด 3 กับหมวด 5 แล้วก็มีการกำหนดเงื่อนเวลาอยู่ในบทเฉพาะกาล ขนาดของภาครัฐบาลจะต้องใหญ่ขึ้นเยอะ

เรากำลังเดินบนเส้นทางคล้ายๆ กับกลุ่มประเทศในสแกนดิเนเวียที่รายจ่ายรัฐบาลมีสัดส่วนที่สูงมากของจีดีพี ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีของประชาชนจะต้องเพิ่ม

จริงอยู่ในยุครัฐบาลทักษิณอาจซิกแซ็กหาเงินจากที่ต่างๆ มาใช้ แต่ว่าในตอนนั้นวิกฤตการเงินมันยังมีผลอยู่ แล้วก็สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมันล้นเหลือ มันยังล้วงเงินในที่ต่างๆ ได้ แต่ขณะนี้มันทำอย่างนั้นตอนนั้นไม่ได้ มันก็ต้องไปเก็บภาษีเพิ่ม

อีกประการคือ ภาครัฐบาลจะรุกคืบไป ยึดพื้นที่ในทางเศรษฐกิจ เบียดบังภาคธุรกิจเอกชน เบียดบังภาคประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงมาก เวลาที่เราพูดถึงการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบัน ในขณะนี้แนวความคิดเรื่องการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนมันเป็นความคิดที่ปรากฏแพร่หลายมากในองค์การระหว่างประเทศรวมทั้งในกระบวนการเอ็นจีโอก็พูดถึงเรื่องที่รัฐกับเอกชนมีบทบาทร่วมกัน

แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันเขียนด้วยถ้อยคำที่ไม่เปิดช่อง คือ เขียนด้วยถ้อยคำที่จะทำให้รัฐต้องเป็นคนทำ แล้วถ้ารัฐเป็นคนทำมันมีความล้มเหลวของรัฐ เรารู้ว่าในหลายเรื่องรัฐทำได้ไม่ดี แล้วถ้ารัฐผูกขาดทำเองมันไม่มีทางที่จะมีนวัตกรรมในทางนโยบาย มันมีได้ยากแล้วมันก็จะมีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ

ผมยกตัวอย่างกรณีของการศึกษารัฐธรรมนูญ 2540 บอกว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วก็ทำให้รัฐ มีอำนาจผูกขาดในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น มันมีผลในการทำลายโรงเรียนเอกชน

แล้วผมคิดว่าอันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนผันที่ไม่ค่อยดี คือผมยังอยากจะเห็นเอกชนและประชาชนมีบทบาทในการจัดการการศึกษาคู่กับรัฐ แล้วผมคิดว่านวัตกรรมทางการศึกษาเป็นจำนวนมากมันมาจากโรงเรียนในภาคเอกชน โรงเรียนในภาคประชาชน

แต่ว่า 10 ปีของรัฐธรรมนูญ 2540 มันทำให้รัฐเข้าไปยึดพื้นที่ในภาคการศึกษาเพิ่มขึ้น นักการศึกษามีความคิดที่จะให้บทบาทของรัฐแล้วก็ต่อต้านบทบาทของเอกชน แต่ว่าผมมีความเห็นตรงกันข้าม ผมอยากจะให้เอกชนมีบทบาทร่วมด้วย รวมทั้งในเรื่องอื่น ไม่ใช่แค่เฉพาะบริการศึกษา ในเรื่องบริการสุขภาพอนามัยผมก็ยังเห็นว่าต้องมีบทบาทร่วมกัน

แต่ทั้งนี้ ผมต้องการบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันเป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม ถ้าคุณกลัวรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สิ่งที่ น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือพรรคพลังประชาชนจะหยิบยกบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 มาดำเนินนโยบายประชานิยมเข้มข้นกว่าเก่า แล้วทีนี้มีฐานกฎหมายรองรับด้วย

- ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอในอนาคต ขีดความสามารถเศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งแย่ลง

มันแย่ลงแน่ๆ คือการเมืองมันอ่อนแอด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 อ่อนแอด้วยกระบวนการแยกขั้ว ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ แต่ว่าภายในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเอง มันก็ยังอ่อนแอ มันมีกลุ่มตั้งกี่กลุ่ม เลื่อยขาเก้าอี้ซึ่งกันและกัน แล้วภาพอย่างนี้ยังดำรงอยู่

คุณสมัครไม่สามารถที่จะคุมโครงสร้างต่างๆ ในพรรคพลังประชาชนได้ เพราะว่าคุณสมัครไม่มีธนานุภาพ จึงยิ่งทำให้ความอ่อนแอทางการเมืองมีมากขึ้นไปอีก

- มีคนมองกันเยอะว่าที่สุดแล้วทักษิณกับสมัคร จะขบเหลี่ยมกัน

ก็เป็นไปได้ เพราะคุณทักษิณยังคอยอีกตั้ง 4 ปี เขาจะคอยไหวหรือเปล่า

- แล้วเราจะอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่พัดเร็วและแรงได้อย่างไร

คำถามนี้มันใหญ่ไป (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ประชาชาติธุรกิจจะอยู่รอดได้ยังไง ภายใต้รัฐบาลสมัคร (หัวเราะ)

( จากประชาชาติธุรกิจวันที่ 03 มีนาคม 2551 - เวลา 14:43:04 น.  http://matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?)id=641&catid=3&catid=3)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
นักฆ่าเงินเฟ้อ วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 09.41 น.
http://www.oknation.net/blog/dome
FLATION   KILLER

เศรษฐศาสตร์แบบ พันธะต่างทดแทน
น่าจะเข้าท่า มากกว่า นะครับ
ความคิดเห็นที่ 2
ญาปู่ครูบาธรรมโยคีอริยธาตุมหาญาณโพธิสัจ วันที่ : 15/03/2008 เวลา : 21.52 น.
http://www.oknation.net/blog/taimahayan
สังฆะไทเซน มหาสารคาม

..ประชาชน ที่ฉลาดหลายกลุ่ม เขาไม่ยอมถูกกวาดต้อน เข้าไปสู่กระแส ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ หรือ พลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ อาทิชาวอโศก ที่ยึดหลักบุญนิยม เขาก็อยู่ได้สบายดี ในทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน ใช้เงินน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ มีสติปัญญาพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนเองและสังคม ได้อย่างดี
..ชาตินิยมทางเศรษฐกิจกับพลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจไทย
ความคิดเห็นที่ 1
ศุภศรุต วันที่ : 15/03/2008 เวลา : 21.16 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา


มาชวนด๊อกเตอร์ดนัยร่วมโครงการ โอเคสัญจร ช่วยสานฝัน แบ่งปันที่เกาะกูดด้วยกันนะครับ


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ทรรศนะสำคัญทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่

ดร.ดนัย เทียนพุฒ ให้สัมภาษณ์ในงานวันรับปริญญา เกี่ยวกับข้อคิดสำคัญ หรือทรรศนะ สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะเรียนหรือเรียนอยู่เพื่อ อนาคตที่สดใสสวยงาม

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



คุณลักษณะความสามารถที่สำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจไทย
วิสัยทัศน์ธุรกิจ เช่น ภาวะผู้นำ คิดการณ์ไกล กล้าเสี่ยง เฉลียวฉลาดทางธุรกิจ
20 คน
ความสามารถด้านไฮเปอร์ เช่นสนองตอบในทันที มุ่งผลสำเร็จ กระหายต่อการทำธุรกิจ
0 คน
การพัฒนาทีมธุรกิจ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างทีมงาน แสวงหาความรู้ใหม่
6 คน
ทักษะด้านการบริหาร เช่น จัดการคน จัดองค์กร การเงินและการควบคุม
4 คน
ความสามารถด้านนวัตกรรม เช่น ความคิดริเริ่ม ความยืดหยุ่น การปรับปรุงวิธีทำงานใหม่
7 คน
คุณลักษณะส่วนตน เช่น ความซื่อสัตย์ มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นในตนเอง
5 คน
สำคัญเท่า ๆ กันทุกด้าน
25 คน
ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
2 คน

  โหวต 69 คน