วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม 2551
ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ พูดถึง 'ตอนจบ' ทักษิโณมิกส์
Posted by
DrDanai
,
ผู้อ่าน : 477
, 20:56:31 น.
| หมวดหมู่ :
ประเทศไทยจงเจริญ
พิมพ์หน้านี้
|
ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ศิษย์เอก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวัยเลย 60 ปี ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในสำนักธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เชื่อหรือไม่ว่า ตลอด 44 ปี คนชื่อรังสรรค์ ไม่เคยจากดินแดนแห่งเสรีภาพ ไปไหนไกล ริมฝั่งเจ้าพระยาแห่งนี้เอง ที่นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้เรียนหนังสือสอนหนังสือ เขียนหนังสือ และอ่านหนังสือ โดยมีเสียงเพลงคลาสสิกขับกล่อมอย่างมีความสุขตลอดมา
กล่าวกันว่า อาจารย์รังสรรค์คือ นักวิชาการที่เสนอภาพเศรษฐกิจสังคมการเมืองไทยได้อย่างลุ่มลึกและรอบด้าน
นอกจากนี้ อาจารย์รังสรรค์ยังมีความกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เลือกข้าง จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิชาการ ขณะที่ลูกศิษย์ยึดเอาหลักในการทำงานของอาจารย์รังสรรค์เป็นแบบอย่าง มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยมีความเลื่อมใส เชื่อมั่นและศรัทธา ยึดอาจารย์เป็นแบบอย่างในวิถีการทำงานของอาจารย์รังสรรค์
วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ประชาชาติธุรกิจสนทนาพิเศษกับอาจารย์รังสรรค์ ในหลายแง่มุมของระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมา โดยมีข้อมูลและหลักวิชาเป็นพื้นฐาน
หากไม่อยากหลุดกระแสต้องอ่านโดยพลัน !!!
- ในรัฐบาลสุรยุทธ์ มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับกูรู เข้าไปช่วยงานมากมาย เช่น ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล แต่ดูเหมือนจะจมหาย ?
ผมไม่อยากจะวิจารณ์ ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนผมค่อนข้างสนิท ผมพูดรวมๆ ดีกว่า คือตอนหลังผมเห็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาวิจารณ์รัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลสุรยุทธ์ แล้วผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
คือ ตลอดรัฐบาลสุรยุทธ์ ปัญหาใหญ่ ก็คือ ปัญหาเรื่องวิวาทะว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา ปัญหานี้มันเกิดมาตั้งแต่ปลายรัฐบาลทักษิณ ระหว่างทักษิโณมิกส์กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วรัฐบาลสุรยุทธ์ก็ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกันมีกฎหมายหลายฉบับซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับระบบทุนนิยมโลกว่ารัฐบาลไทยต้องการเดินทางไหนกันแน่
รัฐบาลสุรยุทธ์ใช้เวลาอย่างมากในการประโคมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าในฐานะผู้สังเกตการณ์รัฐบาลสุรยุทธ์ไม่เคยเสนอ policy men- บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ผมถามว่า โอเค ผมพูดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าคุณไปดูงานเขียนของผม มันมีมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 แต่ผมถามว่าเมื่อคุณชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณมีเมนูนโยบายอะไรบ้าง มันไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ทำให้ระบบทุนนิยมโลกตั้งข้อกังขาว่ารัฐบาลไทยกำลังเดินบนเส้นทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจหรือเปล่า
คือ ความขัดแย้งระหว่างพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจกับพลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจไทย มันมีมาตั้งแต่หลังการปกครอง 2475 บางยุคสมัยพลังชาตินิยมก็ชนะ แล้วยุทธศาสตร์การพัฒนาก็ยึดปรัชญาชาตินิยมทางเศรษฐกิจ
บางยุคสมัยพลังเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ก็ชนะ
แล้วสังคมเศรษฐกิจไทยก็เดินบนเส้นทาง เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ แล้วผมคิดว่าโมเมนตั้มอันนี้มันไปลึกมาก ตั้งแต่รัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา พลวัตที่จะเดินอยู่บนเส้นทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจมันมีมาโดย
ต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์
2540 กระแสชาตินิยมมันกลับมาใหม่แล้วพรรคไทยรักไทยก็ขี่กระแสชาตินิยมจนชนะการเลือกตั้งมกราคม 2544 แล้วผมคิดว่าตลอดปี 2544 รัฐบาลทักษิณก็เผชิญกับคำถามของระบบทุนนิยมโลกว่าคุณจะเดินทางไหนระหว่างเส้นทางชาตินิยมกับเส้นทางเสรีนิยม คือผมไม่แน่ใจว่า ปี 2544 คุณทักษิณมีความคิดชัดเจนหรือเปล่า เพราะว่าในบางเรื่องทำท่าจะเดินเส้นทางชาตินิยม บางเรื่องทำท่าจะเดินบนเส้นทางเสรีนิยม
แต่พอถึงปี 2545 ก็เป็นเสรีนิยมแต่ไม่ชัดเจน เพราะรัฐบาลทักษิณจะเลือกชาตินิยมหรือเสรีนิยมขึ้นอยู่กับว่าคุณทักษิณได้ประโยชน์จากเส้นทางไหน ในบางครั้งคุณทักษิณก็จะประโคมเรื่องชาตินิยม เวลาที่รัฐบาลกำลังจะเพลี่ยงพล้ำคุณ ทักษิณก็จะชูกระแสชาตินิยมมาเรียกคะแนนนิยม
พูดได้ว่าตั้งแต่ 2545 คุณทักษิณเอียงไปข้างเสรีนิยม คุณทักษิณมีอาการโรคคลั่งเอฟทีเอ แล้วก็มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการส่งออกเต็มไปหมด แต่พอมาถึงรัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลสุรยุทธ์พูดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกันมีกฎหมาย 2 ฉบับที่คาอยู่ในสภา คือ กฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวกับกฎหมายการค้าปลีก กฎหมาย 2 ฉบับนี้ทำให้ระบบทุนนิยมโลกตั้งข้อกังขาว่ารัฐบาลสุรยุทธ์จะเดินเส้นทางไหน ชาตินิยมหรือเปล่า ตรงนี้ผมคิดว่ามันทำให้ใน 1 ปีของรัฐบาลสุรยุทธ์ มันเดินลำบากๆ
คือสังคมเศรษฐกิจไทยเดินบนเส้นทางเสรีนิยมมาเป็นเวลานาน มันเป็นสังคมเศรษฐกิจที่หวังประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจไทยกับระบบเศรษฐกิจโลก แต่อยู่ๆ คุณโฆษณาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีเมนูนโยบายที่เป็นรูปธรรม มิหนำซ้ำคุณยังมีกฎหมายที่มันบ่งบอกว่าจะเป็นชาตินิยม
ผมคิดว่า ความผิดพลาดของรัฐมนตรีคลังคนแรกในรัฐบาลสุรยุทธ์ก็คือไม่นั่งทับ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลสุรยุทธ์น่าจะนั่งทับกฎหมาย 2 ฉบับนั้นไว้ เพราะว่าชุมชนระหว่างประเทศตั้งข้อกังขารัฐบาลในระบอบเผด็จการทหารอยู่แล้ว คุณซ้ำเติมปัญหาโดยการเอากฎหมาย 2 ฉบับนี้เข้าสภา แล้วทุกอย่างมันก็ขาดพลวัตของการพัฒนา
- แต่นับจากนี้ ระบอบทักษิณกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ระบบการพึ่งตนเองก็อาจจะเล็กลงเรื่อยๆ เสรีนิยมก็จะมีพลังเพิ่มมากขึ้น
มันขึ้นอยู่กับว่า ทักษิโณมิกส์มันทำลายความเข้มแข็งของชุมชนหรือเปล่า เพราะในช่วงรัฐบาลทักษิณสิ่งที่เป็นอาชญากรรมของรัฐบาลทักษิณคือ การไปทำลายความเข้มแข็งของชุมชน
เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และมันทำให้การพัฒนาบนยุทธศาสตร์ของการพึ่งตนเองมันเดินต่อลำบาก เพราะว่าสิ่งที่ทักษิโณมิกส์กระทำต่อชนบทไทยก็คือทำลายการพึ่งตนเอง ของประชาชนในชนบท ทำให้ประชาชนในชนบทกลับมาพึ่งรัฐในเรื่องต่างๆ
ผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อปลายทศวรรษ 2530 เรื่องสังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 ตอนนั้นทีดีอาร์ไอต้องการให้ผมลองวาดภาพว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
ซึ่งตอนนั้นผมก็สังเกตว่า ระบบยุทธ ศาสตร์การพัฒนาของระบบเศรษฐกิจไทยมันมีทวิลักษณะ คือ ด้านหนึ่งชนชั้นปกครองลากระบบเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัตน์ ถ้าพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็คือบนเส้นทางฉันทามติวอชิงตัน อีกด้านหนึ่งประชาชนเดินบนเส้นทางชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เดินบนเส้นทางการพึ่งตนเองกระจายการผลิต มันจึงเป็น 2 เส้นทาง
มีคนที่สังเกตพบปรากฏการณ์อันนี้คล้ายๆ กับผมคืออาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์นิธิบอกว่าทางใครใครเลือกชนชั้นปกครองอยากจะเลือกบนเส้นทางโลกาภิวัตน์ก็เดินไป ชาวบ้านอยากเดินอีกเส้นทางหนึ่งก็เดินไป คือไม่ควรที่จะไปบังคับให้ชาวบ้านต้องมาเดินบนเส้นทางโลกาภิวัตน์
ดังนั้นรัฐบาลทักษิณระหว่างปี 2544-2549 ได้กระทำอาชญากรรมในการทำลายความเข้มแข็งของชุมชนในการทำให้ประชาชนในชนบทต้องมาพึ่งรัฐมากขึ้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นทิศทางที่ไม่ค่อยดี
- เช่นเดียวกับประชานิยมต่อยอดในรัฐบาลสมัคร
ประชานิยมมันไม่ใช่เมนูนโยบายที่เสียหาย พูดโดยหลักการ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องผลิตเมนูนโยบายประชานิยม เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องการคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด ดังนั้นก็ต้องผลิตนโยบายที่ประชาชนนิยม
เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ตลาดการเมืองมันคืออะไร ตลาดการเมืองมันเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนบริการความสุข นักการเมือง พรรคการเมืองเสนอขายบริการความสุข ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสนอซื้อบริการความสุข บริการความสุข ก็มาจากเมนูนโยบาย
ดังนั้น สิ่งที่เราเรียกว่า นโยบาย ประชานิยมมันผลิตบริการความสุขบริการประชาชนหรือเปล่า ประชาชนต้องเป็นคนตอบ เราไม่ควรไปตอบแทนประชาชน
ในชั้นต้น ประชาชนอาจจะต้องการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คือสิ่งที่รัฐบาลทักษิณเสนอให้ในหลายเรื่องมันเป็นบริการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่บริการความสุขที่ยั่งยืน ประชาชนต้องเรียนรู้เอง ผมไม่คิดว่าเราจะไปสอนประชาชนได้
- แต่หลายครั้งความสุขจากนโยบายทักษิณถูกวิจารณ์ว่าเป็นความสุขที่ถูกหลอก
ประชาชนก็ต้องเรียนรู้เอง
- เรื่องแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์จะทำอะไรได้มั้ยครับ
คุณจะให้ผมทำอย่างไร เพราะว่าในการการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง ประชาชนเป็นคนตัดสิน ทำไมในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว นโยบายประชานิยมมันจึงไม่ใช่เป็นการขายบริการความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คุณดูอย่างยุโรปตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่า ประชาชนต้องเรียนรู้ เมืองไทยมันถูกตั้งชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยหนุ่มสาว แต่อายุตั้ง 70 กว่าปีแล้ว (หัวเราะ)
- ถ้าพรรคการเมืองใช้ระบบการตลาดเข้าไป ก็สามารถซื้อใจ โฆษณาชวนเชื่อทำให้คนหลงเชื่อได้สบายๆ
ถ้าทุกพรรคเสนออย่างนี้นะ มันเร่งกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ประชาชนก็ต้องกลับมาดูว่าเมนูนโยบายของพรรค A B หรือ C อันไหนมันจะให้ความสุขที่ยั่งยืนกว่า อันนี้มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ในระยะยาว คุณต้องให้เวลา แต่มีอีกประเด็นที่ผมจะพูดคือ หลายคนเป็นกังวลเรื่องนโยบายประชานิยม แต่ว่าคนเป็นจำนวนมากไม่รู้หรอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม
รัฐธรรมนูญ 2550 ด้านหนึ่งร่างขึ้นมาเพื่อจะป้องกันระบอบทักษิณ แล้วท้ายที่สุดมันป้องกันไม่ได้ มิหนำซ้ำจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างปัญหาให้กับสังคมการเมือง สังคมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ถ้ามันใช้ต่อยาว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เกื้อกูลระบอบประชานิยม เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 กับ 2540 ไม่ได้ต่างกันในเรื่องที่กำหนด policy men- ในหมวด สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในแง่นี้ไม่ต่างกัน ทั้ง 2 รัฐธรรมนูญต้องการเห็นสังคมเศรษฐกิจไทยเป็นรัฐสวัสดิการ
บอกให้รัฐมีบทบาทในด้านต่างๆ บทบาทของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 เป็นบทบาทประชานิยม สงเคราะห์คนยากจน สงเคราะห์คนป่วย การศึกษาฟรี สงเคราะห์คนชรา นโยบายประชานิยมมันอยู่ในนี้หมด มันอยู่ในหมวด 3 กับหมวด 5
แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่างจาก 2540 ก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 มันไปแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยการกำหนดในบทเฉพาะกาลว่ารัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญนี้จะต้องร่างกฎหมายเพื่อจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ในหมวด 3 และหมวด 5 แล้วก็กำหนดเงื่อนเวลาของการร่างกฎหมายไม่เกิน 1 หรือ 2 ปี นับแต่แถลงนโยบายต่อสภา อันนี้มันทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มี policy men- แบบนี้ก็จริง แต่เนื่องจากว่าไม่ได้บังคับให้รัฐบาลต้องทำอย่างแข็งขัน แต่รัฐธรรมนูญ 2550 บังคับ
ดังนั้นระบอบประชานิยมมันจะฝังรากลึกยิ่งกว่าที่เราเห็นในยุครัฐบาลทักษิณ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวก็คือ ขนาดของภาครัฐบาลจะใหญ่ขึ้นเยอะ ถ้ารัฐบาลต้องไปดำเนินนโยบายทุกชุดที่มันอยู่ในหมวด 3 กับหมวด 5 แล้วก็มีการกำหนดเงื่อนเวลาอยู่ในบทเฉพาะกาล ขนาดของภาครัฐบาลจะต้องใหญ่ขึ้นเยอะ
เรากำลังเดินบนเส้นทางคล้ายๆ กับกลุ่มประเทศในสแกนดิเนเวียที่รายจ่ายรัฐบาลมีสัดส่วนที่สูงมากของจีดีพี ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีของประชาชนจะต้องเพิ่ม
จริงอยู่ในยุครัฐบาลทักษิณอาจซิกแซ็กหาเงินจากที่ต่างๆ มาใช้ แต่ว่าในตอนนั้นวิกฤตการเงินมันยังมีผลอยู่ แล้วก็สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมันล้นเหลือ มันยังล้วงเงินในที่ต่างๆ ได้ แต่ขณะนี้มันทำอย่างนั้นตอนนั้นไม่ได้ มันก็ต้องไปเก็บภาษีเพิ่ม
อีกประการคือ ภาครัฐบาลจะรุกคืบไป ยึดพื้นที่ในทางเศรษฐกิจ เบียดบังภาคธุรกิจเอกชน เบียดบังภาคประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงมาก เวลาที่เราพูดถึงการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบัน ในขณะนี้แนวความคิดเรื่องการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนมันเป็นความคิดที่ปรากฏแพร่หลายมากในองค์การระหว่างประเทศรวมทั้งในกระบวนการเอ็นจีโอก็พูดถึงเรื่องที่รัฐกับเอกชนมีบทบาทร่วมกัน
แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันเขียนด้วยถ้อยคำที่ไม่เปิดช่อง คือ เขียนด้วยถ้อยคำที่จะทำให้รัฐต้องเป็นคนทำ แล้วถ้ารัฐเป็นคนทำมันมีความล้มเหลวของรัฐ เรารู้ว่าในหลายเรื่องรัฐทำได้ไม่ดี แล้วถ้ารัฐผูกขาดทำเองมันไม่มีทางที่จะมีนวัตกรรมในทางนโยบาย มันมีได้ยากแล้วมันก็จะมีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ
ผมยกตัวอย่างกรณีของการศึกษารัฐธรรมนูญ 2540 บอกว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วก็ทำให้รัฐ มีอำนาจผูกขาดในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น มันมีผลในการทำลายโรงเรียนเอกชน
แล้วผมคิดว่าอันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนผันที่ไม่ค่อยดี คือผมยังอยากจะเห็นเอกชนและประชาชนมีบทบาทในการจัดการการศึกษาคู่กับรัฐ แล้วผมคิดว่านวัตกรรมทางการศึกษาเป็นจำนวนมากมันมาจากโรงเรียนในภาคเอกชน โรงเรียนในภาคประชาชน
แต่ว่า 10 ปีของรัฐธรรมนูญ 2540 มันทำให้รัฐเข้าไปยึดพื้นที่ในภาคการศึกษาเพิ่มขึ้น นักการศึกษามีความคิดที่จะให้บทบาทของรัฐแล้วก็ต่อต้านบทบาทของเอกชน แต่ว่าผมมีความเห็นตรงกันข้าม ผมอยากจะให้เอกชนมีบทบาทร่วมด้วย รวมทั้งในเรื่องอื่น ไม่ใช่แค่เฉพาะบริการศึกษา ในเรื่องบริการสุขภาพอนามัยผมก็ยังเห็นว่าต้องมีบทบาทร่วมกัน
แต่ทั้งนี้ ผมต้องการบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันเป็นรัฐธรรมนูญประชานิยม ถ้าคุณกลัวรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สิ่งที่ น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือพรรคพลังประชาชนจะหยิบยกบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 มาดำเนินนโยบายประชานิยมเข้มข้นกว่าเก่า แล้วทีนี้มีฐานกฎหมายรองรับด้วย
- ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอในอนาคต ขีดความสามารถเศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งแย่ลง
มันแย่ลงแน่ๆ คือการเมืองมันอ่อนแอด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 อ่อนแอด้วยกระบวนการแยกขั้ว ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ แต่ว่าภายในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเอง มันก็ยังอ่อนแอ มันมีกลุ่มตั้งกี่กลุ่ม เลื่อยขาเก้าอี้ซึ่งกันและกัน แล้วภาพอย่างนี้ยังดำรงอยู่
คุณสมัครไม่สามารถที่จะคุมโครงสร้างต่างๆ ในพรรคพลังประชาชนได้ เพราะว่าคุณสมัครไม่มีธนานุภาพ จึงยิ่งทำให้ความอ่อนแอทางการเมืองมีมากขึ้นไปอีก
- มีคนมองกันเยอะว่าที่สุดแล้วทักษิณกับสมัคร จะขบเหลี่ยมกัน
ก็เป็นไปได้ เพราะคุณทักษิณยังคอยอีกตั้ง 4 ปี เขาจะคอยไหวหรือเปล่า
- แล้วเราจะอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่พัดเร็วและแรงได้อย่างไร
คำถามนี้มันใหญ่ไป (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ประชาชาติธุรกิจจะอยู่รอดได้ยังไง ภายใต้รัฐบาลสมัคร (หัวเราะ) ( จากประชาชาติธุรกิจวันที่ 03 มีนาคม 2551 - เวลา 14:43:04 น. http://matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?)id=641&catid=3&catid=3)
|