วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม 2551
ผู้ประกอบการไทยรับมือวิกฤตซับไพร์มสหรัฐฯ
Posted by
DrDanai
,
ผู้อ่าน : 276
, 15:20:24 น.
พิมพ์หน้านี้
|
แฮมเบอเกอร์ Crisis เริ่มเป็นที่กล่าวขานกันมากขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมา เมื่อปรากฎว่าปัญหาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) ในสหรัฐฯ ได้แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกระแสข่าวที่สถาบันการเงิน บริษัทปล่อยกู้จำนอง และกองทุนเก็งกำไร (Hedge Funds) หลายแห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นของสหรัฐฯ ยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย และเอเชีย ประสบปัญหาสภาพคล่อง และรายงานผลขาดทุนจำนวนมหาศาลจากการลงทุนทางตรงและทางอ้อมในตราสารทางการเงินที่หนุนหลังโดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้แก่ลูกหนี้ที่ความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) ในสหรัฐฯ แนวทางรับมือของผู้ประกอบการไทย
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไทยคงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากแฮมเบอเกอร์ Crisis ได้ค่อนข้างยากและจากการศึกษาข้อมูลวัฏจักรเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งชี้ว่า การฟื้นตัวขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในแต่ละครั้งมักใช้เวลาประมาณ 4-7 ไตรมาส ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนธุรกิจบนสมมติฐานที่ระมัดระวัง โดยไม่คาดหวังในเชิงบวกเกินไปว่าปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จะยุติลงเร็ว นอกจากนั้น ผู้ประกอบการอาจเตรียมแนวทางรับมือกับผลกระทบจากแฮมเบอเกอร์ Crisis อื่นร่วมด้วย กล่าวคือ
- กระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจที่พึ่งพิงสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักนั้น ควรเร่งศึกษาตลาดส่งออกใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตมากกว่า หรือน่าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย รวมทั้ง ตลาดส่งออกที่รัฐบาลไทยได้เปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีแล้ว อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย อันจะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศเหล่านั้นคงจะได้รับผลกระทบจากแฮมเบอเกอร์ Crisis นี้เช่นกัน แต่ก็คงไม่รุนแรงเท่ากับสหรัฐฯ ที่เป็นต้นตอของปัญหา ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดส่งออกแต่ละแห่ง มีลักษณะตลาด พฤติกรรมการบริโภค ช่องทางการขนส่ง และกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการจึงควรทำความเข้าใจถึงข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวอย่างละเอียด ก่อนการตัดสินใจ ซึ่งน่าจะช่วยให้การเปิดตลาดใหม่นี้มีความราบรื่น และประสบผลสำเร็จ
- ให้น้ำหนักกับตลาดในประเทศมากขึ้น โดยแม้ว่าการส่งออกของไทยอาจมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2551 แต่การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่เร่งขึ้น ตามแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีทิศทางสดใสขึ้น หลังจากที่ปัญหาการเมืองคลี่คลายลงและรัฐบาลใหม่คงจะเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น ภายใต้สภาวะการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงอาจพิจารณากระจายสินค้ามาสู่ตลาดในประเทศมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ละเลยที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดด้วย
- บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการที่อัตราแลกเปลี่ยนคงจะมีความผันผวน และค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงควรป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contracts) รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ในการบริหารความเสี่ยงในกลุ่มสิทธิในการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ (FX Options) ซึ่งมีสถาบันการเงินเป็นผู้ให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
- เลือกตกลงทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าผู้ส่งออกจะติดต่อธุรกิจกับประเทศอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็มักตกลงรับชำระค่าสินค้าและบริการในรูปเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งทำให้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการที่เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากเป็นไปได้ จึงควรหันมาใช้เงินสกุลอื่นๆ เป็นตัวกลางในการรับ-จ่ายชำระเงินแทน ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ แม้ว่าการประเมินในเบื้องต้น ชี้ว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์ฯ เช่นกัน แต่ก็น่าจะเป็นการแข็งค่าในขนาดที่ต่ำกว่า
- กระจายการลงทุนในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม สำหรับผู้ประกอบการที่บริหารพอร์ตการลงทุนของตน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวังสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยอาจพิจารณาเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้น หรือเริ่มล็อคอัตราดอกเบี้ยในระยะที่ยาวขึ้น หากเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะปรับตัวลดลง
- ติดตามข่าวสาร และสถานการณ์ในตลาดโลก เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในภาวะที่ทิศทางเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อันจะช่วยทำให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจได้ทันท่วงที
( จาก " เสริมภูมิต้านทานผู้ประกอบการไทยรับมือแฮมเบอเกอร์ Crisis" K SME Care http://www.ksmecare.com/)
|