• DrDanai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : DrDanaiT@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-24
  • จำนวนเรื่อง : 284
  • จำนวนผู้ชม : 133540
  • จำนวนผู้โหวต : 89
  • ส่ง msg :
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
DNTConsultants เรามีโซลูชั่นใหม่ของธุรกิจ:Strategy - Blue Ocean Strategy/ Balanced Scorecard & KPIs / Strategic Thinking, Competency -Based HR & HRD , New Generation Marketing and Value Innovation
Permalink : http://www.oknation.net/blog/DNT
วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม 2551
คำต่อคำ ปาฐกถา ของนายจักรภพ เพ็­แข
Posted by DrDanai , ผู้อ่าน : 353 , 23:23:05 น.   | หมวดหมู่ : ประเทศไทยจงเจริญ  
พิมพ์หน้านี้


From: lalar_@hotmail.com
To: chanji69@hotmail.com; bongkotrat_s@yahoo.com; witchu99@hotmail.com
Subject: ลับ
Date: Mon, 19 May 2008 23:32:02 -0800

คำต่อคำ ปาฐกถา ของนายจักรภพ  เพ็­แข

ที่ชมรมนักข่าวต่างประเทศ (FCCT)

29 สิงหาคม 2550

______________________

จักรภพ

                ขอบคุณ โจนาธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติและเพื่อน ๆ ผมอยากเล่าเจาะจงลงไปว่าผมได้ผ่านอะไรมาบ้าง พวกคุณจะได้เข้าใจสถานการณ์ของผม ผมเพิ่งออกจากคุกของคุณเปรม ไม่ใช่คุกทั่วไปแต่เป็นคุกของคุณเปรม มันเป็นวิธีที่คุณเปรมสื่อสารโดยตรงกับสาธารณชนว่า เขาเป็นบุคคลที่ถูกแตะต้องไม่ได้ คุณเปรมเป็นใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของคนๆนั้น จริงหรือ... เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจะพูดคุยกันในค่ำคืนนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต พวกคุณส่วนให­่ก็มีความรู้ดีอยู่แล้วเกี่ยวกับการเมืองไทยที่มีความสลับซับซ้อน และปั­หาที่ชวนปวดหัวของการเมืองไทย

 โจนาธานกำหนดหัวข้อที่เป็นประเด็นให้กับผมคือ “ประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย” ซึ่งเป็นประเด็นให­่ โดยผมจะพยายามอธิบายให้ดีที่สุด  ที่จริงหากพิจารณาสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน ก็คงไม่มีหัวข้อไหนที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมเท่านี้ วิกฤตการเมืองในปัจจุบันคือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ เป็นการปะทะกันโดยตรง และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และรากฐานของประเทศ

ต้องถือว่าเป็นการเดิมพันที่สูงมากสำหรับทั้งสองฝ่าย ทั้งประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ หากท่านพิจารณาผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมอย่างจริงจัง ท่านจะเห็นได้ชัดว่า เป็นการประทะกันระหว่างประชาชนจำนวน 56% และ ประชาชนจำนวน 41% ของประชากรทั้งหมด ไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชาชนออกมาเป็นจำนวนมากและประกาศก้องว่า “เราไม่ต้องการระบบอุปถัมภ์ของท่านอีกต่อไป” ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ให้ใคร คนใดคนหนึ่งมาลูบหลัง และบอกกับเราว่า “ฉันจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นบ้าง แต่คุณต้องสำนึกในบุ­คุณของฉัน” 

มันถึงเวลาแล้ว และเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนไทยที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเชื่อว่าเราสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้เริ่มต้นนี้แล้ว ภายในชั่วชีวิตของเรา

                อย่างไรก็ตาม ประเทศเราเริ่มต้นจากระบบอุปถัมภ์ พวกคุณส่วนให­่คงเคยอ่านเรื่องราวและประวัติศาสตร์สั้น ๆ ของประเทศไทย เพราะเราเลือกที่จะนับประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังไปเพียงแค่ 700 ปี โดยไม่นับรวม 300 ปีก่อนหน้านั้น เพราะมันเป็นห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลับซับซ้อนในภาคใต้ ดังนั้น ประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงถูกเลือกให้เริ่มต้นเมื่อ 700 ปีที่แล้วในสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองหลวง ที่ต่อมากลายเป็นประเทศไทย ในรัชสมัยหนึ่งในยุคสุโขทัยเราถูกชักนำให้เชื่อว่ากษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยสุโขทัย คือ พ่อขุนรามคำแหง เป็น “ “บิดาที่ยิ่งให­่” เนื่องจากแนวคิดที่ว่ากษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้า ยังมิได้เข้ามาในแผ่นดินไทยในสมัยสุโขทัย ดังนั้นกษัตริย์ในสมัยสุโขทัยจึงถูกมองว่าเป็น “บิดาที่ยิ่งให­่” ผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อประชาชนและให้ในสิ่งที่ประชาชนต้องการ

                ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ พ่อขุนรามคำแหงให้นำระฆังมาแขวนไว้หน้าวัง ผู้ใดมีปั­หาก็สามารถมาเคาะระฆังได้ และพระองค์หรือคนของพระองค์ก็จะออกมาช่วยจัดการแก้ปั­หาให้ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในบทเรียนแรก ๆ ที่นักเรียนไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการเมืองของไทยว่า มีคนที่เราสามารถพึ่งพาได้ ยามมีปั­หา เราสามารถหันไปพึ่งพาคนที่ช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ก่อนที่เราจะรู้ตัว เราก็ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์เสียแล้ว เพราะเรามุ่งแต่จะพึ่งพาอาศัยคนอื่น แทนที่จะพึ่งพาความสามารถของตัวเอง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนไทยแตกต่างไปจากชนชาติอื่นในโลก เราเริ่มต้นอย่างนั้น ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเราก็มีกษัตริย์ที่ทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ๆต้องจงรักภักดี และต้องมีความศรัทธาในระบบซึ่งมีผู้มอบให้แก่พวกเขา ซึ่งเป็นระบบที่ใช้งานในขณะนั้น และไม่มีระบบอื่นที่สามารถแข่งขันได้  ไม่มีความคิดในเรื่องระบบการปกครองที่ดีกว่านี้ในสมัยนั้น

                ต่อมาภายหลัง ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีอยุธยาเป็นเมืองหลวงกว่า 400 ปี แนวคิดที่ว่ากษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้า ถูกนำเข้ามาโดยได้รับอิทธิพลจากอารยะธรรมเขมร กษัตริย์เป็นกึ่งเทพเจ้า เป็นตัวแทนของเทพในศาสนาฮินดูและเทพที่อยู่เหนือเทพทั้งหลาย เริ่มแพร่หลาย ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงกลายมาเป็นระบบคุ้มครอง ถ้าคุณมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และเป็นความจงรักภักดีโดยปราศจากข้อสงสัย คุณจะได้รับการคุ้มครอง และเพื่อแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองอย่างชัดเจน ประชาชนที่ทำในทางอื่น ต้องถูกลงโทษ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมัยอยุธยามีวิวัฒนาการของระบบ ไม่ว่าจะถือว่าเป็นการถดถอย หรือการก้าวหน้า ก็ตาม  แต่มันเป็นการผสมผสานระหว่างความเมตตากรุณาของ “รูปแบบบิดาผู้ยิ่งให­่” และ “รูปแบบผู้นำที่ยิ่งให­่” กล่าวคือ กษัตริย์สมัยอยุธยามีอำนาจล้นพ้น และหลักการใช้อำนาจในสมัยนั้นได้ถูกทำให้เข้าใจได้ว่า ถ้าผู้มีอำนาจมีความเมตตากรุณา คุณก็จะได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้นด้วย

อีกนัยหนึ่ง สมัยอยุธยาสอนให้คนไทยเรียนรู้กับการอยู่กับอำนาจ  การอยู่รอดภายใต้อำนาจได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกอำนาจทำลาย แต่สมัยอยุธยาก็ได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นในประเทศไทย คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาส ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นผู้ดีผู้มียศถาบรรดาศักดิ์กับสามั­ชน นั่นคือสมัยอยุธยา

                จากนั้นก็เป็นช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ผมจะขอข้ามช่วงสมัยธนบุรี 12 ปีไป ภายใต้ราชวงศ์จักรีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยรัตนโกสินทร์นั้น เป็นการผสมผสานระหว่างระบบการปกครองในสมัยอยุธยากับทักษะใหม่ ๆ ที่เรียกว่า “การบริหารจัดการความรู้” กล่าวคือความรุ่งเรืองของ “ระบบบิดาผู้ยิ่งให­่” ถูกนำมาผสมผสานกับระบบอำนาจของกษัตริย์กึ่งเทพเจ้าในสมัยอยุธยา กรอบความคิดของการเป็นกษัตริย์กึ่งเทพเจ้าถูกนำรวมกับการบริหารจัดการความรู้ เพราะขณะนั้นมีความเชื่อว่า “ความรู้คืออำนาจ” นั่นคือเหตุผลว่าทำไม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งภาษาอังกฤษในราชสำนัก พระองค์ทรงเป็นผู้นำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนสินค้าต่างประเทศ เข้ามาเป็นที่รู้จัก เพราะคนไทยไม่เคยรู้จักกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน

นี่เป็นหนึ่งในฐานอำนาจของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ถูกมองว่า เป็นกษัตริย์ผู้เมตตากรุณา มิได้ถูกมองว่าเป็นกษัตริย์ ที่มีความเป็นบิดาผู้ยิ่งให­่ แต่ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพระองค์ก็ยังได้รับการยกย่องเช่นนั้นจนถึงทุกวันนี้  ระบบของไทยจึงมาสู่จุดที่ผู้นำและผู้ปกครองพยายามหาวิธีการที่ดีที่สุด เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในระบบการพึ่งพา สำหรับวิธีทำให้ประชาชนมีความรู้สึกต้องพึ่งพานั้น จะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย

                ขณะนี้เราอยู่ในรัชสมัยของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นการรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา และเนื่องจากพระองค์ทรงครองราชย์มานานมาก  กว่า60 ปีแล้ว  ทำให้สถานภาพของพระองค์ ถูกยกขึ้นเปรียบเสมือนเป็นตำนาน ประชาชนไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พูดนั้น เป็นความจริงหรือเป็นความเชื่อเกี่ยวกับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงครองราชย์มานานมาก จนเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ตามที่สืบทอดกันมา กษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ กษัตริย์นักพัฒนา กษัตริย์นักทำงาน และปัจจุบันพระองค์จึง เป็นผู้ปกป้องสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในประเทศไทย นั่นคือ ระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา ซึ่งตัวแปรจำนวนมากเหล่านี้ต้องถูกมาปรับเปลี่ยนและเรียบเรียงในระบบใหม่

                เราเคยพลาดโอกาสในอดีต เช่นในสมัยนายปรีดี พนมยงค์ พลเรือนผู้นำการปฏิวัติในปี ค.ศ.1932 หรือ พ.ศ. 2475 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงระบบจากการปกครองระบอบสมบูรณา­าสิทธิราชย์ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด มาเป็นการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนู­ ซึ่งขณะนั้นตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนายปรีดีกล่าวในเวลาต่อมาว่า “เขายึดอำนาจได้เมื่อตอนอายุ 32 ปี และหลุดจากอำนาจโดยสิ้นเชิงเมื่ออายุเกือบ 50 ปี” ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปักกิ่งเป็นเวลา 10 ปี และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไม่เคยกลับมาประเทศไทยเลย มีเพียงเถ้ากระดูกเท่านั้นที่ถูกนำกลับมา เขาเคยกล่าวในขณะนั้นว่า “เมื่อผมมีอำนาจ ผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร แต่เมื่อผมโตขึ้น และรู้ว่าจะใช้อำนาจอย่างไร ผมกลับไม่มีอำนาจแล้ว” การได้บางสิ่งบางอย่างในเวลาที่ผิด ย้ำเตือนเราว่า อาจมีความจำเป็นที่ต้องมีผู้นำที่มาเปลี่ยนแปลงให้เราใหม่หมด ท่านเห็นหรือไม่ว่า ทุกอย่างที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ต้น นำไปสู่ความเชื่ออย่างแน่วแน่ของคนไทยว่า  หากยังมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเช่นนี้ ไม่มีความจำเป็นเลย ที่ต้องมีระบอบประชาธิปไตย เราถูกชักจูงให้เชื่อว่ารูปแบบของการปกครองที่ดีที่สุดคือ การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ถูกชี้นำ หรือการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำอันสง่างาม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการพัฒนาแนวคิดและความเชื่ออย่างต่อเนื่องมาจนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผมมองว่าเป็นการปะทะกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์

                กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คนไทยถูกทำให้รู้สึกว่า สบาใจกับระบบอุปถัมภ์ เราเริ่มสร้างคำพูดใหม่ๆเช่น “ไม่เป็นไร”  เพราะไม่รู้จะหาประโยคไหนมาแทน เรายิ้มไว้ก่อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันเป็นวิธีการแก้ปั­หา เพราะไม่มีวิธีอื่นแล้วในขณะนั้น และเราก็สร้างคำพูดและความเชื่อที่ว่า “ค่าขอคนคือคนของใคร” ดังนั้นความคิดและคำพูดเหล่านี้ล้วนมาจากพื้นฐานความรู้สึกที่ว่า การที่มีคนมาคอยอุปถัมภ์ค้ำจุนเป็นสิ่งที่รับได้

                ผมไปศึกษาต่อที่สหรัฐในปี 1992 และผมไม่เคยเข้าใจเลยในตอนนั้นว่า ทำไมผู้คนที่นั่นต้องโกรธเมื่อมีคนมาคอยอุปถัมภ์ ค้ำจุน เพื่อนผมบางคนตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “เลิกทำตัวเป็นพี่เลี้ยงผมได้ไหม” ผมไม่เคยเข้าใจ เพราะคิดเสมอว่าการมีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว การถูกยกยอเป็นเรื่องปกติ เพราะชีวิตคุณก็ขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย ดังนั้น การที่มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องบาป ไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่ทั้งหมดกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งให­่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ เราจึงต้องปะทะกัน เพราะมีประชาชนจำนวนมากพอสมควร ที่ออกมาและบอกว่า “ไม่ เราไม่ต้องการระบบอุปถัมภ์เฮงซวยของท่านอีกต่อไป”

คุณคงจำได้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชน 41% ไม่รับรัฐธรรมนู­ที่ร่างโดยพวกเผด็จการและบริวาร ทั้งๆที่มีการใช้เงินมหาศาล มีการวิ่งเต้นอย่างมโหฬารโดยระบบราชการ เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนประเทศทั้งประเทศให้ยอมรับรัฐธรรมนู­  และยังมีบางคนที่เชื่อว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นในกระบวนการรณรงค์การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนู­ และการนับคะแนนเสียง แต่ทั้งหมดนั่นรวมทั้งเล่ห์กลต่าง ๆ ของผู้มีอำนาจบาตรให­่ พวกเขาก็ได้เพียง 56% ซึ่งก็รวมถึงการติดป้ายโฆษณาให­่ทั่วกรุงเทพฯ และอาจจะนอกกรุงเทพฯ ด้วยแต่ผมไม่เห็น ผมเห็นแต่ป้ายโฆษณาจำนวนมากตลอดทางยกระดับดอนเมือง ซึ่งมีข้อความเช่น “คนไทยต้องร่วมชะตา  ลงเรือลำเดียวกัน” แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือชื่อท้ายข้อความบนป้ายเขียนว่า “ประชาชนคนเสื้อเหลือง” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ประชาชนคนเสื้อเหลือง” รวมกับเล่ห์กลทุกอย่าง แต่คุณกลับได้เพียง 56% นั่นเป็นปั­หาให­่ของคุณแล้ว ประเทศไทยกำลังใกล้ถึงจุดการเปลี่ยนแปลงเต็มทีแล้ว สิ่งที่พวกเรากำลังพูดถึงระหว่างประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์คือ ผมคิดว่าประชาชนเริ่มเติบโต หลุดพ้นแล้ว

                ผมเองก็เติบโตขึ้นมาจากระบบอุปถัมภ์ ถูกตามใจมาตลอด พ่อของผมรับราชการอยู่กองทัพอากาศ ต่อมาภายหลังเป็นนักบินของบริษัทการบินไทย และเป็นนักบินคนไทยรุ่นแรกๆของบริษัท เงินเดือนท่านจึงมากพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ทำให้ผมไม่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากของชีวิตอย่างที่ท่านเคยประสบ ท่านก็โตมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน ผมมองข้ามความสำคั­ของอาหารที่กินแต่ละมื้อ เพราะผมมีอันจะกิน ผมไม่เคยรู้สึกว่ากินอาหารค่ำมื้อนี้แล้ว อาจจะไม่มีอะไรกินในวันรุ่งขึ้น แต่คุณพ่อของผมเคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้นมาแล้ว ผมเติบโตขึ้นมาในระบบอย่างสะดวกสบาย ในเวลาต่อมา เมื่อผมทำงานเป็นนักข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยในแนวคิดของระบบอุปถัมภ์ และเริ่มตรวจสอบประเทศไทยและสังคมไทยอย่างจริงจัง ผมพบว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ ผมใช้ประสบการณ์ของผมตอนทำงานในรัฐบาลทักษิณรวมถึงเวลาอีกหลายปี ในการทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นตัวปั­หาเพราะมันส่งเสริมความไม่เท่าเทียมกันของปัจเจกบุคคล และนั่นคือความขัดแย้งโดยตรงกับประชาธิปไตย มันส่งเสริมให้คนคิดพึ่งพาคนอื่น มันก่อให้เกิดทาสจำนวนมหาศาล แต่มีนายเพียงจำนวนไม่กี่คน มันขัดขวางมิให้ประเทศไทยหลุดพ้นหรือเติบโตขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะได้รับการศึกษามายาวนาน แม้ว่าจะเผชิ­หน้ากับสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้มายาวนาน แม้ว่าจะไม่เคยสัมผัสกับการเลือกปฏิบัติต่อวัฒนธรรมต่างชาติมายาวนาน แต่พวกเราหลายๆคนก็ยังคงเป็นเด็กอยู่ คุณลองสังเกตการต่อสู้ทางการเมืองของไทย แล้วคุณจะพบว่าส่วนให­่เป็นเรื่องจุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ วิธีการที่พวกเขาเล่นกันหรือสู้กันเป็นเสมือนเกมของเด็ก เพราะในระบบอุปถัมภ์คุณยังต้องเป็นเด็กต่อไป คุณยังต้องเป็นคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่ จึงไม่แปลกที่การคิดเล็กคิดน้อยมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย

                พวกคุณคงเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย คุณคงได้อ่านข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีปั­หากับชื่อใหม่ของพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นพรรคใหม่ที่ชื่อ “พรรค พลังประชาชน”พรรคฯพยายามใช้กลอุบายในการเปลี่ยนหรือปรับชื่อเพื่อให้ประชาชนรู้ว่ายังคงเป็นพรรคไทยรักไทยอยู่ ดังนั้นพรรคจึงเปลี่ยนชื่อและได้รับการรับรองจาก กกต. แต่ต่อมา กกต. พบว่าชื่อพรรคที่เปลี่ยนนั้นใช้อักษรย่อ “ทรท.” เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทย กกต. จึงยกเลิกการรับรองการตั้งพรรค เขาบอกว่า “คุณใช้ชื่อนั้นไม่ได้ เพราะมันคือ ทรท. เหมือนเดิม” ฝันร้ายของผมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ ความจุกจิกการคิดเล็กคิดน้อยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่เราเล่นเกมการเมืองกันในศตวรรษที่ 21 นี้

                นายกฯ ทักษิณ ซึ่งผมได้ทำงานด้วยและเริ่มรู้สึกชอบท่านเป็นการส่วนตัว ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับการเดินละเมอ นายกฯ ทักษิณ ได้กำจัดระบบอุปถัมภ์ไปจากผู้มีอำนาจและเปลี่ยนมันเป็นนโยบายสาธารณะซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนให­่ ผมอยู่กับท่านด้วย ผมจึงทราบว่าท่านมิได้ออกนโยบายเหล่านั้นในเชิงปรัช­า ท่านเพียงแต่ต้องการทำงานของท่าน ท่านต้องการให้ประชาชนชอบท่าน รักท่าน ต้องการเป็นคนรวยที่มีประโยชน์ นั่นเป็นแนวทางการทำงานของท่าน แต่วิธีการง่ายๆของท่าน ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับระบบอุปถัมภ์ เพราะสิ่งที่ท่านทำ ได้ปลดเปลื้องระบบเดิมอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 5 ปี ประชาชนระดับรากห­้าเริ่มรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ์ พวกเขามีสิทธิ์ที่จะรู้สึกว่าพวกเขาสามารถที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมได้ มากกว่าที่จะรู้สึกว่าดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย กล่าวคือพวกเขามีทางเลือกใหม่ และทักษิณมิได้ทำไปเพื่อท้าทายใคร แต่มีคนที่รู้สึกว่าถูกท้าทายจากสิ่งที่เขาทำ

                เมื่อเขาชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สอง โดยสามารถกวาดที่นั่งในสภาได้ถึง 377 จาก 500 ที่นั่ง การได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดแบบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลย  ผมจะเล่าเบื้องหลังให้คุณฟังก็ได้ ว่ามีการสนทนาส่วนตัวซึ่งผมไม่สามารถเปิดเผยได้ในคืนนี้ แสดงให้เห็นว่ามีบรรยากาศการข่มขู่คุกคามภายหลังจากที่ทราบผลเลือกตั้งว่าทักษิณกวาดที่นั่งในสภาได้ถึง 377 จาก 500 ที่นั่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทักษิณเป็นคนที่เขาไม่อาจไว้วางใจได้ เพราะทักษิณละเมิดกฎของการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอีกต่อไป และสำหรับระบบอุปถัมภ์แล้ว นั่นคือบาป ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินว่า ทักษิณผิด หรือถูก การที่ท่านจะขึ้นศาลในหรือต่างประเทศ ไม่ใช่สาระสำคั­ แต่ที่สำคั­คือสิ่งที่ท่านได้ประทับตราฝากไว้กับประเทศไทย เป็นอะไรที่ประชาชนไม่เคยสัมผัสมาก่อน

                ท่านเกือบไม่ได้ทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ เลย เพราะท่านรู้สึกว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการอะไรจากท่านมากนัก ถ้าคุณถามคนกรุงเทพฯ ว่าทักษิณทำอะไรให้พวกเขาบ้าง คงต้องใช้เวลาสัก 2 สัปดาห์กว่าพวกเขาจะนึกออก แต่ถ้าคุณถามประชาชนระดับรากห­้า พวกเขาสามารถบอกได้ทันที 10 อย่างที่พวกเขารู้สึกว่าได้จากระบบใหม่ของทักษิณ ถ้าถามว่าทักษิณทำตัวเป็นพี่เลี้ยงคอยอุปถัมภ์พวกเขาหรือไม่ คำตอบ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ท่านมิได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น และผมสามารถบอกคุณได้จากการสังเกตของผมเองว่า ท่านสร้างนโยบายนี้อย่างไร คุณทราบไหมว่าท่านได้วางแผนไว้ว่าในช่วง 2 ปีสุดท้ายของสมัยที่ 2 ที่ท่านเป็นนายกฯ ท่านจะอยู่ในเมืองไทยเพียง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด ท่านจะใช้เวลา 2 ใน 3 ของ 2 ปีสุดท้ายเดินทางไปทั่วโลก ท่านกล่าวว่าท่านจะสวมบทบาท เป็น “พนักงานขาย” ของประเทศไทยในช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่ท่านก็สู­เสียโอกาสนั้นไป ท่านถูกยึดอำนาจขณะที่กำลังรอการกล่าวปาฐกถาในที่ประชุมสหประชาชาติ หลังจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราวางแผนที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนแผนทั้งหมด ผมคิดว่าเราพลาดเราควรทำตามแผน... เราควรทำให้ ค.ม.ช. รัฐบาลสุรยุทธ์ และพรรคพวกของเขากลายเป็นพวกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกับ เฮงสัมรินกับรัฐบาลฮุนเซน เมื่อหลายปีก่อน เราควรทำเช่นนั้น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เราจะทำอะไรได้ ผมเป็นเพียงตัวเล็ก ๆ ในคณะผู้ติดตาม ตอนนั้นผมเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดีสหรัฐ ผมควรจะยืนกรานในเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น แม้ว่ามันอาจทำให้เกิดการปะทะกัน ก็ควรปล่อยให้เป็นเช่นนั้น

                ในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ท่านได้อำนาจจากประชาชนให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ท่านปลดปล่อยประชาชนให้หลุดออกจากระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องตัดสินใจครั้งสำคั­ ท่านกลับตัดสินใจตามระบบอุปถัมภ์ ที่นี่ ระบบอุปถัมภ์หยั่งรากลึกมาก และก่อให้เกิดความขัดแย้งโดยตรงกับการสร้างประชาธิปไตย เราต้องปลดเปลื้องมัน เราต้องชี้ให้เห็นตัวตนของระบบอุถัมภ์ โดยถามว่า ใครกันที่ชอบทำตัวเป็นพี่เลี้ยงคอยอุปถัมภ์ประชาชน และผมเชื่อว่ามันใกล้ถึงเวลาที่ต้องทำเช่นนั้นแล้ว เมื่อคุณเข้าคุกมาแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่เป็นไร เราเข้าคุกได้อีก ถ้าหากมันทำให้วัตถุประสงค์ของเราเป็นจริง ไม่เป็นไรเลย

                ผมกำลังรอพิจารณาคดีที่สองที่ผมถูกกล่าวหา คดีการลอบดักฟังโทรศัพท์ในวันที่ 22 มิถุนายน ระหว่างการประท้วงที่สนามหลวง ผมได้เปิดเผยเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ของบุคคล 3 คน สองคนเป็นผู้พิพากษา คนหนึ่งอยู่ศาลฎีกา คนหนึ่งอยู่ศาลอุทธรณ์ คนหนึ่งว่ากันว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบรักร่วมเพศกับผู้มีอำนาจ และพวกเขากำลังพูดกันถึงวิธีที่จะนำพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ เพื่อลงโทษ รัฐบาลทักษิณและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเข้าข้างทักษิณ เรื่องราวที่เหลือเป็นประวัติศาสตร์ที่คุณติดตามได้ในสื่อสารมวลชน อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถูกบังคับให้เผชิ­กับความจริงเกี่ยวกับวิธีการทำงานของระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคั­ของระบบอมาตยาธิปไตย วิธีการที่พวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูลกันและใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ วิธีการที่พวกเขาดูถูกประชาชนโดยไม่บอมรับเสียงส่วนให­่ของประชาชน ความคิดของพวกเขาที่ว่า ประชาธิปไตยต้องถูกชี้นำ ดังนั้น จากนี้ต่อไป เทปการสนทนานี้จะเป็นคดีดัง ตำรวจได้กล่าวหาผมและเพื่อนว่า ลอบดักฟังโทรศัพท์โดยผิดกฎหมาย แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นการตั้งใจอัดเทปโดยเจตนาของบุคคลที่สามในการสนทนา และเขาก็จะแสดงตัวในไม่ช้านี้ ตอนนั้นเขาเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้น คดีนี้จะถูกพิจารณาในศาล ความตั้งใจของผมไม่ใช่การพิสูจน์ว่าผมดักฟังเทปหรือไม่ แต่ผมต้องการเอาคุณเปรม - พลเอกเปรม - และผู้พิพากษา 2 คนขึ้นศาล นั่นคือความตั้งใจของผม และเมื่อนั้นผมก็จะเผชิ­หน้าคุณเปรมในศาลและถามท่านว่าทำไมผู้นำที่ยิ่งให­่อย่างท่านจึงได้ลดชั้นประชาธิปไตยเช่นนี้ ท่านเคยเป็นผู้นำที่ยิ่งให­่แต่ท่านเปลี่ยนไป ผู้ที่เคยเป็นผู้นำที่ประเทศไทยจะขาดเสียไม่ได้ กลายเป็นผู้นำที่อยู่ผิดเวลา คุณเปรมเป็นสั­ลักษณ์ของอะไรหลายอย่าง เราได้เรียนรู้จากคุณเปรมว่าคนดีคนหนึ่ง เมื่อแก่ตัวลง ซึ่งไม่เกี่ยวกับอายุ แต่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดที่ไม่กล้าเสี่ยงอีกต่อไป ความรู้สึกที่อยากถอยเวลากลับไปอดีตที่เขารู้สึกพอใจ จึงไม่เหมาะที่จะมีอิทธิพลต่อประเทศไทยอีกต่อไป

                ผมขอโทษ ที่ต้องใช้เวลามาก แต่ผมอยากจะบอกว่า ไม่ว่าผมจะอยู่ในคุกหรือนอกคุกผมพบว่าประชาธิปไตย กับระบบอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันโดยตรง และการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนั้นไม่สามารถแก้ปั­หาอะไรได้ สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะเลวร้ายลง เพราะเล่ห์เหลี่ยมทั้งหลายจะถูกนำมาใช้จนหมด แล้วจุดประสงค์ที่แท้จริงก็จะถูกเปิดเผยออกมาว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมให้มีประชาธิปไตยในประเทศนี้ ถ้าคุณไปที่สนามหลวงคุณจะมีความรู้สึกเหมือนผมว่า ประชาชนคนไทยไม่ใช่เด็กอีกต่อไป พวกเขาเป็นผู้ให­่ที่ถูกบังคับให้ใส่เสื้อผ้าของเด็ก พวกเขารู้สึกหงุดหงิด อึดอัดทั้งใจทั้งกาย และพยายามดิ้นรนที่จะปลดปล่อยตัวเอง ผมไม่ทราบว่าพวกเขาจะทำได้อย่างไร แต่พวกเขาจะต้องทำได้

                ผมขอจบตรงนี้ ผมหวังว่าความคิดเห็นของผมจะทำให้เกิดคำถามและการอภิปรายต่อจากนี้ ผมอยากได้ยินความคิดเห็นและคำถามของท่าน ผมอยากทราบว่าท่านมองประเทศไทยอย่างไร เพราะพวกท่านหลายคนก็อยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว พวกท่านบางคนก็รักเมืองไทยมากซึ่งผมก็ไม่อยากทำลายความรู้สึกของท่าน ผมจึงอยากทราบว่าท่านรู้สึกอย่างไร ขอบคุณครับ

 

ถาม 

ในขณะที่ท่านทั้งหลายยังไม่แย่งไมโครโฟนกัน เพราะกำลังตะลึงกับสิ่งที่คุณจักรภพได้บรรยายไป ผมจะใช้สิทธิของผู้ดำเนินรายการที่จะถามคำถามแรก

 

สิ่งหนึ่งที่คุณพูดคือ ประเทศไทยต้องการผู้นำที่จะมาปรับเปลี่ยนสถาบันต่างๆ  ผมหมายความว่า คุณพูดถึงระบบอุปถัมภ์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ อย่างไรก็ดี ดูเหมือนคุณจะคิดว่า ประเทศไทยจะได้รับการแก้ไขและคลี่คลายได้ ต่อเมื่อมีผู้นำที่มีอำนาจเข้ามาจัดการเท่านั้น และผมเดาว่าคนที่คุณน่าจะหมายถึงคือ บางคนอย่างคุณทักษิณ ซึ่งคุณเคยทำงานด้วย คุณน่าจะทราบ ความเป็นระบบอุปถัมภ์ก็มีมากเหมือนกัน ภายใต้ทักษิณ  มิใช่หรือ ทักษิณก็อาศัยระบบอุปถัมภ์ในการดึงประชาชนให้เป็นพวกเดียวกัน มิใช่หรือ

 

ตอบ 

                ผู้นำที่ผมพูดถึง อาจไม่ใช่คุณทักษิณก็ได้ จริงๆแล้ว ผมควรหมายถึง “ภาวะการนำ” มากกว่า ”ผู้นำ” สิ่งที่ผมหมายความที่จะพูดคือ สิ่งต่างๆได้ถูกจัดระเบียบและทำให้ถูกต้อง โดยอำนาจจากระบบอุปถัมภ์  แต่เมื่อประชาชนเริ่มปฏิเสธที่จะไม่รับ  พวกเขาต้องการภาวะการนำที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านสถานการณ์นี้ไปได้  ผมก็ไม่รู้ไปมากกว่าที่คุณรู้ว่า ภาวะการนำแบบใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าคุณถามผม ถ้าผมต้องสันนิฐานว่าตัวเองต้องรู้ และต้องพูดบางอย่างในเรื่องนี้  ผมก็อยากบอกว่า ภาวะการนำแบบใหม่ต้องสามารถลดความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิของประชาชนในพื้นที่เมืองและในส่วนอื่นของประเทศ  อย่างต่อเนื่อง  กล่าวคือนโยบายที่เราเรียกว่าประชานิยม ต้องเป็นปัจจัยหลักในการทำให้ประชาชนเชื่อว่าพวกเขามีสิทธิ  และคุณรู้ไหม ทักษิณตอนนี้อายุใกล้ 60 แล้ว และท่านเป็นคนที่มีความสุขดี  ยิ่งตอนนี้ท่านมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากทีมฟุตบอล Manchester City  ดังนั้นผมจึงไม่แน่ใจเลยว่า คุณทักษิณอยากจะสวมบทบาทนี้ ท่านสนุกกับการเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย แต่ตามที่ท่านได้กล่าว ถ้าเจ้าของไม่ชอบในสิ่งที่ท่านทำ ผู้จัดการมืออาชีพอย่างท่าน ก็สามารถไปทำงานให้บริษัทอื่นได้  ทัศนคติอย่างนั้นเป็นอะไรที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิวัติเท่าใดนัก ดังนั้นภาวการณ์นำที่ผมพูดถึงต้องมีความเป็นนักปฏิวัติมากกว่า

 

ถาม

                คุณพูดถึงความจำเป็นในการมีผู้นำ มันไม่เป็นการดีหรือ ถ้าประเทศไทยมีผู้นำประเทศที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่มีการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีพลวัตรมากกว่า ถ้าคุณรอให้มีผู้มาช่วยเหลือ ผู้นำที่มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ คุณกำลังคิดในแนวเดียวกับระบบ“การอุปถัมภ์” ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ตอบ

                ไม่ครับ ผมไม่ได้กำลังรออัศวินม้าขาวมาช่วยพวกเราทั้งหมด ไม่เลย ผมกำลังจะบอกว่าขณะนี้เป็นสภาวะของการไม่มีอัศวินม้าขาว ผมกำลังพูดในสิ่งที่ตรงกันข้าม นี่คือสภาวะของการไม่มีอัศวินม้าขาว และสถานการณ์ในปัจจุบันก็จะไม่จบเหมือนเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535  ไม่มีใครที่จะทำให้มันจบลงได้ เพราะทุกคนเกี่ยวข้อง คุณเห็นได้เลยว่า คราวนี้จะไม่มีผู้ตัดสิน ต่อจากนี้ อะไรจะเกิด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แต่ผมเดาว่าต้องอาศัยบางคน ที่มือหนัก ยกตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่สามารถสัมผัสและจับต้องได้ แต่งตั้งพลเอก สะพรั่ง  เป็นผู้บั­ชาการทหารบก แต่งตั้งพลตำรวจเอกเสรีพิสุทธิ์  เป็นผู้บั­ชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วคุณก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่าง จริงๆแล้วคุณควรทำอย่างนั้น พวกเขาควรทำอย่างนั้น   พวกเขาควรแต่งตั้งบุคคลที่มีความเป็นเผด็จการมากที่สุด ให้ดำรงตำแหน่งที่ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย และเมื่อนั้น เราอาจเห็นบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อเกิดการปฏิวัติ มักจะไม่รู้ว่าผู้นำในเหตุการณ์นั้นเป็นใครเสมอ ดังนั้นผมจึงไม่ทราบว่าใครจะมาเป็นผู้นำ

 

ถาม

                คุณจักรภพ บางอย่างที่คุณพูด เกี่ยวกับความพยายามของคุณทักษิณ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ผมอยากรู้อยากเห็นมาก คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังได้ไหม ตอนที่คุณทักษิณกำลังวางแผนที่จะทำอะไร ตอนที่มีโทรศัพท์จากเมืองไทย ขอไม่ให้เขาทำ และใครเป็นคนโทรมา

 

ตอบ

                ผมเข้าคุกมาครั้งหนึ่งแล้ว ผมพยายามที่จะระงับตัวเอง ไม่ให้ทำในสิ่งที่เหมือนเดิมอีก สิ่งที่ผมจะพูดได้ในที่นี้คือ ท่านไม่ได้เป็นคนต้นคิดในเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น มันมาจากพวกเราบางคน รวมถึงผมด้วย และพวกเราได้ติดต่อบางประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อประเทศเหล่านั้น แต่ไม่น้อยกว่า 10 ประเทศ ในคืนนั้น ถามว่าพวกเขาจะรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นของเราหรือไม่ และพวกเขาบอกว่าจะรับรอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าท่านเดินหน้าต่อไปในเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น ผมคิดว่าท่านจะทำสำเร็จ แต่นั่นคือประโยคที่มีคำว่า “ถ้า” ใครเป็นคนโทรศัพท์ไป ผมขอโทษ ผมเปิดเผยในที่นี้ไม่ได้ แต่ผม...

 

ถาม

                ชื่อขึ้นต้นด้วย “พี” หรือเปล่า

 

ตอบ

                (หัวเราะ) ที่จริงมันก็เป็นแบบนั้นแหละ โทรศัพท์ครั้งนั้นทำให้ท่านเปลี่ยนความคิดในตอนนั้น ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ท่านจะออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางสถานีโทรทัศน์ อสมท.ช่อง 9 เวลาประมาณ 21.20 นาฬิกา ก่อนนั้นไม่นาน ผมอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะเราก็ระแคะระคายว่าอาจเกิดเหตุการณ์บางอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็ต้องไป ดังนั้นท่านบินจากนิวยอร์กไปกรุงลอนดอน และมันเป็นเรื่องที่ยากกว่าในการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ลอนดอนเมื่อเทียบกับที่สหประชาชาติ ดังนั้นผมจึงทราบว่าท่านล้มเลิกความคิดนั้น แต่มันไม่ได้มีที่มาจากท่าน ผมตอบคำถามทั้งหมดได้เท่านี้

ถาม (ปีเตอร์)

                คุณจักรภพ ผมจำไม่ได้ว่าคุณใช้คำว่าอะไร คุณพูดคล้ายๆคำว่า “ละเมอเดิน” ตอนที่บรรยายถึงพัฒนาการของคุณทักษิณในฐานะที่เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย คุณช่วยขยายความให้ละเอียดขึ้นได้ไหม คุณคิดว่าคุณทักษิณมีความสนใจที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทยจริงหรือ มิใช่ว่าเขาเพียงแต่ผูกขาดระบบอุปถัมภ์เท่านั้นหรือ และถ้าเขาละเมอเดินในบทบาทของวีรบุรุษประชาธิปไตยอย่างที่คุณกำลังวาดภาพอยู่นี่ เขาเป็นนักประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า เขาเป็นนักการเมืองประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือเปล่า ผมไม่ทราบ ใช่หรือไม่ว่าเขาเป็นวีรบุรุษโดยบังเอิ­มาก ตามที่คุณกำลังพยายามวาดภาพอยู่ในขณะนี้

ตอบ

                ท่านเป็นผลผลิต ท่านเป็นผลผลิตของระบบอุปถัมภ์และระบบการปกครองโดยชนชั้นสูง ผู้ซึ่งพยายามที่จะเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่ท่านเคยเป็น ท่านต่อสู้ตลอดเวลาระหว่างการเป็นนักธุรกิจแบบเสรีนิยมและการเป็นนายตำรวจ เป็นความขัดแย้งภายในตัวของท่าน ซึ่งคุณควรคุยกับจิตแพทย์ของท่าน....ไม่ใช่ผม แต่ประเด็นก็คือ ท่านดีพอที่ผมจะทำงานด้วย เพราะผมต้องการคนบางคน เราต้องการคนที่จะนำทางเราไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ถ้าประเทศไทยยังถลำลึกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ตามที่พวกคนโบราณทำให้เป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษา ทำไมเราต้องไปโรงเรียน ผมหมายความว่าให้หาเจ้านายมาบ้าง หลายคน แล้วคุณ ก็จะสุขสบาย เพราะอย่างไรก็ตาม คุณก็จะไม่ได้รับอนุ­าตที่จะแสดงออกในเรื่องของการศึกษาและความรู้ของคุณ ถ้าคุณต้องการมีประเทศที่เต็มไปด้วยประชาชนที่มีพลัง และประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ คุณต้องจัดหาเวลาที่เท่าเทียมกันให้พวกเขา ผมหมายความว่าพวกท่าน เพื่อให้ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาได้ในสังคมนั้น

                เพื่อที่จะตอบคำถามของปีเตอร์ ผมเชื่อว่าคุณทักษิณพยายามที่จะเป็นประชาธิปไตย คนรุ่นเดียวกับท่านแทบจะไม่เป็นประชาธิปไตยเลย แม้แต่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็กลับกลายเป็นเผด็จการอย่างมาก ถ้าคุณทำงานใกล้ชิดกับพวกเขา นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยบางคนในประเทศไทยทุบตีภรรยา ซึ่งแย่มาก นั่นเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกัน ดังนั้นมันคือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยและการปกครองโดยชนชั้นสูง ซึ่งคุณทักษิณและคนรุ่นเดียวกับท่านต้องสู้ ผมไม่กล้าเดาว่าท่านเป็นอะไร แต่ผมกำลังบอกว่า เมื่อผมพูดว่าท่านละเมอเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ผมหมายความว่าท่านมิได้ตั้งใจที่จะรวบอำนาจจากระบบอุปถัมภ์เก่า ท่านไม่ทราบว่าสงครามกำลังดำเนินอยู่ ท่านไม่ทราบเลยว่า ประชาชนที่ยากจนนั้นมีบางคนเป็นเจ้าของแล้ว ท่านจึงโพล่งคำบางคำออกมาโดยที่ไม่รู้ว่าคนที่ได้ยินนั้นเจ็บแค่ไหน ท่านเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะมาทำหน้าที่โฆษกว่า “ผมเบื่อพวกนายหน้าคนจน” พวกที่ชอบพูดถึงคนจนและความยากจนตลอดเวลา แต่ไม่เคยทำอะไรซักอย่างสำหรับคนเหล่านั้น คุณรู้ไหมว่าคุณไม่สามารถให้ความรู้สึกที่ดีแทนชีวิตที่ดีกว่าได้ คุณไม่สามารถให้แต่โครงการ พวกเขาต้องการผลลัพธ์ด้วย นั่นคือวิธีที่ท่านคิด นั่นเป็นเหตุผล ทำไมบางครั้งผมจึงคิดว่าท่านละเมอเดิน ในแง่ที่ท่านไม่ทราบผลกระทบจากสิ่งที่ท่านทำ แต่ต่อมาท่านก็ตระหนักว่าสิ่งที่ท่านทำ ทำให้เกิดผลกระทบ ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงที่จริงก็คือภาวะการนำร่วม ทักษิณไม่ใช่เผด็จการ ผมทำงานกับท่าน และผมจะเป็นคนแรกที่จะก้าวออกจากท่าน ถ้าท่านเป็นเผด็จการ แต่ท่านเป็นเพียงคนๆหนึ่งที่มุ่งมั่นในจุดยืนของตัวเอง และพยายามที่จะทำงานให้สำเร็จ ไม่เคยมีผู้นำของไทยคนไหนที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นมันจึงเป็นเผด็จการในความคิดของประชาชน เพราะคุณมุ่งมั่นในจุดยืนของตัวเอง คุณยืนกรานว่าจะต้องทำให้ได้ภายใต้ภาวะการนำของคุณ ซึ่งก็ถูกคนบางคนตีความว่าเป็นเผด็จการ แต่ถ้าคุณได้พบท่านเป็นการส่วนตัว ได้ใช้เวลาอยู่กับท่าน คุณจะรู้ว่าท่านไม่ใช่ ท่านไม่มีลักษณะเช่นนั้นอยู่ในตัวของท่าน ผมไม่ได้บอกว่าท่านเป็นซุปเปอร์แมน แต่ท่านดีกว่าผู้นำแก่ๆ ที่มีคนบอกให้ผมเคารพ ผมอยากที่จะทำงานภายใต้สามั­ชนที่ดีเพียงครึ่งเดียวมากกว่าที่จะทำงานให้กับผู้สูงศักดิ์ที่ว่างเปล่า

ถาม (ไซมอน)

                คุณจักรภพ คุณจะลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมหรือเปล่า ถ้าลงจะเข้าร่วมกับพรรคใด และคุณบอกได้ไหมว่าพรรคนั้นเป็นตัวแทนของอะไรหรือจะทำอะไรให้ประเทศไทย ถ้าคุณตัดสินใจว่าคุณจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากคุณรณรงค์ต่อต้านรัฐธรรมนู­ คุณจะทำอะไรในลักษณะอื่นเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของคุณ

ตอบ

                ขอบคุณไซมอน เราได้ 377 ที่นั่งในสภาแล้วเราก็ถูกยึดอำนาจ ดังนั้นการชนะเลือกตั้งอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก ดังนั้นพวกเราทุกคน พวกเราบางคน ซึ่งกำลังรณรงค์อยู่ที่สนามหลวง กำลังพิจารณากันว่าเราควรลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเราลงสมัครรับเลือกตั้งก็หมายความว่าเราต้องมีเวทีใหม่ที่จะแสดง การรณรงค์หาเสียงสำหรับเราก็จะเป็นเวทีสนามหลวงอีกเวทีหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็หมายความว่าเราจะหาอะไรทำนอกกระบวนการเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบของมันให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ เราไม่ได้ยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์อะไร แต่เราจะพยายาม หรือยอมตายในการพยายาม พรรคที่เราจะสังกัด อะไรก็ได้ไทยรักไทย อะไรก็ได้ไทยรักไทย อาจจะเรียกว่า ไทยรักจีน ก็ได้ ผมจะสังกัดพรรคนั้นแหละ

ถาม (ปีเตอร์)

                ผมแบ่งคำถามสำหรับคุณทั้งสองคน จากที่เราอ่านพบ พรรคพลังประชาชนมี ส.ส. เก่าของพรรคไทยรักไทยจำนวนมาก และผมเดาว่าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย ยกเว้นมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นตัวเต็ง ผมมี 2 คำถาม 1. คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อที่จะสกัดไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และ 2. คุณทั้งสองคิดอย่างไรกับการที่พรรคที่มีสมัครเป็นหัวหน้าพรรคอาจได้เป็นรัฐบาล

ตอบ        ผมอยากให้แน่ใจว่าฟังคำถามของคุณถูกต้อง คำถามแรก อะไรจะมาขัดขวางไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง

ถาม         อะไรจะมาขัดขวาง จะมีการทำอะไรที่จะสกัดไม่ให้ชนะ

ตอบ        เล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่ายหนึ่ง........

ถาม         ใช่ และคำถามที่ 2 คุณทั้งสองคิดอย่างไรกับพรรครัฐบาลภายใต้การนำของสมัคร เขาเป็นคนอย่างไร

ตอบ        สำหรับคำถามแรก พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะจัดสรรงบประมาณลงในภาคอีสาน พวกเขามีคนอย่างอดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย นายวิวัฒนชัย ณ กาฬสินธุ์ ซึ่งออกมาประกาศว่าเขาจะตั้งกลุ่มอีสานและพยายามที่จะยึดคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุดจากพรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทยเดิม เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้ – ผมไม่รู้สิ – อาจมีอีกมาก แต่ผมคิดว่าเล่ห์เหลี่ยมสำคั­คือ การประณามทักษิณว่าเป็นคนสารเลว พวกเขาจะยังคงทำต่อไป และอะไรก็ตามที่ผมคิดว่าครอบคลุมเรื่องนี้

                สำหรับคำถามที่ 2 ถ้าคุณใช้วิธีการคิดแบบตะวันตก คุณจะตราหน้าว่าสมัครเป็นพวกขวาจัด แต่ถ้าคุณดูท่านให้ดี และติดตามเรื่องราวของท่าน คุณจะพบว่าท่านอยู่ในระบบอุปถัมภ์อย่างชัดเจน ผมหมายความว่าท่านเป็นอนุรักษ์นิยมสุดกู่ ซึ่งยอมที่จะสละตำแหน่งง่ายๆ ถ้าถูกขอร้อง นั่นคือคุณสมัคร แต่แล้วท่านก็ตัดสินใจที่จะปกป้องทักษิณ เมื่อท่านอายุ 70 ต้นๆ ท่านอายุ 70 กว่าแล้วนะทราบไหม ท่านไม่ใช่นักการเมืองหนุ่มแล้ว แต่ท่านก็ตัดสินใจกระโดดเข้ามาปกป้องทักษิณในครั้งนี้ ผมยังไม่เคยเจอท่าน แต่ผมเดานะ ท่านคงเชื่อว่า ไม่สามารถปล่อยให้ประเทศถูกปกครองแบบนี้อีกต่อไป ท่านคือผลผลิตของระบบอุปถัมภ์ ผู้ซึ่งหมดความอดทนอีกต่อไป ผมคิดว่าคุณสมัครน่าจะเป็นผู้นำช่วงผ่านต่อที่ดี แต่ท่านคงไม่อยู่ที่นั่นชั่วกาลนาน ท่านต้องใช้เวลาวันละ 3 ชั่วโมง ในการเลี้ยงแมว 47 ตัว

ถาม ทักษิณต้องให้อะไรกับสมัครบ้าง ถึงต้องทำแบบนี้

ตอบ สมัครอยากจะบอกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ท่านรับใช้ระบบอุปถัมภ์ นี่คือสิ่งที่พวกนี้ทำกลับให้กับประเทศหรือ  นี่คือเหตุผลที่สมัครต้องทำ

ถาม คุณยอมรับหรือไม่ว่า ทักษิณไม่น่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะเขาขาดความเป็นนักการทูตที่ดี ไม่มีความห่วงใย ปั­หาสิทธิมนุษยชน เป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดการโต้แย้ง ไม่เป็นที่ยอมรับของชนชั้นนำดั้งเดิม เขาหลุดจากอำนาจเพราะปั­หาที่ตัวเองก่อ ไม่ใช่หรือ เขาอาจจะไม่มีอะไรที่ต่อต้านกษัตริย์ แต่ลูกน้องเขามี.... แค่เขาเป็นนักการทูตที่ไม่ดีเท่านั้นเอง

ตอบ ถ้าคุณต้องการให้งานคุณบรรลุเป้าหมาย คุณต้องสร้างศัตรูขึ้นมา ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำทั้งหมด ผมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ตากใบ ท่านเป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดการโต้แย้ง แต่ไม่ใช่เหตุผล 4 ประการที่พวกนั้นยกขึ้นมาในการทำรัฐประหาร ทำไมเราต้องพูดเรื่องศีลธรรม คนไทยค่อนข้างจะโหดร้ายกับพวกที่ชอบคิดทำอะไรแตกต่าง เขาอาจจะฆ่าคุณได้ นี่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผมรับได้ ทักษิณเป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดการโต้แย้ง เพราะท่านยุ่งกับทุ่งเรื่อง อย่าไปให้ความสนใจมากกับประเด็นความขัดแย้ง เพราะเป็นเรื่องที่ปลุกระดมขึ้นมาได้ง่าย

คุณสนธิสามารถปลุกระดมความขัดแย้ง จากรูปภาพเดียวในวัดพระแก้ว เป็นการโกหกมดเท็จ

ถาม กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสภาสูงในประเทศอังกฤษ ทั้งตลอดชีวิต หรือจากการสืบทอดทางสายเลือด ช่วยวิจารณ์ว่าทำไมระบบอุปถัมภ์ จึงไม่ประสบความสำเร็จ คุณสามารถเอาตัวอย่างของประเทศอังกฤษมาใช้ ได้หรือไม่

ตอบ สิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ คือการดูจากราชินีอังกฤษ แต่ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ในสภาสูงมีอำนาจไม่มากนัก พวกเขาคือชนชั้นสูง และรู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไร

ถาม  ผมไม่เคยอยู่ในประเทศที่มีการทำรัฐประหาร แล้วยังมีคนที่สามารถออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเปิดเผย คุณยังปลอดภัย และมีความเชื่อมั่น  น่าจะเป็นรัฐประหารที่มีความเมตตากรุณา ใช่หรือไม่

ตอบ  คนไทยไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นพวกที่มีอุดมการณ์ แต่สิ่งที่เราต้องการคือความสามัคคี ลูกหลานเราถูกสอนมิให้คิดต่าง คุณไม่สามารถเปรียบเทียบประเทศไทยกับสิ่งใดๆ การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณต้องทำตัวให้ต่าง และต้องทำตัวให้อยู่รอด เพื่อปลุกให้คนลุกขึ้นมา ที่นี่มีการเข่นฆ่ากันน้อยกว่าที่ประเทศรวันดา แต่นักโทษกว่าครึ่งเป็นคนจน โง่เขลา หรือเจ็บแค้น ถ้าคุณสามารถประนีประนอม คุณก็จะไม่ติดคุก ไม่ว่าคุณจะทำผิดอะไร

ถาม ตอนที่คุณถูกจับกุม คุณแสดงสั­ลักษณ์ของชัยชนะ คุณชนะอะไรหรือ

ตอบ  เราไปที่บ้านของคุณเปรม เพราะไม่มีใครแตะต้องเขาได้ ครึ่งคนครึ่งเทพ คุณเปรมออกมาจากบ้าน(รู)เพื่อจับกุมเรา  เราต้องการไล่ให้เขาออกมา ไม่ต้องการให้อยู่เบื้องหลัง ใช้วิธีสกปรก อีกต่อไป เราต้องการให้คนเห็นว่านี่คือคนชักใย และคนก็เริ่มถามถึงบทบาทของคุณเปรมกับการทำรัฐประหาร

ถาม  คุณเคยบอกว่าคุณทักษิณจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ 100%

ตอบ  ผมไม่ได้บอกอย่างนั้น ผมพูดว่าท่านมีความจงรักภักดีบ้าง

ถาม แล้วพจมานล่ะ คุณทักษิณมีความจงรักภักดีต่อเธอ 100 % ไหม

ตอบ อันนี้ไม่ได้รวมอยู่ในหน้าที่ของโฆษกของผม ผมสามารถให้ชื่อคนที่คุณสามารถโทรหาได้

///////////////////////////////

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ฝนหยดนึง วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 00.18 น.
http://www.oknation.net/blog/hsf
WWW.NUMSOM.COM เว็บที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของท่านได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

เอาแต่ที่แปลแล้วมา เอามาทำไม คนมีการศึกษษเค้าฟังออก มาแปลเองแบบนี้ก็เข้าข้างตัวเองนะซิ
ความคิดเห็นที่ 2
ฝนหยดนึง วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 00.17 น.
http://www.oknation.net/blog/hsf
WWW.NUMSOM.COM เว็บที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของท่านได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

เห็นเปิดดูไฟล์vdoที่มันพูดใน yourtube ไม่ได้สงสัย block ถ้ามันแน่จริงก้เอาไฟล์เสียงไฟล์vdoนั้นมาให้สาธารณชนฟังด้วยซิ
ความคิดเห็นที่ 1
ดีเจพะโล้ วันที่ : 26/05/2008 เวลา : 23.31 น.
http://www.oknation.net/blog/djpalo

ขอโทษนะครับที่ผม ทนอ่านจนจบไม่ไหว ...
มันเจ็บ
เจ็บ อยู่ในอกผมนี่
นี่ต้องเกิดมาแล้วต้องเห็นคน ใช้คำพูดแบบนี้กับเจ้าชีวิตของเรา

ผมทนไม่ได้...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ทรรศนะสำคัญทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่

ดร.ดนัย เทียนพุฒ ให้สัมภาษณ์ในงานวันรับปริญญา เกี่ยวกับข้อคิดสำคัญ หรือทรรศนะ สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะเรียนหรือเรียนอยู่เพื่อ อนาคตที่สดใสสวยงาม

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31