วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551
ชูซับแบรนด์"โออิชิคิทเช่น"รุกรีเทล นำร่องอาหารแช่แข็ง-ส่งอิน&เอาท์ชนฟาร์มเฮาส์
Posted by
DrDanai
,
ผู้อ่าน : 170
, 18:34:49 น.
| หมวดหมู่ :
การตลาดล้วนๆ ๆ
พิมพ์หน้านี้
|
"โออิชิ" สร้างอาณาจักรอาหารญี่ปุ่น ตั้งเป้าขึ้นผู้นำทุกแคทิกอรี่ภายใน 5 ปี เดินหน้าซื้อลิขสิทธิ์ร้านอาหารญี่ปุ่น "ออริจินัล" เสริม พร้อมสร้างซับแบรนด์ "โออิชิ คิทเช่น" ปลื้มเกี๊ยวซ่าโตกระฉูด ส่งเบเกอรี่แบรนด์ "อินแอนด์เอาท์" ชนเจ้าตลาด ฟาร์มเฮาส์ กรกฎาคมนี้
"โออิชิ" ซึ่งกำลังย่างสู่ปีที่ 10 ในปีหน้า กำลังมองไปถึงโอกาสการขยายธุรกิจที่ไม่หยุดอยู่แค่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่ต้องการสร้างอาณาจักรโออิชิ ที่เชื่อมโยงกับความเป็นญี่ปุ่นในทุกๆ ด้าน เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในเรื่องอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
ปรับโพซิชันนิ่งสู่ผู้นำร้านอาหารญี่ปุ่น
นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับโพซิชันนิ่งร้านอาหารในเครือจากความเป็นผู้นำด้านอาหารบุฟเฟต์ ไม่ว่าจะเป็นโออิชิ แกรนด์, โออิชิ บุฟเฟ่ท์, โออิชิ เอ็กซ์เพรส รวมถึง ชาบูชิ เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำร้านอาหารญี่ปุ่นในทุกประเภท ด้วยการเริ่มจากการซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์ "ไมโดะ โอกินิ โชกุโด" ร้านอาหารประเภท casual dining จากญี่ปุ่น เมื่อปีที่ผ่านมา และจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อทำให้ภาพของโออิชิเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชัดเจนมากขึ้น
หลังจากนี้ไปก็มีแผนจะซื้อลิขสิทธิ์ร้านอาหารจากญี่ปุ่นเข้ามาต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เป็นออริจินอล ซึ่งที่ผ่านมาโออิชิจะเน้นประยุกต์เพื่อให้เหมาะกับผู้บริโภคคนไทย
"ผู้บริโภคที่ต้องการทานอาหารญี่ปุ่นจะไม่นึกถึงโออิชิ แต่จะนึกถึงบุฟเฟต์ จริงๆ เรายังมีโออิชิ ราเมน, เดอะ เท็ปป์ ที่เป็น รูปแบบเรสเตอรองต์แต่ก็ยังไม่ใช่ออริจินอล จึงเป็นสาเหตุของการปรับจุดยืนดังกล่าว"
ลั่น 5 ปีเข้าถึงทุกครัวเรือน
นายไพศาลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าก้าวสู่ความเป็นผู้นำอาหารญี่ปุ่นในทุกๆ ด้าน คาดว่าจะเริ่มชัดเจนใน 2 ปีข้างหน้า ในช่วงแรกจะเปิดตัวอาหารประเภทแช่แข็ง (Frozen) และแช่เย็น (Chilled) ทยอยเข้าสู่ตลาดก่อนจะขยายไปที่อาหารประเภทอื่นๆ โดยตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า วิชั่นนี้จะชัดเจนด้วยจำนวนสินค้าที่หลากหลาย และสามารถตอบสนองความต้องการได้ทุกครัวเรือน
"เราต้องการขยายธุรกิจและทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสินค้าของโออิชิได้ง่ายขึ้น เฉพาะร้านอาหาร ดีลิเวอรี่ และแคเทอริ่ง ที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอ เป้าหมายคือต้องการเข้าไปอยู่ในครัวเรือนผู้บริโภค อีก 5 ปีข้างหน้า โออิชิจะเป็นกูรูเรื่องญี่ปุ่น พูดถึงญี่ปุ่นต้องมาหาโออิชิ"
งัดซับแบรนด์ "โออิชิ คิทเช่น" ลุย
จากวิชั่นดังกล่าวบริษัทจึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยแยกธุรกิจอาหารที่เจาะช่องทางรีเทลออกจากร้านอาหาร ซึ่งทำให้กลุ่มฟู้ดส์ของโออิชิแตกออกเป็น 2 ขา คาดว่าจะใช้ซับแบรนด์ "โออิชิ คิทเช่น" สำหรับสินค้าแมส โดยหลังจากนี้มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ญี่ปุ่นเพิ่มเติม อาทิ ซอส, อาหารสำเร็จรูป, สแน็ก ฯลฯ
ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม chilled food ที่วางจำหน่ายได้แก่ เกี๊ยวซ่า และแซนด์วิช ในเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะเกี๊ยวซ่าซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเติบโตถึง 80% ที่ผ่านมาได้กระจายเข้าไปในโมเดิร์นเทรดต่างๆ และกำลังเจาะเข้าฟู้ดเซอร์วิส อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ อีกทั้งเตรียมเปิดตัวโฆษณาโทรทัศน์ในครึ่งปีหลัง เพื่อโปรโมตสินค้าในวงกว้างอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมี "โออิชิ คานิ" ปูอัดแช่แข็ง รวมทั้งที่ผ่านมาได้เปิดตัว "แคร์รี่ แอนด์ ซุป" อาหารแช่แข็งสไตล์ญี่ปุ่นวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด อาทิ เทสโก้ โลตัส, ท็อปส์, บิ๊กซี เป็นต้น
ส่ง "อินแอนด์เอาท์" ชนฟาร์มเฮ้าส์
นายไพศาลกล่าวต่อไปว่า ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เตรียมเปิดตัวเบเกอรี่ "อินแอนด์เอาท์" เพื่อวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ด้วยการนำสินค้าที่ได้รับความนิยมจากร้านมาจำหน่าย แต่จะปรับ ให้มีขนาดเล็กกว่า ช่วงเริ่มต้นมี 8-10 รายการ ราคาอยู่ระหว่าง 10-20 บาท โดยวางตำแหน่งใกล้เคียงกับเจ้าตลาดคือ ฟาร์มเฮ้าส์
ก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนจะรีแบรนด์ร้านเบเกอรี่ อินแอนด์เอาท์ เนื่องจากยอดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าการรีแบรนด์อาจจะไม่คุ้มค่า และเนื่องจากอินแอนด์เอาท์เป็นแบรนด์ที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภค จึงนำแบรนด์มาสร้างเป็นเบเกอรี่เพื่อจะเจาะเข้าไปในร้านค้าต่างๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดตลาดเบเกอรี่ของกลุ่มโออิชิครั้งนี้น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันฟาร์มเฮ้าส์เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งกว่า 50% จากมูลค่าตลาดประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีคู่แข่งหลักๆ เพียงไม่กี่ราย อาทิ เลอแปง จากซีพีแรม, เอพลัส จากค่ายอินเตอร์ ฟู้ดส์
จากการปรับโฟกัสมามุ่งที่กลุ่มอาหารมากขึ้น คาดว่าปีหน้าสัดส่วนระหว่างกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 50:50 จากไตรมาส 1 ที่ผ่านมากลุ่มอาหารมีสัดส่วน 43% จากเมื่อ 2-3 ปีก่อนมีเพียง 20%
โดยคาดว่าสิ้นปีนี้ กลุ่มอาหารจะมีรายได้ 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็นอาหารที่เจาะเข้าร้านค้ากว่า 300 ล้านบาท และร้านอาหารอีกกว่า 2,100 ล้านบาท โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมาเติบโต 20% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดของธุรกิจอาหารในรอบ 9 ปี และสิ้นปีคาดว่าจะเติบโต 17% ซึ่งจะเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 9 ปีเช่นกัน
ประชาชาติธุรกิจวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217) http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar01100751&day=2008-07-10§ionid=0207
|