พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้เรามี บทความใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจมาให้ความรู้กับทุกๆคนนะคะ เป็นบทความที่อ้างอิงมาจาก เวปไซต์ของ http://www.nidambe11.net/ekonomiz.htm ซึ่งได้นำมาลงให้อ่านดูเพื่อเก็บเกี่ยวนำมาเป็นความรู้ค่ะ เศรษฐกิจโลกปี 2551 จากมุมมอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 อีกเพียง 2 เดือนก็จะสิ้นสุดปี 2550 แล้ว ความสนใจทางด้านเศรษฐกิจ จึงอยู่ที่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตสูงในอัตราร้อยละ 5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติในตลาดการเงินโลก จากปัญหาหนี้คุณภาพต่ำภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และลุกลามบานปลายไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม แม้ว่าสถานการณ์จะเย็นลงบ้าง แต่ผลกระทบจะยังมีต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งขนาดความเสียหายหรือความรุนแรงยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้ เพราะราคาของทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ยังไม่นิ่ง บริษัทวิเคราะห์ต่างๆ ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจกันค่อนข้างมากในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา และล่าสุดในเดือนตุลาคมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกใหม่ หลังจากที่มีการประเมินในเดือนกรกฎาคม มีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ ประการแรก การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2551 แม้จะชะลอตัวลงแต่ยังอยู่ในระดับที่ดีในอัตราร้อยละ 4.8 เทียบกับประมาณการไว้เดิมร้อย 5.2 เมื่อเดือนกรกฎาคม (และเทียบกับร้อยละ 5.2 ในปี 2550) แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะขยายตัวลดลงจาก 2.8 ลงเหลือเพียงร้อยละ 1.9 แต่ก็ยังได้แรงสนับสนุนมาจากประเทศกำลังพัฒนาในทุกกลุ่ม ที่ยังเติบโตได้ในอัตราที่สูงทั้งเศรษฐกิจใหม่ในเอเชีย กลุ่มตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ทั้งนี้ พบว่าจีน และอินเดียจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปี 2551 แทนแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา การเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่มาจากกำลังซื้อภายในประเทศ และการขยายตัวของการลงทุนในบริการโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายการลงทุนเอกชน ประการที่สอง อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากแรงกดดันทางด้านอุปทานหรือต้นทุนการผลิตเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่สามเป็นต้นมา เนื่องจากกำลังการผลิตที่มีปัญหาเนื่องจากปัจจัยต่างๆ และกองทุนการเงินระหว่างประเทศยังคาดว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2551 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.2 จากเฉลี่ย 68.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2550 ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสประมาณ 1/6 ที่ราคาน้ำมันจะสูงเกินกว่าระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรประเภทข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และอื่นๆ จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อของประเทศกำลังพัฒนา จะเห็นได้ว่า เงินเฟ้อเดือนกันยายนของจีนสูงถึงร้อยละ 6.5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับปัจจัยเสี่ยงและสิ่งท้าทายทางเศรษฐกิจในปีหน้า คือ จากประมาณเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีโอกาสการเติบโตต่ำมากกว่าการเติบโตสูงกว่าประมาณการ 4.2% ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อ ที่จะกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด นอกจากนั้น ประเทศกำลังพัฒนาจะบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากๆ ได้อย่างไร ส่วนที่เป็นปัจจัยบวกคือ ความไม่สมดุลของการค้าโลกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มว่า จะลดลงจากระดับ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลงเหลือประมาณ 5.5% โดยสรุปแล้วภาพเศรษฐกิจโลกข้างต้นนั้น น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ที่จะเกื้อหนุนให้การส่งออก จะยังรักษาการเติบโตไปได้ในระดับ 8-10% และเงินเฟ้อนั้นถูกกระทบโดยราคาน้ำมัน แต่จะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตร แต่ปัจจัยที่น่าห่วงมากกว่า คือการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ที่มา : IMF World Economic Outlook, October 2007 |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |