พิมพ์หน้านี้
|
น้องพรทิพย์ ( พอลทีฟ ) ในวันที่เป็นผึ้งน้อยน่ารัก น้องพรทิพย์ หมาน้อยน้องสาวคนเล็กของบ้าน เป็นขวัญใจของคนทั้งบาง โดยเฉพาะเวลาที่แขกไปไทยมาที่บ้าน น้องพรจะทำหน้าที่เป็นพีอาร์ประจำบ้านทำหน้าที่ต้อนรับได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะกระโดดขึ้นไปบนสันโซฟาเพื่อเลียหน้าบรรดาแขกที่ขึ้นไปนั่งบนโซฟา แถมยังทำหน้าที่สระผมให้ (ใช้เล็บเท้าตะกายผม) ให้กับทุกคนที่เผลออิงพนักโซฟา แถมเวลาที่ใครๆ กินข้าวหรือกินขนมแล้วไม่ยอมเรียกหล่อนกินด้วยละก็ จะได้ยินเสียงแง่ง แง่ง เรียกจนรำคาญทีเดียวเชียว หรือไม่ น้องพรก็จะมาเกาะแข้งเกาะขาให้อุ้มเหมือนเด็กน้อยจอมอ้อน ใครเห็นเป็นต้องอุ้มทุกครั้งแบบไม่มีเงื่อนไข จนเป็นที่หมั่นไส้ของเจ้าพี่ชายจอมเกเรอย่างสนธิ เพราะทุกครั้งที่ใครอุ้มพรทิพย์ พี่สนธิขาใหญ่ต้องเห่าเอาเรื่องไม่หยุดเหมือนกัน (แหม นึกว่าจะมีแต่คนเขาอิจฉากัน หมาก็มีเน๊าะ) เพราะหน้าตาน่ารัก ตัวเล็กที่สุด แถมเวลาเจอแขกที่เข้าบ้านหน้าตาใหม่ๆ น้องพรจะเห่าแล้วส่ายก้นอันมหึมาเป็นสัญลักษณ์ว่าดีใจให้เห็นเป็นประจำ อดไม่ได้ที่ใครเห็นจะต้องหมั่นไส้น้องพรเป็นยิ่งนัก น้องพรทิพย์ซ้ายมือสุดสดใสร่าเริงเป็นที่สุด
น้องพร เริงร่าทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้แม่ปอย
จู่จู่วันหนึ่งน้องพรเกือบจะต้องอำลาผู้คนไปเข้าเฝ้ายมบาลโดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่มีหมาจ่าฝูงนามว่า สนธิ เป็นคนช่วยละก็ ป่านนี้แม่ปอยกะป้าหมาน้อยต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งไปนาน !!! เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าหมาสี่ตัว แม่ตัวน้อย พี่สนธิ พี่เสรี น้องพรทิพย์ ต้องนอนในห้องของแม่ปอย แล้วทุกเช้าน้องพรทิพย์ (พอลทีฟหลานรักของป้าเนี่ย ! )จะต้องเขี่ยประตูและเห่าเพื่อให้แม่ปอยเปิดประตูห้องให้ไปหาป้าหมาน้อยที่ห้องนอนป้าหมาน้อย ซึ่งหากป้าหมาน้อยไหวตัวทัน เช้ามืดป้าหมาน้อยจะต้องเปิดประตูแง้มรอการมอร์นิ่งคิสจากน้องพรทิพย์ทุกเช้า แต่หากวันไหนป้าหมาน้อยนอนหลับเพลินจนลืม ก็จะมีเสียง แง่ง แง่ง จากน้องพรทิพย์ตะโกนบอกให้เปิดประตูห้องให้ทุกเช้า (ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้านายใครก็ไม่รู้ สั่งได้สั่งดี)
น้องพรในชุดราตรีสวยของร้าน JAMMY PET สวยเหมือนสาวน้อย เช้าของต้นเดือนกรกฎาคม 2550 ขณะที่แม่ปอยกำลังนอนอย่างมีความสุข ข้างๆ แม่ปอยเป็นพี่โบว์น้องสาวจอมเปิ่น รอบๆ ตัวพวกเราจะเต็มไปด้วยมะหมาลูกหมาปอยสี่ตัว ใครๆ ที่เห็นก็บอกว่าทำไมให้หมามานอนบนเตียง แรกๆ ก็คิดเหมือนที่มีคนพูดนั่นแหละ แต่ด้วยความที่เลี้ยงเจ้าพวกนี้มาตั้งแต่เกิด เป็นคนทำคลอดเอง เลี้ยงเองมาตลอด พวกมันเลยไม่ยอมห่างจากตัว ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันไดไปห้องไหนก็เดินตาม เข้าห้องน้ำก็เฝ้าหน้าห้องน้ำ กินข้าวก็นอนเฝ้า ท้ายที่สุดเวลานอนก็ต้องมานอนข้างๆ (ชีวิตแม่ปอยต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตัดสินใจเอาหมาน้อยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะเศร้าหรือจะสุขดีล่ะเนี่ย) และทุกเช้าแม่ปอยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก หากเจ้าหมาน้อยอยากให้แม่ปอยตื่น จะมีตัวหนึ่งมามอร์นิ่งคิส อีกตัวมาเลียหู อีกตัวมาเลียหน้า (ไม่ตื่นให้มันรู้ไป) น้องพรทิพย์น่ารักตอนเป็นเซลเลอร์มูนน้อย แต่เช้าวันเกิดเหตุพี่เสรี (จอมหาของ) ออกตระเวนรอบห้อง ปีนโต๊ะหาของเล่น ปีนโต๊ะวางทีวีหาของแปลกปลอม และแล้วพี่เสรีก็เจอของแปลก เป็นหลอดยาหลอดหนึ่งนามว่า เคาน์เตอร์เพน มาคาบเล่นบนโซฟายาวในห้องนอนแม่ปอย แต่ชะรอยพี่เสรีเล่นคนเดียวไม่สนุก น้องเล็กพรทิพย์เห็นพี่เสรีคาบมานึกว่าขนมเลยเข้าไปแย่ง ผลสุดท้ายด้วยความที่มีฟันแหลมเป็นพิเศษ ขณะที่คาบหลอดเคาน์เตอร์เพนฟันแหลมๆ ของน้องพร ก็ไปจิ้มลงที่หลอดเคาน์เตอร์เพน และเลียกินยาเคาน์เตอร์เพนที่พุ่งออกมาตามรอยฟัน แม่ปอยตื่นเช้าเพราะวันนั้นแม่ปอยถูกพี่ธิกวน ได้ยินเสียงพี่ธิเห่า เห่าไม่ยอมหยุด พี่ธิวิ่งมาเห่าตรงข้างเตียง แล้ววิ่งไปเห่าต่อชั้นล่าง จนแม่ปอยต้องตื่น พอตื่นขึ้นมาเห็นรอยอ๊วกสีขาวอยู่ตรงตรงโซฟาในห้องนอน เลยเดินลงมาด้านล่างเห็นนอนน้องพรทิพย์นอนอยู่บนโซฟา ด้านข้างพรทิพย์มีพี่ธิเห่าอยู่ข้างๆ
ภาพเบลอตอนพี่ธิขาใหญ่ประจำบ้าน เห่าแบบนี้เป็นประจำ แม่ปอยลองเรียกชื่อพรทิพย์ ซึ่งปกติน้องพรเวลาถูกเรียกจะต้องรีบส่ายก้นใหญ่ พร้อมวิ่งมาหา แต่วันนี้ผิดปกติ น้องพรนิ่งเงียบไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ (ไม่มีสัญญาณใดๆ จากหมายเลขที่ท่านเรียก) พี่ธิก็ยิ่งเห่าเหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ไม่รู้น้องพรเป็นไรนอนนิ่งเลยครับแม่ (ประมาณนั้น) แม่ปอยรีบวิ่งลงมาจากชั้นบน วิ่งมาเรียกน้องพร น้องพรลืมตาปรือน้อยๆ ปากค้าง แม่ปอยตกใจคิดในใจว่าน้องพรต้องกินเคาน์เตอร์เพนเข้าไปอย่างแน่แท้ เลยรีบตะโกนเรียกพี่โบว์ แล้วเอาน้ำเปล่ากวักใส่ปากหมาน้อย ดูชัด ชัด นาทีชีวิตน้องพรทิพย์ตอนกลายเป็นน้องเคาน์เตอร์เพน
สังเกตดีดี จะเห็นน้องพรตอนลิ้นห้อยออกมานอกปาก ตอนแม่ปอยวักน้ำใส่ปาก เกือบตาย ปรากฏว่าเรื่องร้ายแรงกว่าที่คิด แทนที่อาการน้องพรจะดีขึ้น แต่ปลาดุก ว่า เอ๊ย ปรากฏว่า ลิ้นในปากน้องพรห้อยออกมา ปากก็ง้างไม่ออก ตาปิดสนิท อารามตกใจเลยรีบพาหมาน้อยพร้อมกับพี่โบว์ไปโรงพยาบาลสัตว์ม.เกษตร ห้องฉุกเฉิน ตอนไปแม่ปอยต้องวิ่งไปหน้าตาตื่นตลอดเวลา ในใจกลัวมาก เพราะแม่ปอยเคยเลี้ยงชิสุห์ชื่อ "พาโตราชู "ตายมาก่อน แม่ปอยไม่อยากต้องเสียใจอย่างนั้นอีก คิดและอธิษฐานตลอดเวลาว่า หมาน้อยอย่าตายนะ เวลานั้นน้ำตามันไหลออกมาแล้ว กลัวที่สุด กลัวบรรยากาศเก่าๆ โชคดีแม่ปอยรีบยื่นน้องพรทิพย์ให้หมอส่งห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว รู้สึก...ถึงบรรยากาศที่เวลาเรารอคอยใครสักคนหนึ่งมันเนิ่นนานอย่างนี้ เวลาผ่านไปนาทีหนึ่งมันแป๊บเดียว แต่นานสำหรับความรู้สึกของคนที่รอคอย พยายามถามเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่าอาการของหมาน้อยเป็นยังไง เขาตอบว่า พุดเดิ้ลเหรอค่ะ เห็นท่าจะไม่รอดนะ ได้ยินเท่านี้ หัวใจของแม่ปอยแทบสลาย เขายังไม่ได้เข้าไปดูเลยแต่ตอบมาเหมือนคนไม่มีหัวจิตหัวใจ เขาคงทำงานกับสัตว์แค่เพียงหน้าที่ ไม่ได้ทำงานด้วยหัวใจเลยไม่รู้ว่า คนเลี้ยงสัตว์กับสัตว์เลี้ยงผูกพันกันแค่ไหน ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่น้ำตาก็ไหลพราก พอเห็นหมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน คุณหมอผมยุ่งเลย แสดงว่าพยายามช่วยเหลือหมาน้อยสุดฤทธิ์ แล้วคุณหมอก็บอกว่า พุดเดิ้ลทอยใช่ไหมครับ ตอนนี้โอเคแล้ว แต่ต้องรอดูอาการหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะให้เอาหมาออกมาด้านนอก ฤทธิ์ยาค่อนข้างแรง พยายามดูอย่าให้หมาลุกหรือเดิน ไม่งั้นจะตกลงไปข้างล่าง ต้องรอดูอาการสักพัก" ป้าหมาน้อยกับหมาน้อยที่ PET PARADISE จำได้แม่นคุณหมอชื่อ พายุ บอกให้ดูอาการหมาน้อย ตอนนั้นหมาน้อยลืมตาได้ พยายามลุกขึ้น แต่เซไปซ้ายทีขวาที มึนจากฤทธิ์ยา แม่ปอยเห็นน้องพรครั้งแรกดีใจมาก น้ำตาไหล ทั้งหอมทั้งจูบหมาน้อย เพราะอาการตอนพามากับตอนหลังรักษามันต่างกันมาก แล้วหมอก็ให้นั่งดูอาการหมาน้อยต่อ จนกระทั่งมีคนพาหมาโกลเด้นท์เข้ามาข้างในห้องฉุกเฉิน ซึ่งน้องพรกะโกลเด้นท์ตัวโตเป็นศัตรูคู่รักคู่แค้นกัน พอสติเริ่มมีน้องพรเหลือบเห็นหมาโกลเด้นท์เท่านั้นแหละ น้องพรก็เห่าโกลเด้นท์ไม่หยุด ไม่พอแถมจะกระโจนแยกเขี้ยว แฮ่... จะเข้าไปกัดโกลเด้นท์ซะอีก จนเป็นที่น่าหมั่นไส้ของคนที่พาน้องหมาเข้ามารักษาเป็นแถว แหมตัวเล็กแต่ใจใหญ่นะจ๊ะ เสียงค่อนขอดจากเจ้าของหมาโกลเด้นท์ที่เห็นท่าทีของน้องพรที่ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ ว่าแล้วหมอพายุ หมอที่รักษาน้องพรได้ยินเสียงขู่และเห่าของน้องพรก็เดินมาหาแล้วบอกว่า ดูอาการแล้วก็กลับบ้านได้แล้วล่ะครับ ขู่จะกัดเค้าได้ขนาดนั้นก็กลับบ้านเลย ไม่ต้องดูอาการต่อแล้วล่ะครับ กลับบ้านได้เลย เกือบไม่ได้เห็นซานตี้พรทิพย์กันซะแล้วค่ะ ว่าแล้วแม่ปอยก็เหมือนเคย ถ่ายรูปน้องพรตอนเป็นน้องเคาน์เตอร์เพน มาให้เพื่อนได้ชมกัน จากเหตุการณ์นี้ก็จะบอกให้รู้ว่า การเลี้ยงน้องหมา มันไม่ใช่แค่เป็นการเล่นของเล่น มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่แยกไม่ออก แล้วก็บอกไม่ถูกว่าถ้าวันนี้น้องหมาไม่มีชีวิตอยู่แล้วเราจะทำยังไง บอกได้แค่เพียงว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าต่อเราเสมอ อยู่ที่ใจเราคิดว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเป็นแค่ของเล่น มาดูแลสิ่งมีชีวิตที่เป็นคนและเป็นสัตว์กันให้ดีกันเถอะค่ะ แล้วทุกวันเราจะยิ้มให้กับการแสดงความรักให้แก่กันอย่างมีความสุข ต้องขอบคุณจ่าฝูงนาม"สนธิ" ที่ช่วยน้องสาวให้รอดตายจากฤทธิ์เคาน์เตอร์เพน ถ้าไม่ได้พี่ไปเห่าบอก ป่านนี้น้องพรไปเข้าเฝ้ายมบาลไปแย้วค๊า ของคุณพี่สนธิที่ช่วยน้องสาวให้รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดนะค๊า **************************************** |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||