พิมพ์หน้านี้
|
บีโอไอแจกสิทธิพิเศษ"อีโคคาร์"เต็มเหนี่ยว "โตโยต้า"กลับลำโดดลุย-"ฮอนด้า"ชี้2ปีเกิด "อีโคคาร์" เฮ "บีโอไอ" เคาะสิทธิพิเศษเพียบ หวังให้เกิดเต็มที่ แต่ระบุต้องลงทุนทั้งโปรเจ็กต์ไม่น้อยกว่า 5 พันล้าน แถมกำหนดชิ้นส่วนบังคับ 4 ใน 5 ชิ้นด้วย "โตโยต้า" ประกาศเข้าร่วมโครงการแน่ แต่ขอทำรายละเอียดก่อน ด้าน "ฮอนด้า" ชี้อีกไม่เกิน 2 ปีได้เห็นรถแน่ ราคาไม่เกิน 4.5 แสนบาท นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ประเภทใหม่ ที่จะช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมจึงเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ โดยข้อกำหนดเงื่อนไขในการขอรับส่งเสริมการลงทุน ประกอบด้วย 1.ผู้ขอรับส่งเสริมจะต้องเสนอการลงทุนเป็นโครงการรวม (package) ทั้งโครงการประกอบรถยนต์ การผลิตเครื่องยนต์ และการผลิตหรือจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ 2.ขนาดการลงทุนของโครงการรวม ทั้งการประกอบรถยนต์และการผลิตชิ้นส่วน จะต้องไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท 3.จะต้องมีปริมาณการผลิตจริงไม่น้อยกว่า 100,000 คันต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป 4.ด้านประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง จะต้องเป็นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติของอัตราการใช้เชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร 5.ด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องมีมาตรฐานมลพิษ Euro 4 หรือสูงกว่า และมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากท่อไอเสียไม่เกิน 120 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร 6.ด้านความปลอดภัย จะต้องมีคุณสมบัติในการป้องกันผู้โดยสาร กรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถ ตามมาตรฐาน UNECE Reg.94 และ Reg.95 ตามลำดับ และ 7.สำหรับเงื่อนไขการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์นั้น จะต้องมีการผลิตชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์อย่างน้อย 4 ใน 5 ชิ้น ได้แก่ ฝาสูบ (cylinder head), เสื้อสูบ (cylinder block), เพลาข้อเหวี่ยง (crankshaft), เพลาลูกเบี้ยว (camshaft) และก้านสูบ (connecting rod) โดยอย่างน้อยจะต้องมีการผลิตในขั้นตอนการ machining (การหล่อแบบกลึงตกแต่ง) สำหรับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในส่วนของโครงการประกอบรถยนต์ จะจำกัดวงเงินยกเว้นไม่เกินมูลค่าลงทุนของโครงการ ส่วนการผลิตชิ้นส่วนจะไม่จำกัดวงเงินลงทุน โดยแต่ละโครงการที่มีการเสนอรับส่งเสริมการลงทุนอาจจะ "ไม่เท่ากัน" ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าโครงการใดให้ประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดก็จะได้รับสิทธิประโยชน์มากตามลำดับ โดยตามกรอบของบีโอไอแล้ว สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด คือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ เป็นเวลา 8 ปี บริษัทที่สนใจลงทุนโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์นี้ จะต้องยื่นคำขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 "อยากจะให้เบ็ดเสร็จเสร็จสิ้นภายในปี 2550 จะได้รู้ว่าใครจะมาลงทุนบ้าง ทิศทางของอุตสาหกรรมรถยนต์จะเป็นอย่างไร ถ้าหากพ้นช่วงเวลาแล้ว คงจะต้องมาหารือกันว่าจะต่อเวลาให้มีการยื่นเสนอโครงการต่อหรือไม่" นายโฆสิตกล่าว ด้านนายสาธิต ชาญเชาวน์กุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า โครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ สิทธิประโยชน์ที่บีโอไอให้ รวมกับภาษีสรรพสามิตที่กระทรวงการคลังได้มี นโยบายลดให้เหลือ 17% คิดว่าน่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการลดลง ราคาจำหน่ายรถยนต์น่าจะถูก และสามารถแข่งขันกับรถยนต์ที่มีผู้ประกอบการบางรายจะนำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศได้ ขณะที่นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากผลสรุปการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่ออกมานี้ถือว่าให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ค่อนข้างมาก อย่างกรณีของการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 8 ปีนั้น ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ยังไม่เคยมีให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์มาก่อน และถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ส่วนเรื่องของการลงทุนมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทนั้น คงจะต้องมาพิจารณาในส่วนของรายละเอียดกันอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับโตโยต้าเอง คาดว่าระยะเวลาที่บีโอไอกำหนดมาให้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และจะสามารถบอกได้ถึงรายละเอียดว่าจะเป็นรถยนต์โมเดลใดอีกครั้งหนึ่ง "ส่วนการที่ ซี.พี.จะนำรถยนต์ขนาดเล็กราคาถูกจากจีนเข้ามาจำหน่ายนั้น เราคงต้องมาดูว่าเขาจะนำเข้ามาเพื่อให้เข้ากับโครงการนี้หรือไม่ หรือว่าจะนำเข้ามาเพื่อประกอบต้องรอดูในส่วนของรายละเอียดความชัดเจนในเงื่อนไขภาษีสรรพสามิต 17% อีกที คิดว่ากระทรวงอุตสาหกรรมน่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขในการนำรถยนต์เข้ามาจำหน่ายตรงนี้อีกครั้งด้วย" ด้านนายอดิศักดิ์ โรหิตศุน รองประธาน บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 8 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตรถอีโคคาร์ให้ถูกลง ส่วนเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะได้เป็นส่วนของกำไรในภายหลังนี้ ถือเป็นแรงจูงใจซึ่งฮอนด้ามองว่าจากนโยบายการพยายามผลักดันโครงการรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นนโยบายที่ดี ส่วนระยะเวลาที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนั้น แม้ว่าจะเป็นเวลาที่ไม่มากนัก แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และฮอนด้าคงจะต้องเร่งดำเนินการศึกษาในรายละเอียด และความเป็นไปได้ของโครงการนี้อีกครั้ง เพื่อให้ทันกับระยะเวลาที่กำหนด "คาดว่าราคารถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน น่าจะมีราคาถูกกว่ารถยนต์ขนาดเล็กที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันที่มีราคาเริ่มประมาณ 500,000 บาท โดยรถอีโคคาร์น่าจะมีราคาถูกกว่ารถในเซ็กเมนต์ดังกล่าวประมาณ 7-8 หมื่นบาท หรือน่าจะมีราคาไม่เกิน 450,000 บาท แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสินค้าออกสู่ตลาด เพราะกว่าที่รถอีโคคาร์จะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปี แต่เชื่อว่าราคาที่จะสรุปออกมาในอนาคตนั้น คงต้องเป็นราคาที่ย่อมเยา" นายอดิศักดิ์กล่าว |
| Suvarnnabhumi International Airport | ||
ความสวยงาม ภายใต้ความเคลือบงำ |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |