พิมพ์หน้านี้
|
สงครามเย็น(Cold War) : เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่ โดย น.อ. รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร ประจำโรงเรียนนายเรือปฏิบัติราชการกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์----------------------------------------------------------------------------------------------------- สงครามเย็น(Cold War) ตามคำนิยามในหนังสือพจนานุกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ The International Relations Dictionary คือ สภาวะความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ และสิ้นสุดลงเมื่อระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในสหภาพโซเวียต(
ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องของสงครามเย็นตามนิยามข้างต้น ซึ่งสงครามเย็นนี้ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์โลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันยาวนานถึง ๔๖ ปี ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๕ ถึง ๑๙๙๑ ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนอวสานดังนี้ ๑. สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ(Superpowers) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทั้งสองอภิมหาอำนาจนี้ต่างมีพันธกิจทางด้านอุดมการณ์ของฝ่ายตน คือ ฝ่ายสหรัฐอเมริกามีพันธกิจด้านลัทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยม ส่วนสหภาพโซเวียตก็มีพันธกิจทางด้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งสองฝ่ายต่างมีเครือข่ายพันธมิตร และมีประเทศโลกที่สาม(The Third World) เป็นลูกไล่หรือลูกกะโล่(Client States) ที่ต้องการจะดึงมาเข้าฝ่าย กับมีอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างอยู่ในคลังแสงของตนๆที่พร้อมนำมาใช้ได้ตลอดเวลา ๒. ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่าย ช่วงที่มีสงครามเย็นอยู่นี้ ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลของสหรัฐอเมริกาและเครือข่ายขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO) กับอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพอันเกรียงไกรของสหภาพโซเวียต และเครือข่ายพันธมิตรของกติกาสัญญาวอร์ซอ(Warsaw Pact) ๓. ประเทศเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็น ๒ ประเทศ ในส่วนของประเทศเยอรมนีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองนั้น ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เรียกว่า เยอรมนีตะวันตก(West Germany) กับอีกส่วนหนึ่งถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต เรียกว่า เยอรมนีตะวันออก ( East Germany) ในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ เยอรมนีตะวันออกได้สร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) แบ่งแยกกรุงเบอร์ลินตะวันออกออกจากเบอร์ลินตะวันตก กำแพงเบอร์ลินนี้เป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกยุโรป ซึ่งนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ แห่งอังกฤษ เรียกว่า ม่านเหล็ก(Iron Curtain) ๔. ตะวันตกและตะวันออกขัดแย้งแต่มีเสถียรภาพ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก(East West Relations) ในช่วงสงครามเย็นจะมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์และมีความขัดแย้งกัน (East-West Conflict) แต่กรอบของความสัมพันธ์ ก็มีลักษณะมีเสถียรภาพดีพอควร และความขัดแย้งกันนี้ก็มิได้ลุกลามจนเกิดเป็นสงครามร้อนรบพุ่งกันอย่างขนานใหญ่ และถึงแม้ว่าทางค่ายของสหภาพโซเวียตจะมิได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆของค่ายตะวันตก แต่ประเทศส่วนใหญ่ของโลกก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ซึ่งแตกต่างจากกรณีขององค์การสันนิบาตชาติ(League of Nations)ที่ล่มสลายไปในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ๕. สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรหวั่นเกรงว่าสหภาพโซเวียตจะยึดครองยูเรเซีย ความหวั่นวิตกของฝ่ายตะวันตกโดยการนำของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ก็คือ กลัวว่าสหภาพโซเวียตอาจจะเข้าครอบครองยุโรปตะวันตกทั้งหมด โดยการยกกองทัพเข้ารุกรานโดยตรง หรือโดยการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์แล้วยึดอำนาจการปกครองของประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตกที่ยังยากจนและอ่อนแอภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งหาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง ก็จะทำให้ฐานทางเศรษฐกิจของผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปและเอเชีย หรือที่เรียกว่ายูเรเซีย (Eurasian Landmass) นับตั้งแต่ยุโรปจนจรดไซบีเรีย ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของประเทศหนึ่งเดียวคือสหภาพโซเวียต แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบูรณะเศรษฐกิจของยุโรปจึงได้ถูกนำมาใช้ อันเป็นการสนองตอบต่อความกลัวต่างๆดังกล่าว และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายตะวันตกได้จัดตั้งพันธมิตรเครือข่ายของนาโตขึ้นมา อันส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของงบประมาณทางการทหารของโลกถูกทุ่มสู่ภูมิภาคยุโรป และมีการทุ่มงบประมาณทางทหารเพื่อการแข่งขันในด้านอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละอภิมหาอำนาจ ทำให้แต่ละมหาอำนาจได้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ฝ่ายละนับพันนับหมื่นลูก ๖. สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกาได้นำนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า The Policy of Containment มาใช้ในช่วงปลายทศวรรษปี ๑๙๔๐ ซึ่งนโยบายนี้ก็เป็นความพยายามที่จะยุติการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั่วโลกในหลายระดับในเวลาพร้อมๆกัน ทั้งทางด้านการทหาร ด้านการเมือง ด้านอุดมการณ์ และด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกามีเครือข่ายฐานทัพทางทหารและเครือข่ายพันธมิตรกระจายอยู่ทั่วโลก นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษต่อมา ซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าแทรกแซงทางการทหารและการทูต ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น ๗. การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีนผืนแผ่นดินใหญ่ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีน(The Chinese Communist Revolution) ในปี ค.ศ. ๑๙๔๙ได้นำไปสู่การเป็นพันธมิตรระหว่างจีนผืนแผ่นดินใหญ่กับสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาจีนเกิดแตกคอกับสหภาพโซเวียตมาเป็นอิสระในช่วงทศวรรษปี ๑๙๖๐ เนื่องจากจีนคัดค้านการเคลื่อนไหวของสหภาพโซเวียตที่จะยึดแนวทางการอยู่ร่วมกันโดยสันติ(Peaceful Co-existence) กับสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายทศวรรษปี ๑๙๖๐ พวกเยาวชนหัวรุนแรงของจีน ซึ่งต่อต้านทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ในยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม ที่ได้สร้างความสับสนวุ่นวายและการทำลายล้างอย่างรุนแรง แต่บรรดาผู้นำจีนมีความรู้สึกหวาดหวั่นสหภาพโซเวียตมาก จึงได้หันไปมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษปี ๑๙๗๐ โดยเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน ของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ๘. จีนแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล ในระหว่างสงครามเย็น จีนพยายามแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล (Balancer Role, เหมือนอย่างที่อังกฤษเคยแสดงบทบาทนี้ในยุโรปในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) เพื่อถ่วงดุลของสองอภิมหาอำนาจมิให้ทำการคุกคามโลกในแต่ละห้วงเวลา ในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ สงครามเกาหลีได้ระเบิดขึ้นเมื่อคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้บุกโจมตีและเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาและพันธมิตร(ภายใต้อำนาจของสหประชาชาติที่ได้มาในช่วงหลังจากสหภาพโซเวียตเดินผละออกจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อประท้วง) ได้ทำการโจมตีตอบโต้และเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือ จีนจึงได้ส่งกองกำลังที่เรียกว่า อาสาสมัคร ไปช่วยเหลือเกาหลีเหนือ และสงครามก็เกิดการยืดเยื้อที่ใกล้เส้นพรมแดนเดิมจนกระทั่งปี ค.ศ. ๑๙๕๓ จึงได้มีการเจรจาพักรบ สงครามเกาหลีนี้มีผลให้สหรัฐอเมริกามีท่าทีแข็งกร้าวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น ๙. สงครามเย็นคลายตึงเครียดก่อนจะเกิดวิกฤติการณ์คิวบา สงครามเย็นได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลงหลังการถึงแก่อสัญกรรมของนายโยเซฟ สตาลินของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. ๑๙๕๓ได้มีการประชุมสุดยอด(Summit Meeting) ระหว่างผู้นำของสองอภิมหาอำนาจในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ พอสถานการณ์ดีขึ้นมาไม่ทันไร สหภาพโซเวียตก็ส่งรถถังบุกเข้าไปปราบปรามประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลฮังการีในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ (และสหภาพโซเวียตได้กระทำเช่นเดียวกันนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ณ์ซ้ำรอยในเชโกสโลวะเกียในปี ค.ศ.๑๙๖๘) และโครงการขีปนาวุธโซเวียต ซึ่งสามารถส่งดาวเทียมสปุตนิก(Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรของโลกในปี ค.ศ.๑๙๕๗ ก็ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่สหรัฐอเมริกา ในประเทศคิวบา หลังจากการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของนายพลฟิเดล คาสโตร ในปี ค.ศ. ๑๙๕๙ สหรัฐอเมริกาพยายามต่อต้านการปฏิวัติครั้งนี้ในปี ค.ศ.๑๙๖๑ โดยส่งกองกำลังชาวคิวบาพลัดถิ่นในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านการฝึกโดยซีไอเอจำนวน ๑,๓๐๐ คนยกพลขึ้นบกที่เบย์ออฟพิกส์(Bay of Pigs) แต่ถูกกองกำลังของนายพลคาสโตรสังหารหรือถูกจับได้ทั้งหมด ๑๐. วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา (The Cuban Missile Crisis) ในปี ค.ศ.๑๙๖๒ เกิดขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยปานกลางในคิวบา วัตถุประสงค์ของสหภาพโซเวียตในการนี้ก็เพื่อจะลดความด้อยทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของตนซึ่งจะทำให้ตนสามารถยิงขีปนาวุธเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธใกล้พรมแดนของสหภาพโซเวียตทางด้านประเทศตุรกี และเพื่อป้องปรามมิให้สหรัฐอเมริการุกรานคิวบาเป็นหนที่สอง แต่ทว่าผู้นำของสหรัฐอเมริกาเห็นว่า การติดตั้งขีปนาวุธของสหภาพโซเวียตในคิวบาครั้งนี้เป็นการคุกคามและเป็นการยั่วยุฝ่ายตน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง ทำให้ได้ทราบว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้จวนเจียนจะระเบิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ดีแต่ว่าประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี แห่งสหรัฐอเมริกาได้หันไปใช้วิธีปิดล้อมทางเรือเพื่อบีบบังคับให้สหภาพโซเวียตปฏิบัติตามความต้องการของสหรัฐอเมริกา และฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ให้คำมั่นสัญญาเพื่อเป็นการไว้หน้าสหภาพโซเวียตว่าจะไม่รุกรานคิวบาในอนาคต วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงรอดพ้นจากการเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสองอภิมหาอำนาจได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์อย่างจำกัด ( The Limited Test Ban Treaty) ในปี ค.ศ.๑๙๖๓ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ และทั้งสองฝ่ายก็ยังเริ่มให้ความร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การสำรวจอวกาศ และอื่นๆ ๑๑. ใช้สงครามตัวแทนช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างกันในกลุ่มประเทศโลกที่สาม สองอภิอำนาจมักจะช่วงชิงความได้เปรียบของฝ่ายตนในกลุ่มประเทศโลกที่สาม(The Third World) โดยแต่ละฝ่ายจะให้การสนับสนุนในสงครามตัวแทน(Proxy War) ที่ฝ่ายตนให้การสนับสนุนและให้คำแนะนำที่เกิดการขัดแย้งกันในสงครามกลางเมือง(Civil War) โดยทั้งสองอภิมหาอำนาจจะเลือก ถือหาง ฝ่ายที่ตนเห็นว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตน ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาเดิมเคยหนุนหลังรัฐบาลของประเทศเอธิโอเปีย และสหภาพโซเวียตหนุนหลังประเทศโซมาเลียประเทศเพื่อนบ้าน แต่พอในทศวรรษปี ๑๙๗๐ เมื่อเกิดการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศเอธิโอเปีย ทำให้รัฐบาลใหม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาก็ได้เปลี่ยนใจหันกลับมาให้การสนับสนุนแก่ประเทศโซมาเลีย อย่างนี้เป็นต้น ๑๒.สหรัฐอเมริกาเพลี่ยงพล้ำในสงครามเวียดนาม นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น มีข้อบกพร่องหน่อยตรงที่มองความขัดแย้งในระดับภูมิภาคโดยนำไปรวมกับความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับตะวันออก จากการมองเช่นนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนแก่รัฐบาลที่นิยมตะวันตก แต่ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนในท้องถิ่นในกลุ่มประเทศยากจนในโลกที่สาม และที่สร้างความอัปยศให้แก่สหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงมากที่สุดได้แก่สงครามเวียดนามในทศวรรษปี ๑๙๖๐ สงครามครั้งนี้สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันและประสบความล้มเหลว ไม่สามารถป้องกันการเข้ายึดครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ เวียดนามใต้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ.๑๙๗๕ อันเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นความอ่อนแอของสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อไปให้สหรัฐอเมริกาประสบความล้มเหลวในตะวันออกกลาง โดยถูกฝ่ายอาหรับคว่ำบาตรน้ำมัน และรัฐบาลของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านที่นิยมตะวันตกถูกโค่นล้มในปี ค.ศ.๑๙๗๙ ๑๓.สหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถาน ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเกิดความอ่อนแอขึ้นมานี้เอง สหภาพโซเวียตได้ทีก็ได้รุกรานประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.๑๙๗๙ แต่สหภาพโซเวียตก็ต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม คือไม่สามารถปราบปรามกองทัพของฝ่ายกบฏที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนได้ กองทัพสหภาพโซเวียตต้องถอนออกจากอัฟกานิสถานอย่างทุลักทุเลหลังจากทำสงครามยืดเยื้อมาเป็นเวลา ๑๐ ปี ซึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียตอีกเหมือนกัน ๑๔. สหรัฐอเมริกาเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางทหาร ในขณะเดียวกันนั้นเอง ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐอเมริกา ก็ได้เสริมสร้างกองทัพสหรัฐอเมริกาให้เกิดความแข็งแกร่ง และได้ให้การสนับสนุนกองทัพฝ่ายกบฏในประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียต เช่น ที่ประเทศนิการากัว ประเทศแองโกลา(ตลอดจนฝ่ายกบฏในประเทศกัมพูชา) และประเทศอัฟกานิสถาน ความสัมพันธ์ระหว่างสองอภิมหาอำนาจดีวันดีคืนหลังจากนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้อำนาจรัฐในสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ.๑๙๘๕ แต่สมรภูมิสงครามตัวแทนในประเทศกลุ่มโลกที่สามบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอัฟกานิสถาน และแองโกลา ยังคงมีสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายทารุณอยู่ต่อไปจนก้าวเข้าสู่ยุคศตวรรษใหม่ ๑๕. ประชาธิปไตยเบ่งบานและคอมมิวนิสต์เหี่ยวเฉา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๙๘๙ กลุ่มพลังมวลชนที่สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งได้เดินขบวนที่ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งของจีน ได้ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนกระทำการปราบปรามอย่างรุนแรง ราวปี ค.ศ.๑๙๙๐ ขณะที่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดีมีสุขอยู่นั้น ประเทศทางยุโรปตะวันออกได้เริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากคอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตยภายหลังจากเดินขบวนของกลุ่มพลังมวลชนประเทศแล้วประเทศเล่า และได้เกิดการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในปลายปี ค.ศ.๑๙๘๙ อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการยุติของสงครามเย็นและการแบ่งแยกยุโรป และประเทศเยอรมนีได้รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.๑๙๙๐ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตยินยอมสูญเสียอำนาจในประเทศต่างๆเหล่านี้โดยมุ่งมั่นที่จะระดมความสนใจมาที่การฟื้นฟูบูรณะภายในของสหภาพโซเวียตภายใต้หลักการทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าเปเรสทรอยกาและหลักการเปิดเผยในการอภิปรายทางการเมืองที่เรียกว่ากราสนอสต์ อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ สหภาพโซเวียตก็ได้เกิดการล่มสลาย สาธารณรัฐรัสเซีย และอดีตสาธารณรัฐต่างๆของสหภาพโซเวียตต่างกระเสือกกระสนดิ้นรนตลอดทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เพื่อต่อสู้กับการล่มสลายทางเศรษฐกิจและทางการคลัง ภาวะเงินเฟ้อ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การสงคราม และความอ่อนแอทางด้านการทหาร ซึ่งในที่สุดสาธารณรัฐที่แตกแยกออกมาเหล่านี้ก็ได้หันมามีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทางการเมือง ทางด้านประเทศจีนเล่าแม้ว่าจะยังคงมีการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีรัฐบาลที่นิยมใช้อำนาจต่อไป แต่ก็มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางด้านการทหาร และตรงข้ามกับยุคสงครามเย็นจีนก็ยังได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย(ซึ่งเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของสหภาพโซเวียตในฐานะสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ) และได้เข้าร่วมในระบบการค้าแบบเสรีของโลกอีกด้วย ๑๖. คำถามสำคัญ : สหภาพโซเวียตล่มสลายเพราะเหตุใด ? บรรดานักวิชาการมีความเห็นที่ไม่ลงรอยเดียวกันกับคำตอบของคำถามที่ว่า สหภาพโซเวียตล่มสลายเพราะเหตุใด ? นักวิชาการพวกหนึ่งก็ว่า สหภาพโซเวียตล่มสลาย เพราะความเข้มแข็งทางการทหารของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ที่ไปบีบบังคับให้สหภาพโซเวียตต้องเกิดการล่มสลายในขณะที่พยายามจะเร่งการแข่งขันทางด้านอาวุธกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่นักวิชาการอีกพวกหนึ่งก็ว่า สหภาพโซเวียตประสบกับความลำบากจากภาวะถดถอยภายในมาหลายทศวรรษมาแล้ว และได้ถึงจุดระเบิดขึ้นเพราะความอ่อนแอในการปกครองภายในของสหภาพโซเวียตเองหาได้มาจากเหตุปัจจัยภายนอกแต่อย่างใดไม่ ๑๗. ผลกระทบของการสิ้นสุดสงครามเย็นต่อประเทศกลุ่มโลกที่สาม เมื่อสงครามเย็นยุติลง ก็ไม่มีการช่วงชิงอิทธิพลระหว่างสองอภิมหาอำนาจในกลุ่มประเทศโลกที่สาม ที่เคยถูกใช้ให้เป็นสมรภูมิสงครามตัวแทน(Proxy War) อีกต่อไป โลกจึงสงบจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์สายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมมิวนิสต์สายสหภาพโซเวียต อีกกว่าหนึ่งทศวรรษ เราเรียกยุคต่อมานี้ว่ายุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War Era). ------------------------------- เอกสารอ้างอิง ๑.Jack C. Plano & Roy Olton, The International Relations Dictionary, Third Edition, ABC-CLIO, 1982. ๒. Joshua S. Goldstein, International Relations, Brief Second Edition, Pearson Longman, 2005. |
| my picture | ||
นางบุตโตกับลูกๆเมื่อครั้งพำนักอยู่ที่อังกฤษ |
||
|
View All |
||