• gold58
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thongbai_thira@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-09
  • จำนวนเรื่อง : 54
  • จำนวนผู้ชม : 8285
  • จำนวนผู้โหวต : 5
  • ส่ง msg :
บทความทางวิชาการ
บทความทางวิชาการและกึ่งวิชาการ ด้านต่างๆ เขียนในขณะรับราชการอยู่ที่โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Dthongbai
วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน 2550
สงครามเย็น : เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่
Posted by gold58 , ผู้อ่าน : 275 , 10:10:48 น.  
พิมพ์หน้านี้


สงครามเย็น(Cold War)  : เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่

โดย น.อ. รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร  ประจำโรงเรียนนายเรือ 

ปฏิบัติราชการกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------                   

              สงครามเย็น(Cold War) ตามคำนิยามในหนังสือพจนานุกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “The International Relations  Dictionary” คือ  สภาวะความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก  ซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ  และสิ้นสุดลงเมื่อระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในสหภาพโซเวียต(Soviet Union) และเกิดรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีอิสระขึ้นในประเทศต่างๆในยุโรปตะวันออกในช่วงปลายทศวรรษปี  ๑๙๙๐

               

                ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องของสงครามเย็นตามนิยามข้างต้น  ซึ่งสงครามเย็นนี้ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว  แต่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์โลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  จึงนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันยาวนานถึง ๔๖ ปี  ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๕ ถึง ๑๙๙๑  ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนอวสานดังนี้

 

๑.       สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ

                สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ(Superpowers) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งทั้งสองอภิมหาอำนาจนี้ต่างมีพันธกิจทางด้านอุดมการณ์ของฝ่ายตน  คือ  ฝ่ายสหรัฐอเมริกามีพันธกิจด้านลัทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยม  ส่วนสหภาพโซเวียตก็มีพันธกิจทางด้านลัทธิคอมมิวนิสต์   ทั้งสองฝ่ายต่างมีเครือข่ายพันธมิตร และมีประเทศโลกที่สาม(The Third World) เป็นลูกไล่หรือลูกกะโล่(Client States) ที่ต้องการจะดึงมาเข้าฝ่าย  กับมีอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างอยู่ในคลังแสงของตนๆที่พร้อมนำมาใช้ได้ตลอดเวลา 

 

๒.     ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่าย

ช่วงที่มีสงครามเย็นอยู่นี้  ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลของสหรัฐอเมริกาและเครือข่ายขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO)  กับอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพอันเกรียงไกรของสหภาพโซเวียต  และเครือข่ายพันธมิตรของกติกาสัญญาวอร์ซอ(Warsaw Pact) 

 

๓.      ประเทศเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็น ๒ ประเทศ

ในส่วนของประเทศเยอรมนีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองนั้น  ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกา  อังกฤษ และฝรั่งเศส  เรียกว่า เยอรมนีตะวันตก(West Germany)  กับอีกส่วนหนึ่งถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต  เรียกว่า  เยอรมนีตะวันออก ( East Germany)  ในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ เยอรมนีตะวันออกได้สร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall)  แบ่งแยกกรุงเบอร์ลินตะวันออกออกจากเบอร์ลินตะวันตก  กำแพงเบอร์ลินนี้เป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกยุโรป  ซึ่งนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ แห่งอังกฤษ  เรียกว่า  “ม่านเหล็ก”(Iron Curtain)

 

๔.      ตะวันตกและตะวันออกขัดแย้งแต่มีเสถียรภาพ

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก(East – West Relations) ในช่วงสงครามเย็นจะมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์และมีความขัดแย้งกัน  (East-West Conflict)  แต่กรอบของความสัมพันธ์ ก็มีลักษณะมีเสถียรภาพดีพอควร  และความขัดแย้งกันนี้ก็มิได้ลุกลามจนเกิดเป็นสงครามร้อนรบพุ่งกันอย่างขนานใหญ่  และถึงแม้ว่าทางค่ายของสหภาพโซเวียตจะมิได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆของค่ายตะวันตก  แต่ประเทศส่วนใหญ่ของโลกก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ซึ่งแตกต่างจากกรณีขององค์การสันนิบาตชาติ(League of Nations)ที่ล่มสลายไปในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

 

๕.     สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรหวั่นเกรงว่าสหภาพโซเวียตจะยึดครองยูเรเซีย

                ความหวั่นวิตกของฝ่ายตะวันตกโดยการนำของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น  ก็คือ กลัวว่าสหภาพโซเวียตอาจจะเข้าครอบครองยุโรปตะวันตกทั้งหมด  โดยการยกกองทัพเข้ารุกรานโดยตรง  หรือโดยการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์แล้วยึดอำนาจการปกครองของประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตกที่ยังยากจนและอ่อนแอภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง   ซึ่งหาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง  ก็จะทำให้ฐานทางเศรษฐกิจของผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปและเอเชีย  หรือที่เรียกว่ายูเรเซีย (Eurasian Landmass)  นับตั้งแต่ยุโรปจนจรดไซบีเรีย  ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของประเทศหนึ่งเดียวคือสหภาพโซเวียต  แผนการมาร์แชลล์  (Marshall Plan)  ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบูรณะเศรษฐกิจของยุโรปจึงได้ถูกนำมาใช้  อันเป็นการสนองตอบต่อความกลัวต่างๆดังกล่าว  และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายตะวันตกได้จัดตั้งพันธมิตรเครือข่ายของนาโตขึ้นมา  อันส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของงบประมาณทางการทหารของโลกถูกทุ่มสู่ภูมิภาคยุโรป  และมีการทุ่มงบประมาณทางทหารเพื่อการแข่งขันในด้านอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละอภิมหาอำนาจ  ทำให้แต่ละมหาอำนาจได้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ฝ่ายละนับพันนับหมื่นลูก

 

๖.       สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลของคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาได้นำนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า  The Policy of Containment  มาใช้ในช่วงปลายทศวรรษปี ๑๙๔๐   ซึ่งนโยบายนี้ก็เป็นความพยายามที่จะยุติการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั่วโลกในหลายระดับในเวลาพร้อมๆกัน  ทั้งทางด้านการทหาร  ด้านการเมือง  ด้านอุดมการณ์  และด้านเศรษฐกิจ  สหรัฐอเมริกามีเครือข่ายฐานทัพทางทหารและเครือข่ายพันธมิตรกระจายอยู่ทั่วโลก  นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษต่อมา  ซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ  การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี  ไปจนถึงการเข้าแทรกแซงทางการทหารและการทูต  ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น

 

 

 

๗.     การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีนผืนแผ่นดินใหญ่ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ

การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีน(The Chinese Communist Revolution) ในปี ค.ศ. ๑๙๔๙ได้นำไปสู่การเป็นพันธมิตรระหว่างจีนผืนแผ่นดินใหญ่กับสหภาพโซเวียต  แต่ต่อมาจีนเกิดแตกคอกับสหภาพโซเวียตมาเป็นอิสระในช่วงทศวรรษปี ๑๙๖๐  เนื่องจากจีนคัดค้านการเคลื่อนไหวของสหภาพโซเวียตที่จะยึดแนวทางการอยู่ร่วมกันโดยสันติ(Peaceful Co-existence) กับสหรัฐอเมริกา  ในช่วงปลายทศวรรษปี ๑๙๖๐  พวกเยาวชนหัวรุนแรงของจีน ซึ่งต่อต้านทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ในยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม  ที่ได้สร้างความสับสนวุ่นวายและการทำลายล้างอย่างรุนแรง  แต่บรรดาผู้นำจีนมีความรู้สึกหวาดหวั่นสหภาพโซเวียตมาก จึงได้หันไปมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษปี ๑๙๗๐  โดยเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด  เอ็ม. นิกสัน  ของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๙๗๒

 

๘.     จีนแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล

                ในระหว่างสงครามเย็น  จีนพยายามแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล (Balancer Role,  เหมือนอย่างที่อังกฤษเคยแสดงบทบาทนี้ในยุโรปในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)  เพื่อถ่วงดุลของสองอภิมหาอำนาจมิให้ทำการคุกคามโลกในแต่ละห้วงเวลา  ในปี ค.ศ. ๑๙๕๐  สงครามเกาหลีได้ระเบิดขึ้นเมื่อคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้บุกโจมตีและเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้  ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา  สหรัฐอเมริกาและพันธมิตร(ภายใต้อำนาจของสหประชาชาติที่ได้มาในช่วงหลังจากสหภาพโซเวียตเดินผละออกจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อประท้วง)  ได้ทำการโจมตีตอบโต้และเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือ  จีนจึงได้ส่งกองกำลังที่เรียกว่า “อาสาสมัคร” ไปช่วยเหลือเกาหลีเหนือ  และสงครามก็เกิดการยืดเยื้อที่ใกล้เส้นพรมแดนเดิมจนกระทั่งปี ค.ศ. ๑๙๕๓ จึงได้มีการเจรจาพักรบ  สงครามเกาหลีนี้มีผลให้สหรัฐอเมริกามีท่าทีแข็งกร้าวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น

 

๙.       สงครามเย็นคลายตึงเครียดก่อนจะเกิดวิกฤติการณ์คิวบา

                สงครามเย็นได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลงหลังการถึงแก่อสัญกรรมของนายโยเซฟ สตาลินของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. ๑๙๕๓ได้มีการประชุมสุดยอด(Summit Meeting) ระหว่างผู้นำของสองอภิมหาอำนาจในนครเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ในปี ค.ศ. ๑๙๕๕  พอสถานการณ์ดีขึ้นมาไม่ทันไร  สหภาพโซเวียตก็ส่งรถถังบุกเข้าไปปราบปรามประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลฮังการีในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ (และสหภาพโซเวียตได้กระทำเช่นเดียวกันนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ณ์ซ้ำรอยในเชโกสโลวะเกียในปี ค.ศ.๑๙๖๘)  และโครงการขีปนาวุธโซเวียต ซึ่งสามารถส่งดาวเทียมสปุตนิก(Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรของโลกในปี ค.ศ.๑๙๕๗  ก็ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่สหรัฐอเมริกา   ในประเทศคิวบา  หลังจากการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของนายพลฟิเดล  คาสโตร  ในปี ค.ศ. ๑๙๕๙ สหรัฐอเมริกาพยายามต่อต้านการปฏิวัติครั้งนี้ในปี ค.ศ.๑๙๖๑  โดยส่งกองกำลังชาวคิวบาพลัดถิ่นในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านการฝึกโดยซีไอเอจำนวน ๑,๓๐๐ คนยกพลขึ้นบกที่เบย์ออฟพิกส์(Bay of Pigs)  แต่ถูกกองกำลังของนายพลคาสโตรสังหารหรือถูกจับได้ทั้งหมด

 

 

๑๐.   วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา

                วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา (The Cuban Missile Crisis) ในปี ค.ศ.๑๙๖๒  เกิดขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยปานกลางในคิวบา  วัตถุประสงค์ของสหภาพโซเวียตในการนี้ก็เพื่อจะลดความด้อยทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของตนซึ่งจะทำให้ตนสามารถยิงขีปนาวุธเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธใกล้พรมแดนของสหภาพโซเวียตทางด้านประเทศตุรกี  และเพื่อป้องปรามมิให้สหรัฐอเมริการุกรานคิวบาเป็นหนที่สอง   แต่ทว่าผู้นำของสหรัฐอเมริกาเห็นว่า  การติดตั้งขีปนาวุธของสหภาพโซเวียตในคิวบาครั้งนี้เป็นการคุกคามและเป็นการยั่วยุฝ่ายตน  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง ทำให้ได้ทราบว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้จวนเจียนจะระเบิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต  ดีแต่ว่าประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี  แห่งสหรัฐอเมริกาได้หันไปใช้วิธีปิดล้อมทางเรือเพื่อบีบบังคับให้สหภาพโซเวียตปฏิบัติตามความต้องการของสหรัฐอเมริกา  และฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ให้คำมั่นสัญญาเพื่อเป็นการไว้หน้าสหภาพโซเวียตว่าจะไม่รุกรานคิวบาในอนาคต  วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงรอดพ้นจากการเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสองอภิมหาอำนาจได้อย่างหวุดหวิด  ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์อย่างจำกัด ( The Limited Test Ban Treaty)  ในปี ค.ศ.๑๙๖๓  ซึ่งเป็นสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ  และทั้งสองฝ่ายก็ยังเริ่มให้ความร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม  การสำรวจอวกาศ  และอื่นๆ

 

๑๑.   ใช้สงครามตัวแทนช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างกันในกลุ่มประเทศโลกที่สาม

                สองอภิอำนาจมักจะช่วงชิงความได้เปรียบของฝ่ายตนในกลุ่มประเทศโลกที่สาม(The Third World) โดยแต่ละฝ่ายจะให้การสนับสนุนในสงครามตัวแทน(Proxy War) ที่ฝ่ายตนให้การสนับสนุนและให้คำแนะนำที่เกิดการขัดแย้งกันในสงครามกลางเมือง(Civil War) โดยทั้งสองอภิมหาอำนาจจะเลือก “ถือหาง” ฝ่ายที่ตนเห็นว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตน  ยกตัวอย่างเช่น  สหรัฐอเมริกาเดิมเคยหนุนหลังรัฐบาลของประเทศเอธิโอเปีย  และสหภาพโซเวียตหนุนหลังประเทศโซมาเลียประเทศเพื่อนบ้าน   แต่พอในทศวรรษปี ๑๙๗๐  เมื่อเกิดการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศเอธิโอเปีย  ทำให้รัฐบาลใหม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต  สหรัฐอเมริกาก็ได้เปลี่ยนใจหันกลับมาให้การสนับสนุนแก่ประเทศโซมาเลีย  อย่างนี้เป็นต้น

 

๑๒.สหรัฐอเมริกาเพลี่ยงพล้ำในสงครามเวียดนาม

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น  มีข้อบกพร่องหน่อยตรงที่มองความขัดแย้งในระดับภูมิภาคโดยนำไปรวมกับความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับตะวันออก   จากการมองเช่นนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนแก่รัฐบาลที่นิยมตะวันตก แต่ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนในท้องถิ่นในกลุ่มประเทศยากจนในโลกที่สาม   และที่สร้างความอัปยศให้แก่สหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงมากที่สุดได้แก่สงครามเวียดนามในทศวรรษปี ๑๙๖๐ สงครามครั้งนี้สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันและประสบความล้มเหลว ไม่สามารถป้องกันการเข้ายึดครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้    เวียดนามใต้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ.๑๙๗๕ อันเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นความอ่อนแอของสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อไปให้สหรัฐอเมริกาประสบความล้มเหลวในตะวันออกกลาง โดยถูกฝ่ายอาหรับคว่ำบาตรน้ำมัน  และรัฐบาลของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านที่นิยมตะวันตกถูกโค่นล้มในปี ค.ศ.๑๙๗๙

 

๑๓.สหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถาน

ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเกิดความอ่อนแอขึ้นมานี้เอง   สหภาพโซเวียตได้ทีก็ได้รุกรานประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.๑๙๗๙  แต่สหภาพโซเวียตก็ต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม คือไม่สามารถปราบปรามกองทัพของฝ่ายกบฏที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนได้   กองทัพสหภาพโซเวียตต้องถอนออกจากอัฟกานิสถานอย่างทุลักทุเลหลังจากทำสงครามยืดเยื้อมาเป็นเวลา ๑๐ ปี   ซึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียตอีกเหมือนกัน

 

๑๔.  สหรัฐอเมริกาเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางทหาร

ในขณะเดียวกันนั้นเอง  ประธานาธิบดีโรนัลด์  เรแกน  ของสหรัฐอเมริกา  ก็ได้เสริมสร้างกองทัพสหรัฐอเมริกาให้เกิดความแข็งแกร่ง  และได้ให้การสนับสนุนกองทัพฝ่ายกบฏในประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียต  เช่น ที่ประเทศนิการากัว  ประเทศแองโกลา(ตลอดจนฝ่ายกบฏในประเทศกัมพูชา)  และประเทศอัฟกานิสถาน  ความสัมพันธ์ระหว่างสองอภิมหาอำนาจดีวันดีคืนหลังจากนายมิคาอิล  กอร์บาชอฟ  ได้อำนาจรัฐในสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ.๑๙๘๕  แต่สมรภูมิสงครามตัวแทนในประเทศกลุ่มโลกที่สามบางประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในอัฟกานิสถาน  และแองโกลา  ยังคงมีสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายทารุณอยู่ต่อไปจนก้าวเข้าสู่ยุคศตวรรษใหม่

 

๑๕.    ประชาธิปไตยเบ่งบานและคอมมิวนิสต์เหี่ยวเฉา

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๙๘๙  กลุ่มพลังมวลชนที่สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งได้เดินขบวนที่ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งของจีน  ได้ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนกระทำการปราบปรามอย่างรุนแรง  ราวปี ค.ศ.๑๙๙๐  ขณะที่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดีมีสุขอยู่นั้น  ประเทศทางยุโรปตะวันออกได้เริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากคอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตยภายหลังจากเดินขบวนของกลุ่มพลังมวลชนประเทศแล้วประเทศเล่า  และได้เกิดการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในปลายปี  ค.ศ.๑๙๘๙ อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการยุติของสงครามเย็นและการแบ่งแยกยุโรป  และประเทศเยอรมนีได้รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.๑๙๙๐ นายมิคาอิล  กอร์บาชอฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตยินยอมสูญเสียอำนาจในประเทศต่างๆเหล่านี้โดยมุ่งมั่นที่จะระดมความสนใจมาที่การฟื้นฟูบูรณะภายในของสหภาพโซเวียตภายใต้หลักการทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าเปเรสทรอยกาและหลักการเปิดเผยในการอภิปรายทางการเมืองที่เรียกว่ากราสนอสต์  อย่างไรก็ดี  ในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ สหภาพโซเวียตก็ได้เกิดการล่มสลาย  สาธารณรัฐรัสเซีย  และอดีตสาธารณรัฐต่างๆของสหภาพโซเวียตต่างกระเสือกกระสนดิ้นรนตลอดทศวรรษที่ ๑๙๙๐  เพื่อต่อสู้กับการล่มสลายทางเศรษฐกิจและทางการคลัง  ภาวะเงินเฟ้อ  การฉ้อราษฎร์บังหลวง  การสงคราม  และความอ่อนแอทางด้านการทหาร  ซึ่งในที่สุดสาธารณรัฐที่แตกแยกออกมาเหล่านี้ก็ได้หันมามีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทางการเมือง   ทางด้านประเทศจีนเล่าแม้ว่าจะยังคงมีการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์  ซึ่งมีรัฐบาลที่นิยมใช้อำนาจต่อไป  แต่ก็มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางด้านการทหาร  และตรงข้ามกับยุคสงครามเย็นจีนก็ยังได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย(ซึ่งเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของสหภาพโซเวียตในฐานะสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ)  และได้เข้าร่วมในระบบการค้าแบบเสรีของโลกอีกด้วย

 

๑๖.      คำถามสำคัญ :  สหภาพโซเวียตล่มสลายเพราะเหตุใด ?

บรรดานักวิชาการมีความเห็นที่ไม่ลงรอยเดียวกันกับคำตอบของคำถามที่ว่า  สหภาพโซเวียตล่มสลายเพราะเหตุใด ?  นักวิชาการพวกหนึ่งก็ว่า  สหภาพโซเวียตล่มสลาย เพราะความเข้มแข็งทางการทหารของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรนัลด์  เรแกน  ที่ไปบีบบังคับให้สหภาพโซเวียตต้องเกิดการล่มสลายในขณะที่พยายามจะเร่งการแข่งขันทางด้านอาวุธกับสหรัฐอเมริกา  ในขณะที่นักวิชาการอีกพวกหนึ่งก็ว่า  สหภาพโซเวียตประสบกับความลำบากจากภาวะถดถอยภายในมาหลายทศวรรษมาแล้ว  และได้ถึงจุดระเบิดขึ้นเพราะความอ่อนแอในการปกครองภายในของสหภาพโซเวียตเองหาได้มาจากเหตุปัจจัยภายนอกแต่อย่างใดไม่ 

 

๑๗.    ผลกระทบของการสิ้นสุดสงครามเย็นต่อประเทศกลุ่มโลกที่สาม

                เมื่อสงครามเย็นยุติลง  ก็ไม่มีการช่วงชิงอิทธิพลระหว่างสองอภิมหาอำนาจในกลุ่มประเทศโลกที่สาม  ที่เคยถูกใช้ให้เป็นสมรภูมิสงครามตัวแทน(Proxy War) อีกต่อไป โลกจึงสงบจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์สายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมมิวนิสต์สายสหภาพโซเวียต อีกกว่าหนึ่งทศวรรษ   เราเรียกยุคต่อมานี้ว่ายุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War Era).

 

-------------------------------

เอกสารอ้างอิง

๑.Jack C. Plano & Roy Olton, The International Relations Dictionary, Third Edition, ABC-CLIO, 1982.

 

๒. Joshua S. Goldstein, International Relations, Brief Second Edition, Pearson Longman, 2005.

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
Sigree วันที่ : 09/09/2007 เวลา : 11.34 น.
http://www.oknation.net/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

แล้วอเมริกาก็กลายเป็นNEO ROMAN ที่กระทำต่อสังคมมุสลิมเช่นที่โรมันทำกับชาวคริส์ต
ประวัติสาสตร์หมุนกับมาที่เดิมเสมอ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30