ก่อนอื่น เรามาเริ่ม ที่มาที่ไปของการต่อผม กัน โดยมีคำกล่าวของกูรูแฟชั่นผมท่านหนึ่งในอังกฤษบอกว่า hair has a mystic power คือ เส้นผมนั้นมีพลังอำนาจลึกลับน่าพิศวง เส้นผมสามารถส่งผลทางจิตใจต่อเจ้าของและผู้คนรอบข้างอย่างน่ามหัศจรรย์พันลึก เส้นผมสามารถทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์ ผ่อนคลาย มั่นคง ปลอดภัย หรือหงุดหงิด เศร้าหมอง ขาดความมั่นใจ จนถึงขั้นเป็นโรคเครียดไมเกรนถามหาก็เป็นได้ หุหุ ...ของอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จ๊ะ ดังนั้นเมื่อคุณต้องรู้สึกผิดหวังจากทรงผมของตัวเอง อันเกิดมาจากการตัดผมที่ผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด หรือการสื่อสารกับช่างที่คลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์ มีอันทำให้ต้องทนบากหน้าแบกทรงผมอันอัปยศไปพบปะผู้คนให้ต้องเสียความมั่นใจอยู่นานเป็นเดือนๆ อย่างนี้จะไม่เครียดได้ยังไงไหว ในสมัยก่อนมีวิธีเดียวก่อนที่จะคิดแทรกแผ่นดินหนี คือการหาวิกผมมาใส่ให้มันดูเลวร้ายน้อยลง แต่บ้างก็ดูจะอับโชคเหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะช่างหาวิกมาใส่ได้แย่ไม่แพ้กัน บ้างก็จะดูเหมือนพวกตลกคาเฟ่หมดสภาพ บ้างก็ดูเฟคจนรู้สึกอายแทนคนที่จะต้องเดินด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเส้นผมจึงสุมหัวกันทำตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่ พยายามคิดค้น หาวิธีช่วยให้กับคนที่เกิดอาการอยากผมยาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรือมีปัญหาผมสั้นเกินไป บางเกินไป ไม่แฮปปี้กับทรงผมของตัวเองในขณะนั้นเลย ให้พวกเขากลับมามีความสุข มีความมั่นใจกันอีกครั้งโดยด่วน และนี่แหละคือที่มาของ hair extension หรือการต่อผม ซึ่งในปัจจุบันมีด้วยกันมากมายหลายเทคนิค การต่อผมให้ยาวสวยสมบรูณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ก็เพราะการต่อผมถือเป็นอภิมหาโปรเจคท์ราคาระยับทีเดียวเชียว เมื่อลองเทียบกับการเสริมสวยด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยืด ดัด ย้อม ทั้งหมดต้องชิดซ้ายไปเลย อย่างเก่งไฮโซๆ ค่าใช้จ่ายก็คงแค่หลักพันแก่ๆ เท่านั้นแต่ถ้าจะต่อผมให้เริ่ดหรูดูประเสริฐศรี ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายขึ้นหลักหมื่นเป็นอย่างน้อย วกกลับมาเข้าเรื่องที่เราตั้งใจจะนำเสนอกันก่อนดีกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ เพราะการต่อผมนั้นแพงและเสียเวลา เราจึงต้องมีข้อมูลเยอะๆ ไว้ กันพลาดไงกันจ๊ะ ว่าแล้วก็ได้เวลามาพิจารณากระบวนการต่อผมกันตามนี้ดีกว่าจ๊ะ 
1. สืบสวนช่างผม ต้องสืบสวนให้รู้แน่นอนก่อนว่าช่างต่อผมคนนี้เป็นช่างมือโปรหรือมือแป จะรู้ได้ไงน่ะหรือครับ ก็ลองปรึกษาหารือกับช่างให้มั่นใจว่าเขารู้เรื่องดีมีข้อมูลแบบฟันธง ไม่ใช่อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบคำถามเลี้ยวแฉลบไปมา หาสาระไม่เจอ ก็ขอให้โบกมือลาจะดีกว่า นอกจากจะฉะฉานมาดมั่นข้อมูลเพียบแล้ว ขอดูอุปกรณ์ซักหน่อย ประเภทข้ามาคนเดียว เครื่องมือเครื่องไม้เป็นซัมเหมา เป็นของเด็กเล่นอย่างนี้ก็ไม่เอาดีกว่า ในทางกลับกันประเภทเจ้าแม่อุปกรณ์หรู เครื่องมือดูใหม่แกะกล่อง เหมือนกำลังรอให้เหยื่อหลงมาได้ทดลองใช้เป็นรายแรกซักอย่างนี้ก็ไม่เอาเหมือนกันจ๊ะ 
2. สรรหาเทคนิคให้เหมาะ บางคนบอกว่าแค่อยากต่อผม ไม่สนว่าเขาจะใช้เทคนิคอะไรหรอก .. เราต้องรู้ว่าเขาใช้เทคนิคแบบไหน ทำอย่างไร เพราะว่ามันก็มีหลายวิธีที่ได้ผลลัพธ์และราคาต่างกันไป - ถักทอ (Weaving) มีอยู่สองแบบด้วยกันคือ การใช้วิธีถักผมของคุณพร้อมกับเย็บด้วยด้ายให้ติดกับผมแฮร์พีซยาวที่เย็บมาเป็นแถวหรืออีกวิธีหนึ่งคือจับผมเป็นช่อเล็กๆ มาถักกับด้ายและเส้นผมจนแน่นเป็นข้อต่อเล็กๆ ทั้งสองวิธีนี้จะเห็นใช้กันมากในหมู่คนแอฟริกัน ข้อดีของวิธีแรกคือติดแน่น และใช้เวลาไม่นานมาก ข้อเสียคือรอยต่อหนาเป็นแถบทำให้ดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนแบบถักต่อเป็นช่อเล็กๆ ก็ติดแน่นเช่นกัน และมีข้อต่อที่เป็นอิสระต่อกันจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า แต่ก็ต้องใช้เวลาในการทำนานถึงนานมากจ๊ะ
- ต่อด้วยกาวเย็น (Cold Bonding) เป็นเทคนิคการใช้กาวติดลงไปบนผมที่เย็บมาแล้วเป็นแถวแล้วติดลงบนเส้นผมของเรา โดยกาวที่ใช้จะคล้ายกับกาวที่ใช้ปะหนัง แต่จะใช้น้ำมันผสมที่เป็นเกรดดีจึงปลอดภัยที่จะใช้กับคนได้ล่าสุดได้ข่าวว่ามีตัวใหม่มาอีกแล้ว คือ แทนที่จะใช้กาวป้ายให้เสียเวลา แถมยังเลอะเทอะ ตอนนี้มีการผลิตออกมาเป็นเทปกาวสองหน้าให้ใช้งานง่ายขึ้นไปอีก วิธีการต่อด้วยกาวเย็นนี้นิยมใช้กันอย่างมากในงานแฟชั่น ถ่ายแบบ ถ่ายหนัง และโฆษณากันมาก เพราะ สะดวก รวดเร็ว ใช้ง่ายแปะปุ๊บติดแน่นปั๊บ (แต่อยู่ทนได้แค่ 5-7 แชมพู เท่านั้นนะจ๊ะ)
- ต่อด้วยกาวร้อน (Hot Glue Bonding) กาวที่ใช้จะเป็นส่วนผสมของแว๊กซ์ เคราติน หรือเรซิน ที่เห็นใหม่ล่าสุดจะทำจากไมโคร โพลีเมอร์ ซึ่งเขาคุยว่ามีเนื้อละเอียด และมีประสิทธิภาพในการเคลือบและยึดเกาะเกล็ดผมได้ดีกว่าแบบเดิมๆ หลายเท่า อย่างไรก็ตามต่อให้กาวดีวิเศษเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าความร้อนและปริมาณกาวที่ใช้ไม่มากพอ ข้อต่อก็จะไม่แน่นและหลุดออกได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจะอยู่ได้ 3-4 เดือน แต่ถ้าต่อไม่ดี กลับบ้านสระน้ำเดียวก็อาจหลุดได้ครับ เทคนิคนี้จัดว่าเป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะอยู่ได้ทนทานนานกว่าและเวลาของการทำก็ไม่นานมากเมื่อเทียบกับผลที่ได้รับ (ถ้าทำอย่างถูกวิธีนะ ขอย้ำ) สิ่งสำคัญในการนี้ก็คือ การวางแพทเทิร์นตำแหน่งของจุดต่อผมให้ถูกที่ถูกทางตามทรงผมที่เราต้องการ เช่น ถ้าต้องการให้ปลายผมออกมาเป็นรูปทรงตัววี การกำหนดจุดต่อที่โคนผมก็ควรต้องเป็นแนวตัววีด้วย ช่องห่างของแต่ละช่อก็ต้องดูพอดีและเท่ากัน ทำเสร็จผมที่ต่อถึงจะดูเต็มไม่แหว่งเป็นฟันหลอ ตำแหน่งที่เป็นขวัญ เป็นแสก หรือไรผมรอบใบหน้าก็ต้องหลบเลี่ยงไม่ให้เห็นปมต่อมาโชว์หรา ถ้าทำได้ตามนี้ทั้งหมดรับรองได้เลยว่าเนียนครับ หาคนจับผิดคิดไม่ออกว่าทำได้ไง เมื่อวานยังผมสั้นอยู่เลย

3. คุณภาพของเส้นผมที่ใช้ ขอดูคุณภาพของผมที่จะเอามาต่อให้เรา ว่ามีคุณภาพและเฉดสีที่เราถูกใจหรือไม่ - ความสะอาด ผมต้องสะอาด เรียบตรงและมีความยาวเท่ากันทั้งเส้น ประเภทมาเป็นกำรัดหนังสติ๊กไว้นี่ไม่รับประกันนะว่าเจ้าของเขาจะตามกลับทวงคืนหรือเปล่า กลิ่นต้องไม่มี สัตว์ปีกบินได้กระโดดได้ต้องไม่เห็น ผมที่เกรดไม่ดีนั้น นอกจากขนาดของเส้นผมจะเล็กใหญ่ไม่เท่ากันเหมือนผมคนเป็นโรคขาดอาหารแล้วยังอาจมีการปลอมปนผมสังเคราะห์ที่เป็นไฟเบอร์ หรือขนของสัตว์บางชนิดก็มีเกิดขึ้นได้ แนะนำให้เลือกผมที่มากจากอินเดียเพราะจะได้มาตรฐานมากกว่าที่มาจากจีนหรือเวียดนามเยอะเลย
- เฉดสีผม ถ้าต้องการต่อผมสีสันเป็นไฮไลท์ก็สามารถเลือกใช้เส้นผมมาผสมหลายสีภายในช่อเดียวกันได้ ยิ่งถ้าได้ช่างมือดีมีรสนิยม ก็จะได้เอฟเฟ็คท์ที่ดูว้าวมากเลยทีเดียว เส้นผมที่มีระดับความเข้มไม่เกินระดับหก ซึ่งก็คือระดับสีน้ำตาลอ่อนถึงบลอนด์เข้ม มักจะมีคุณภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับผมสีบลอนด์อ่อน เพราะผมสีอ่อนเกือบทั้งหมดต้องผ่านการปรับสีด้วยการฟอกสีหลายครั้งจึงเป็นเหตุให้ผมบลอนด์มีคุณภาพที่ด้อยกว่า หากต้องการผมบลอนด์คุณภาพดี ก็ต้องเลือกผมที่มีแหล่งที่มาจากแถบยุโรป โดยมากจะเป็นยุโรปตะวันออกหรือรัสเซียซึ่งมีสีผมอ่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องผ่านขั้นตอนการปรับสีมากเท่าการนำเอาผมของคนเอเชียมาปรับสีให้เป็นสีบลอนด์

|