พิมพ์หน้านี้
|
1) บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อน คำตอบที่ได้รับกลับมา ทำให้ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง ใจประหวัดนึกไปถึงหลานตัวเล็กๆ สองคน พี่ชายคนโตอายุ 6 ขวบและน้องสาวคนเล็กอายุ 4 ขวบ ถ้าพวกเขาต้องถูกรับโทษ โดยการตี ฉันคงทนไม่ไหว และคิดว่า ทำไมครูไม่ใช้วิธีการพูด อธิบายให้เด็กๆเข้าใจ แทนที่จะใช้ไม้เรียวในการตัดสินโทษ "เดี๋ยวนี้ เขาไม่อนุญาตให้ตีเด็กๆ แล้วไม่ใช่หรือ" ฉันถามอย่างจะเอาเรื่อง "ผมไม่ได้ตี เพราะอารมณ์เกรี้ยวกราดหรือโมโห แต่จะลงโทษ เพราะเด็กๆทำผิดข้อตกลงเอง สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำคือการตีเด็กๆที่ผมสอน" เมื่อฉันนิ่งฟัง เขาก็พูดต่อ "ในห้องหนึ่งมี 50 คน เมื่อถึงเวลาส่งงานปรากฏว่า จะมีเด็กๆประมาณเกือบ 30 คน ที่ทำงานไม่เสร็จ ไม่ส่งการบ้าน และไม่ส่งรายงานตรงตามเวลา" "ผมไม่อยากตีเลย แต่คิดว่า ระเบียบวินัย ความตรงต่อเวลา เป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคนต้องมี ครูต้องปลูกฝัง เมื่อเขาโตขึ้น มันจะช่วยในเรื่องการงานได้" ฉันนิ่งคิด เดี๋ยวนี้ ฉันเองก็เริ่มที่จะบริหารเวลาผิดพลาด บางครั้ง ไม่ยอมทำงานให้เสร็จภายในวันเดียว ส่งอีเมล์ไปบอกลูกค้า ขอเลื่อนการส่งใบเสนอราคาออกไปอีกหน่อย ลูกค้าสองสามรายยอมรับการเลื่อนเวลา ดังนั้น ตอนนี้ ฉันจะเริ่มเคยตัวการการส่งงานล่าช้ามาสองสามครั้ง แต่... จะดีกว่าไหม ถ้าฉันยังเคารพเวลาเดิมที่ฉันกับลูกค้าได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ "ก่อนจะตีพวกเขา ผมจะอธิบายให้พวกเขาฟังว่า ทำไม ทุกคนที่ไม่ส่งงานจึงถูกตี เช่น พวกเธอกับครูมีข้อตกลงกันแล้ว แต่เธอไม่ทำตาม ดังนั้น พวกเธอเป็นคนหยิบยื่นไม้เรียวใส่มือครูเอง" ฉันเงียบอีกแล้ว "ผมจะให้พวกเขาหยิบไม้เรียวมาให้เสมอ เพราะเป็นผลจากการขาดความรับผิดชอบของพวกเขา ผมคิดว่า เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสอนให้เด็กๆเคารพระเบียบวินัย ผมไม่ได้ตีบ่อย แต่ตีแรง แต่ไม่ใช่ตีให้พวกเขาเขียวช้ำ ผมต้องการให้เขาหลาบจำ และไม่ทำอย่างนั้นอีก" เมื่อฉันถามว่า เขาตีเด็กๆจำนวนกี่คน สิ่งที่เขาตอบทำให้ฉันตกใจ ครูหนุ่มบอกว่า เด็กๆเดี๋ยวนี้ ไร้ระเบียบวินัย
2) เมื่อครูหนุ่มต้องไปสอนแทนครูคนอื่นในชั้น ป. 1 เด็กๆก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวแย่งกันถามหลังจากที่ครูแนะนำตัว "ครูดุไหมคะ.... ครูใจร้ายไหมครับ" ครูหนุ่มไม่ตอบ แต่ยิ้มแล้วถามกลับว่า "ครูมาลีดุไหม" ครูหนุ่มยังยิ้ม ขณะถามกลับว่า "ถ้าพวกเธอ ส่งเสียงดัง ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ทำการบ้าน และทะเลาะกัน พวกเธอจะให้ครูทำอย่างไร" เด็กๆประสานเสียงตอบชัดเจนว่า "ตีค่ะ(ครับ)" "แล้วพวกเธอคิดว่า ครูดุไหม" ตอนนี้เด็กๆทุกคน นั่งนิ่ง ไม่มีใครตอบคำถามเขา เพราะครูหนุ่มกระตุ้นให้เด็กๆคิดอย่างเป็นกระบวนการ มีการไตร่ตรองค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ถึงเหตุและผลที่เกี่ยวพันกัน ดังนั้น เวลาครูลงโทษไม่ได้เป็นเพราะครูใจร้าย แต่สาเหตุของการลงโทษมาจากตัวเด็กๆเอง ครูหนุ่มยิ้ม เริ่มงานสอนตามปกติ ขณะที่เด็กๆตั้งใจเรียนมากขึ้น เขามีความสุขกับสอนเด็กเล็กๆ เพราะเด็กๆยังใสซื่อไร้เดียงสา ไม่เจ้าเล่ห์เหมือนเด็กโต แต่...จนหมดชั่วโมงสอน ครูหนุ่มก็ไม่ได้ตอบคำถามเด็กๆว่า เขาดุหรือไม่ "การคิดอย่างเป็นระบบ" เป็นสิ่งหนึ่งที่ครูหนุ่มพยายามสอนให้เด็กๆ คิดค้นหาคำตอบเอง ไม่ใช่แค่ตอบคำถามโดยอาศัยความจำ การคิดอย่างเป็นระบบจึงมักจะไม่มีผิด ไม่มีถูก เขาบอกฉันว่า "การสอนของครูโดยกระตุ้นให้เด็กๆใช้กระบวนการคิด ยากกว่าการสอนโดยให้เด็กจดจำเพราะครูต้องใช้ความรู้ความสามารถในการค้นคว้า สืบค้นข้อมูลและตระเตรียมการสอนเป็นอย่างดี เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ครูโดยชัดเจน แต่ให้ผลที่คุ้มค่ากับเด็กๆหลายเท่านัก"
3) สองปีที่แล้ว เมื่อครูหนุ่มเป็นครูบนดอยสูง ณ แผ่นดินชายขอบประเทศ ในห้องเรียนที่เขาสอนเป็นเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยงตัวเล็ก ตัวน้อย หน้าตา และเสื้อผ้ามอมแมม แต่แววตาใสซื่อ ในห้องมีเด็กชายเล็กๆที่มีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าเพื่อนๆเรียนอยู่ด้วยหนึ่งคน วันหนึ่ง เขาสอนอยู่ในชั้น เจ้าจอมเกเรแกล้งเพื่อนคนหนึ่งจนร้องไห้ ห้องรียนโกลาหล ครูหนุ่ม เรียกจอมเกเรออกไปหน้าห้อง พูดให้ฟังแล้วบอกว่า เมื่อเขาแกล้งคนอื่น เขาจะต้องได้รับโทษ ครูจะตี ให้ออกไปหาไม้เรียวมา จอมเกเรออกไปนอกห้องและกลับมาด้วยก้านมะยมเล็กๆ เขาโดนตีสองที ร้องไห้จ้า ทำสีหน้าและแววตาหน้าไม่เข้าใจว่า ทำไมตนเองต้องถูกตี ทั้งๆที่ครูคนอื่นๆไม่เคยทำโทษ เด็กน้อยยืนเช็ดน้ำตาอยู่หน้าห้อง ครูหนุ่มยืนน้ำตาซึม อีกสักพัก ครูหนุ่มเรียกจอมเกเรออกมาหน้าห้อง ให้นั่งที่โต๊ะครู ลูบหัว ลูบหลังและบอกว่า ครูตีเพราะเธอแกล้งเพื่อน มา...ครูจะสอนการนับเลขให้ ไปเก็บลูกหินและกิ่งไม้มา แม้จะยากที่ต้องสอนให้เริ่มนับหนึ่งถึงสิบใหม่ แต่ครูหนุ่มก็ยังพยายาม หลังจากวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นพักเที่ยงเมื่อครูนั่งใต้ต้นไม้ หรือตอนเย็นหลังเลิกเรียน จอมเกเรจะเดินตามครูหนุ่มตลอดเวลา ทั้งใบไม้ กิ่งไม้ ลูกหิน กลายเป็นอุปกรณ์การสอนคณิตศาสตร์ในทุกๆวัน เด็กน้อยได้รับการโอบกอด สัมผัสที่ไม่เคยได้จากครอบครัว ครูหนุ่มช่วยเติมเต็มความรักที่ขาดหายให้ เด็กน้อยเกเรน้อยลงและยิ้มกว้างขวางในทุกๆวันที่เห็นครู หนึ่งปีที่เขาอยู่ที่นั่น มิตรภาพน้อยๆระหว่างลูกศิษย์ตัวเล็กๆ รอยไม้เรียวและสัมผัสของเขา เปลี่ยนเด็กกะเหรี่ยงเกเรให้กลายเป็นเด็กน้อยที่เลิกรังแกเพื่อนๆ ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กกะเหรี่ยงทำให้ครูหนุ่มยิ่งทุ่มเทกับการสอนซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่หน้าที่ในการให้ความรู้ แต่ยังแบ่งปันความรัก ความเอาใจใส่แก่ลูกศิษย์ตัวเล็กๆ เพราะเขาเชื่อว่า ครูควรจะมีโลกทัศน์ที่กว้างกว่าผู้ปกครอง ด้วยความที่ครูเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาและสร้างพลเมืองที่ดีให้กับชาติในวันข้างหน้า
4) บทสนทนาของเรากินเวลายาวนาน อย่างไรก็ดี ฉันเสนอทางเลือกที่นุ่มนวลกว่าการตี เพราะกลัวว่า วันหนึ่งพ่อแม่เด็กๆอาจจะมาขอพบเขาที่โรงเรียน แม้ว่า เขาสอนอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดภาคใต้จนครบหนึ่งปีก็ยังไม่เคยมีผู้ปกครองคนใดไม่พอใจต่อบทลงโทษของเขา "ถ้าผู้ปกครองไม่ค่อยชอบใจเวลาครูตีลูกๆ ของพวกเขา คุณเลิกตีเด็กๆก็ได้นี่คะ ทำผิดก็แค่ตัดคะแนน หรือแค่ตักเตือนก็น่าจะเพียงพอ" ฉันเสนอความคิดแบบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก สิ่งที่ฉันได้ยินกลับกลายเป็นน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น " คุณอาจจะบอกผมให้วางเฉยต่อการสั่งสอนอบรมที่เข้มงวดเสียก็ได้ แต่.....ผมจะไม่ทำอย่างนั้น" สองสามวันที่ผ่านมา ภาพของครูหนุ่มกำลังลูบหัว ลูบหลังเด็กน้อยชาวกะเหรี่ยงใต้ร่มไม้เมื่อตอนพักเที่ยง ขณะที่สอนให้เด็กน้อยหัดบวกและลบเลขจากก้อนหินและเศษกิ่งไม้ แววตาเปี่ยมสุขของเด็กที่ได้รับความรักการสัมผัส และการโอบกอด รอยยิ้มในแววตาของครูที่เป็นผู้ให้ ทำเอาฉันนั่งนิ่ง น้ำตาซึมอยู่หลายครั้ง ฉันเองก็เคยสอนหนังสือเด็กๆบนดอย แม้จะไม่นานครบปีเยี่ยงเขา แต่ความรักและความผูกพันที่มีต่อเด็กกะเหรี่ยงหัวกระเซิงสองสามคน ก็ยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำของฉันมาจนทุกวันนี้ ฉันไม่เคยตีเด็กๆที่ฉันสอน ฉันให้ได้แค่ความรักและความสงสารพวกเขาซึ่งฉันคิดว่าไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมเด็กๆบนพื้นราบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันรู้ดีว่า ฉันไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูมากนักเมื่อเทียบกับเขา อ้างอิง เรื่อง.. ขอบคุณครูหนุ่มคนนั้นด้วยจิตชื่นชม ภาพ.. rukchangthai, bankrusun |