*/
  • ยามเสาร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2011-06-04
  • จำนวนเรื่อง : 169
  • จำนวนผู้ชม : 360575
  • จำนวนผู้โหวต : 325
  • ส่ง msg :
  • โหวต 325 คน
<< ตุลาคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม 2556
Posted by ยามเสาร์ , ผู้อ่าน : 2703 , 18:05:23 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 19 คน อิมกุดั่น , นายยั้งคิด และอีก 17 คนโหวตเรื่องนี้

 

พบหนังสือเก่าแต่ยังใหม่ เพราะไม่เคยเปิดดูเลยตั้งแต่ได้มาเมื่อร่วม 10 ปีที่แล้ว

อ่านไปเห็นว่า...น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยจึงทยอยคัดลอกมาให้อ่านกัน

เผื่อบางท่านอ่านแล้วได้ข้อคิด สะกิดใจดลให้ได้ผลเป็นปัญญา

ยังประโยชน์เกิดแก่ตนและคนรอบข้างก็จะได้อนุโมทนาบุญไปด้วย...

 

ความนั้นจะเริ่มคัดมาให้อ่านเป็นส่วนๆ ด้วยเนื้อหามีมากและเนื่องกัน

ดังนี้...

 

 

สรุปเรื่องการศึกษา

(ไตรสิกขา)

 

เมื่อครูอธิบายอะไรให้ฟัง จะต้องมีหัวข้อ บางทีครูก็บอกหัวข้อให้ทราบ

เมื่อได้ฟังอธิบายของครูเข้าใจดีแล้ว ก็จำไว้เพียงหัวข้อเท่านั้น

พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมสั่งสอนให้คนปฏิบัติชอบ ก็มีหัวข้อเป็นที่รวมความ

หัวข้อใหญ่คือ สิกขา ๓ อันเรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่

...สีลสิกขา...จิตตสิกขา...ปัญญาสิกขา...

หรือ ...ศึกษาศีล ...ศึกษาจิต ...ศึกษาปัญญา...

ซึ่งนับว่าเป็น ปฐมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ในพระพุทธศาสนาโดยลำดับ

ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติทุกประการรวมลงในหลักไตรสิกขานี้

...สีลสิกขา เกี่ยวกับความประพฤติทั้งปวง

...จิตตสิกขา เกี่ยวกับภาวะทางจิตใจทุกอย่าง

...ปัญญาสิกขา เกี่ยวกับความรู้ความเห็นทุกประการ

 

 

คนเราทุกๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่

...ต้องมีความประพฤติของตน

...ต้องมีจิตใจของตน

...ต้องมีความรู้ความเห็นของตน

จึงมีหน้าที่หรือมีความสมควรจะพึงศึกษาในเรื่องเหล่านี้

ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องตนแท้ๆ

และต้องศึกษาอยู่เรื่อยไปจึงจะมีความเฉลียวฉลาดต่อตนเองอยู่เสมอๆ

ไม่เช่นนั้นก็จะโง่เขลาต่อตนเอง

 

 

 

ฉะนั้น ไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นแก่ชีวิต

เหมือนลมหายใจที่จำเป็นแก่ชีวิตร่างกาย

หยุดหายใจเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น

หยุดศึกษาเมื่อใดก็ตายจากความดีและความรู้เมื่อนั้น

คนตายย่อมไม่มีความรู้สึกตัว

คนที่ไม่รู้จักตนเองจึงเหมือนคนตายโดยแท้

 

 

หลักการศึกษาทางตะวันตก

หลักความคิดของฝ่ายตะวันตก

ในเรื่องของคนและโลกเป็นต้น ดังที่เรียกว่า

...จริยธรรม (Ethics)

...จิตวิทยา (Psychology)

...ปรัชญาหรืออภิปรัชญา (Philosophy หรือ Meta Physics)

 

 

ก็มีหลักเค้าเดียวกันกับสิกขา ๓ คือ

...จริยธรรม เค้าเดียวกับ สีลสิกขา

...จิตวิทยา เค้าเดียวกับ จิตตสิกขา

...ปรัชญาหรืออภิปรัชญา เค้าเดียวกับ ปัญญาสิกขา

แต่ก็เป็นเพียงมีเค้าๆ เท่านั้น

เพราะผู้ที่แสดงหลักเหล่านั้นก็กำลังศึกษาอยู่

บางทีแสดงเรื่องที่ยังศึกษาไม่ถึง

จึงแสดงไปอย่างเดาหรือเก็งความจริง

เหมือนอย่างกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมหนึ่ง

แต่ไปแต่งตำราชั้นมัธยมปลายหรือชั้นอุดมศึกษา

ส่วนพระพุทธเจ้าได้ทรงสำเร็จการศึกษาหรือศึกษาจบ

ดังที่เรียกว่า ได้ตรัสรู้เองชอบแล้ว

จึงทรงสั่งสอนวางหลักสิกขาทั้ง ๓ เพื่อให้ชาวโลกศึกษาปฏิบัติ

ไตรสิกขาของพระองค์จึงเป็นหลักที่บริสุทธิ์บริบูรณ์

และรวบรัดเข้าใจง่าย มีเหตุผล ปฏิบัติให้สำเร็จได้จริง

 

 

หลักในการศึกษาในปัจจุบันอีกอย่างหนึ่ง

ในบางสำนักจำแนกไว้ ๗ ข้อ คือ

 

(๑)...แฮบบิท (Habit)

ฝึกสอนอบรมให้มีนิสัยดีงาม

(๒)...ฮอนเนอร์ (Honor)

ฝึกสอนอบรมให้รู้จักรักเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง ของหมู่คณะประเทศชาติ

(๓)...ฮาร์ต (Art)

ฝึกสอนอบรมให้มีน้ำใจและอัธยาศัยอันดีงามเข้าสังคมเป็น

(๔)...เฮด (Head)

ฝึกสอนอบรมให้รู้จักใช้หัว คือรู้จักคิดและใช้สมอง

(๕)...แฮนด์ (Hand)

ฝึกสอนอบรมให้รูจักใช้มือทำงานให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

(๖)...แฮนด์เวอร์ค (Handwork)

ฝึกสอนอบรมให้มีความอดทน ทำงานหนักเป็น เพื่อให้นิสัยที่อ่อนแอหายไป

(๗)...เฮลธ์ (Health)

ฝึกสอนอบรมให้เป็นคนดีมีพลานามัยสมบูรณ์

 

หลักเหล่านี้ก็แสดงปลีกย่อยออกไปจากหลักที่กล่าวมาแล้ว

 

 

อริยสัจ ๔

ถ้ายังไม่ได้กล่าวถึง อริยสัจ ๔ ก็รู้สึกว่าแสดงเรื่องการศึกษายังไม่จบ

ว่าโดยเฉพาะยังไม่จบอุดมศึกษา เพราะการศึกษาให้เกิดปัญญา

ในพระพุทธศาสนานั้น โดยตรงมุ่งให้เกิดปัญญาในอริยสัจ ๔

คำว่าอริยะหรืออารยะเป็นคำเดียวกัน หมายถึงคนที่ประเสริฐ คนที่เจริญ

มีบางคนพูดว่า อารยชน อารยประเทศ บางทีชอบพูดว่า

ทำประเทศไทยให้เจริญอย่างนานาอารยประเทศ

 

 

ถ้าจะตั้งปัญหาถามว่า

นานาอารยประเทศนั้นคือประเทศที่มีความเจริญอย่างไร?

คำตอบปัญหานี้เข้าใจว่าน่าจะมีว่า

คือเจริญด้วยความรู้ความสามารถในวิชาการ

ในการสร้างสรรค์ประดิษฐ์กระทำสิ่งต่างๆ

ทั้งในด้านบำบัดทุดข์บำรุงสุข

ทั้งในด้านทำลายล้าง

มีความก้าวหน้าจนถึงเป็นผู้จัดการโลกอยู่ในปัจจุบันนี้

อาจทำให้โลกสงบก็ได้

อาจทำให้โลกยุ่งเหยิงจนถึงเป็นสงครามโลกขึ้นก็ได้

อันที่จริงผู้ที่สามารถบันดาลโลกให้เป็นไปดังกล่าวได้นั้น ก็นับว่าเก่งอยู่

เมื่อก่อนนี้ก็มักเข้าใจว่ามีใครหรืออะไรเป็นผู้บันดาล

แต่บัดนี้ เข้าใจกันทั่วไปแล้วว่า มนุษย์นั่นเองเป็นผู้บันดาล

โดยมากก็ในประเทศที่เราชอบยกย่องว่านานาอารยประเทศนั้นเอง

 

 

การเรียกคนที่เจริญว่าอารยะ หรือ อริยะ

ก็เป็นการใช้เรียกที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์อยู่

ดังที่เรียกหมู่ชนที่อพยพเข้าไปอยู่ในประเทศอินเดียเมื่อก่อนพุทธกาลว่า อารยัน

หมายความว่าเป็นพวกที่เจริญ และยังมีการเรียกอารยะเพราะเหตุอย่างอื่นอีก

ดังที่พระอาจารย์ได้ประมวลแสดงไว้ ๔ ประเภท คือ

(๑)..อาจารอริยะ เป็นอริยะด้วยความประพฤติ

(๒)..ทัสสนอริยะ เป็นอริยะด้วยความเห็น หรือ

ด้วยมีรูปร่างและอิริยาบถน่าดูน่าชม

(๓)..ลิงคอริยะ เป็นอริยะด้วยเพศหรือด้วยชาติกำเนิด

(๔)..ปฏิเวธอริยะ เป็นอริยะด้วยปัญญารู้ทั่วถึงในอริยสัจ

 

 

กล่าวเฉพาะในพระพุทธศาสนา

นิยมเรียกบุคคลประเภทที่ ๔ นี้เท่านั้นว่าอริยะหรืออารยะ

อันได้แก่ พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกทั้งหลาย

สัจ แปลว่า ความจริง รวมกันเข้าว่า อริยสัจ แปลว่า

ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงพระอริยะตรัสรู้

หรือ ความจริงอย่างประเสริฐ

อริยสัจนี้ ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยมากมักจะจำหัวข้อได้ คือ

 

 

(๑)...ทุกข์ แปลว่าความไม่สบายก็ได้

แปลว่าความทนอยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนไปก็ได้

ในภาษาไทยเมื่อพูดว่าทุกข์ ก็มักหมายกันว่า

คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ

แต่ในทางพระพุทธศาสนายังหมายถึง

ความที่ทนอยู่คงที่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ในโลกนี้มีอะไรเล่าที่ตั้งคงที่อยู่ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ดวงอาทิตย์และดวงดาวทั้งหลายตลอดถึงโลกก็ไม่หยุดอยู่คงที่

ปีเดือนวันคืนก็ไม่หยุดอยู่คงที่

ชีวิตก็ไม่หยุดอยู่คงที่

ทุกๆ คนเกิดมาแล้วก็เติบโตขึ้นเรื่อย

เป็นเด็กเล็กเด็กใหญ่ เป็นหนุ่มเป็นสาวโดยลำดับ

และก็ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ยังเปลี่ยนแปลงต่อไป

เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ จนถึงที่สุดของชีวิต

 

 

 ฉะนั้น พระพุทธเจ้า เพื่อจะทรงชี้ว่าทุกข์คืออะไรให้เห็นอย่างประจักษ์ชัด

จึงทรงชี้ว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์

คือทรงชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตหรือของโลกดังกล่าวมานั่นเอง

ข้อนี้เรียกว่าเป็นทุกข์ประจำชีวิต หรือประจำโลก

เมื่อยังมีชีวิตหรือยังมีโลก ก็ต้องมีทุกข์ คือความเปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว

ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลากอันใด เมื่อจะสรุปกล่าวให้สั้น

ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสี่นี้ย่อลงเป็นสอง คือ ความเกิดและความดับ

ซึ่งเป็นสิ่งสกัดหน้าสกัดหลังของโลกหรือของชีวิตทุกชีวิต

นี้แหละเรียกว่า คติธรรมดา แปลว่า ความเป็นไปตามธรรมดา

สิ่งที่เป็นไปตามธรรมดาดังกล่าวเรียกว่าสภาวะ คือสภาพ

แปลว่ามีภาวะของตนเองหรือเป็นไปเอง หรือจะเรียกว่าสภาวธรรมก็ได้

ขีวิตร่างกายเรียกว่าเป็นสภาวะทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่ง

ความไม่สบายใจทุกๆ อย่างพระพุทธเจ้าก็ทรงชี้ว่าเป็นทุกข์

ทุกๆ คนคงเคยประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก

พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก

ปรารถนาไม่ได้สมหวัง แล้วเกิดความทุกข์โศกต่างๆ

นี้แหละพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์

โลกหรือชีวิตประกอบด้วยทุกข์ดังกล่าวมาแล้ว

ฉะนั้น ทุกข์จึงเป็นความจริงที่โลกหรือทุกๆ ชีวิตจะต้องเผชิญ

 

 

(๒)...ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าตัณหา

คือ ความดิ้นรนทะยานอยาก เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น

ตัณหามี ๓ คือ

...กามตัณหา...

ความดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะได้สิ่งที่รักใคร่ปรารถนาพอใจ ๑

...ภวตัณหา...

ความดิ้นรนทะยานอยากเพื่อเป็นนั่นเป็นนี่ ๑

...วิภวตัณหา...

ความดิ้นรนทะยานอยากเพื่อให้สิ่งหรือภาวะที่ไม่ชอบเสื่อมสิ้นไป ๑

 

ตัณหาดังกล่าวนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ใจต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

และเป็นเหตุให้ก่อกรรมทุจริต

ทำให้เกิดความทุกข์เพราะทุจริตอีกส่วนหนึ่ง

 

 

 

(๓)...ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าดับตัณหาเสียได้เป็นความดับทุกข์

 

(๔)...มรรค คือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ได้แก่ทางสายหนึ่งที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ

...สัมมาทิฎฐิ ...เห็นชอบ

(คือเห็นอริยสัจ ๔)

...สัมมาสังกัปปะ ...ดำริขอบ

(คือ ดำริออก ดำริไม่พยาบาท ดำริไม่เบียดเบียน)

...สัมมาวาจา ...เจรจาชอบ

(คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด

เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล)

...สัมมากัมมันตะ ...การงานชอบ

(คือเว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม)

...สัมมาอาชีวะ ...เลี้ยงชีวิตชอบ

(คือเว้นจากการเลี้ยงชีวิตในทางที่ผิด การทำเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ)

...สัมมาวายามะ ...พยายามชอบ

(คือเพียรพยายามป้องกันมิให้ความชั่วเกิดขึ้น

เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น

เพียรรักษาส่งเสริมความดี)

...สัมมาสติ ...ระลึกชอบ

(คือระลึกไปในที่ตั้งของสติ)

...สัมมาสมาธิ ...ความตั้งใจชอบ

(คือตั้งใจให้เป็นสมาธิจนถึงอย่างแน่วแน่)

 

มรรคมีองค์ ๘ นี้ รวมเป็นทางเดียว ไม่ใช่ ๘ ทาง

แต่แบ่งออกเป็นองค์ประกอบเป็น ๘ และสรุปรวมลงได้ในสิกขา ๓ คือ

...สัมมาทิฎฐิ + สัมมาสังกัปปะ ...รวมเป็นปัญญาสิกขา

...สัมมาวาจา + สัมมากัมมันตะ + สัมมาอาชีวะ ...รวมเป็นสีลสิกขา

...สัมมาวายามะ + สัมมาสติ + สัมมาสมาธิ ...รวมเป็นจิตตสิกขา

มรรคมีองค์ ๘ หรือไตรสิกขานี้ เป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

 

 

 

อริยสัจ ๔ ประการนี้ รวมลงเป็นเหตุและผล

...ทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ นี้เป็นฝ่ายทุกข์

...นิโรธเป็นผล มรรคเป็นเหตุ นี้เป็นฝ่ายดับทุกข์

 

การศึกษาอบรมปัญญา โดยตรง มุ่งให้รู้ทั่วถึงอริยสัจ ๔ เหล่านี้

และที่เรียกว่าปัญญาหรือรู้ทั่วถึงนั้น

...ต้องรู้ในความจริง

...ต้องรู้ในกิจคือหน้าที่จะพึงทำ

...ต้องรู้ในกิจที่ได้ทำไปแล้ว

จึงจะเป็นปัญญาสมบูรณ์ การศึกษาก็สมบูรณ์

 

 

 

ผลของการศึกษา

ผลของการศึกษาในไตรสิกขาดังกล่าว โดยตรงคือ

ความสวัสดี ได้แก่ความปลอดภัย ความผ่านพ้นปลอดโปร่ง

 

สีลสิกขา ศึกษาปฏิบัติให้เป็นคนมีศีล

คือมีความประพฤติดี ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน

ทำให้เกิดความสวัสดี คือผ่องพ้นจากความเป็นคนชั่วเสียหายและจากภัยเวร

จากความทุกข์เดือดร้อนเพราะความชั่วร้ายเสียหาย

 

จิตตสิกขา ศึกษาปฏิบัติอบรมจิตให้ตั้งมั่นในความดี

ทำให้เกิดความสวัสดี คือผ่องพ้นจากบรรดาเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี

 

ปัญญาสิกขา ศึกษาอบรมปัญญา ทำให้เกิดความสวัสดี

คือผ่องพ้นจากความโง่เขลาเข้าใจผิด

 

 

ความสวัสดีผ่องพ้นดังกล่าว ท่านรียกว่า วิมุตติ แปลว่าความหลุดพ้น

ปฏิบัติพระธรรมของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะคือไตรสิกขาดังกล่าวเมื่อใด

ก็ได้วิมุตติคือความหลุดพ้นเมื่อนั้นทันที

ดังเช่นทุกๆ คนเมื่อรักษาศีลเช่นไม่ลักขโมยใครเมื่อใด

ก็หลุดพ้นจากความเป็นขโมยเมื่อนั้นทันที

และพ้นจากภัยเวรที่เกิดจากความเป็นขโมย

 

ส่วนผลโดยอ้อม คือผลดีต่างๆ ที่เกิดจากความดี

ตามคราวที่ความดีนั้นๆ จะพึงอำนวยให้

เทียบอย่างเมื่อตั้งใจเรียนดี ครูหรือผู้ปกครองก็ให้รางวัลเป็นบางครั้งบางคราว

แต่ความเป็นจริง ผลของการเรียนดีโดยตรงก็คือความรู้ที่ได้จากการเรียนนั่นเอง

ส่วนรางวัลต่างๆ ที่ได้รับเป็นผลโดยอ้อม หรือเป็นผลพลอยได้เท่านั้น

 

 

...ความเข้าใจผิดในผล...

 

คนโดยมากมักเข้าใจผิดในผลของความดี คือ

มักไปเข้าใจผลพลอยได้ว่าเป็นผลโดยตรง และ

มักไปมุ่งผลพลอยได้เป็นสำคัญ ดังเช่น

เมื่อไม่ได้ผลที่เป็นวัตถุอะไรๆ ในเมื่อทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง

ก็มักบ่นว่า ทำดีไม่เห็นจะได้อะไร

รักษาศีลก็ไม่เห็นจะร่ำรวยอะไร

ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจว่าผลของความดีคืออะไร

เช่น ความดีดังที่กล่าวแล้ว

ผลของศีลคือความหลุดพ้นจากภัยเวรเพราะความประพฤติชั่วเป็นต้น

วิมุตติคือความหลุดพ้นหรือความสวัสดีดังกล่าวนี้แหละ

เป็นผลแห่งความดีดังกล่าวทั้งปวง

ผู้ที่ทำความดีได้อย่างมากย่อมแสดงถึงว่า

เป็นผู้ที่มีใจหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว มีจิตใจกว้างขวาง

เห็นแก่ผู้อื่นเป็นส่วนรวมที่กว้างขวางออกไปโดยลำดับ

และย่อมเห็นว่าการให้สำคัญกว่าการรับ

และย่อมบำเพ็ญความดีเพื่อความดี

มิใช่เพื่อผลตอบแทนใดๆ เป็นสำคัญ

 

 

ดังจะพึงเห็นได้ว่าบรรดาที่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ทั้งหลาย

ซึ่งเรียกว่าเป็นผู้มีคุณทั้งสิ้นล้วนเป็นผู้ให้

เช่นบิดามารดาเป็นผู้ให้ทุกๆ สิ่งแก่บุตรธิดา

ครูอาจารย์เป็นผู้ให้ศิลปวิทยาแก่ศิษย์

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ให้การปกครองโดยทศพิธราชธรรม

ให้ความปรากฏด้วยเกียรติและศรีสง่า ความเป็นชวัญใจ

ความอุ่นใจ และความรวมใจแห่งประชาชน

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ให้แสงสว่างแห่งชีวิต

ผู้มีอุปการะอื่นๆ ก็ล้วนเป็นผู้ให้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ด้วยจิตใจประกอบด้วยการเสียสละ

ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้แหละขื่อว่าเป็นผู้มีคุณ

ท่านผู้มีคุณทั้งปวงย่อมบำเพ็ญความดีเพื่อความดี

อันแสดงถึงจิตใจที่หลุดพ้น

หรือผ่องพ้นจากความชั่วตลอดถึงความเห็นแก่ตัว มากหรือน้อยตามภูมิชั้น

ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยอบรมปัญญาให้รู้จักเหตุผลทั้งสองฝ่าย

คือทั้งฝ่ายก่อทุกข์และฝ่ายดับทุกข์เทียบเคียงกันให้ประจักษ์ชัด

และให้รู้จักคุณค่าของความดี

ให้รู้จักตีราคาของความดีว่าสูงกว่าความชั่ว

และผลต่างๆ ที่จะพึงได้เพราะความชั่ว

ให้รู้จักว่าความดีทำให้เกิดเกียรติ

การรักษาเกียรติก็คือรักษาความดีเอาไว้

ทิ้งความดีเสียเมื่อใดก็เป็นอันทิ้งเกียรติเสียเมื่อนั้น

เมื่อศึกษาอบรมให้มีความประพฤติมีจิตใจมีความรู้

มีความเห็นเข้าทางแห่งเหตุผลที่ถูกต้องดังกล่าว

ก็จักบรรลุถึงความเป็นคนโดยสมบูรณ์

ซึ่งเป็นผลสรุปยอดของการศึกษาของพระพุทธเจ้า

 

 

คนชนิดต่างๆ

คนที่เกิดมาท่านแสดงว่ามีหลายชนิด คือ

 

มนุสฺสเนรยิโก (มะนุสสะเนระยิโก) แปลว่า “คนนรก”

หมายถึงคนที่ร้อนรนอยู่เสมอเพราะมีโลภ โกรธ หลง

ประกอบทุจริตต่างๆ อยู่เป็นอาจิณ ซึ่งเหมือนไฟเผาอยู่เรื่อย

บางทีดูเหมือนเป็นสุขสมบูรณ์ แต่ความจริงถูกเผาอยู่เสมอ

ทีแรกอาจเป็นไฟเย็น แต่เมื่อความชั่วปรากฏก็เป็นไฟร้อนขึ้นมาทันที

 

มนุสฺสติรจฺฉาโน  (มะนุสสะติรัจฉาโน)  แปลว่า “คนเดียรฉาน”

คือคนที่ทำอะไรไม่มีความละอายไม่มีความกลัวเกรงต่อความชั่วอะไร

ทำชั่วได้อย่างเปิดเผยหรืออย่างหน้าตาเฉย

 

มนุสฺสเปโต  (มะนุสสะเปโต)  แปลว่า “คนเปรต”

คือคนที่มีโลภอยากได้ไม่รู้จักอิ่มจักพอ มุ่งที่อาศัยเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เท่านั้น

 

มนุสฺสมนุสฺโส  (มะนุสสะมะนุสโส)  แปลว่า “คนมนุษย์”

คือคนที่รู้จักการควรการไม่ควร รู้จักละอายใจ รู้จักยับยั้ง

และศึกษาอบรมตนให้มีศีลธรรมตามฐานะ

มนุสฺสเทโว (มะนุสสะเทโว)  แปลว่า “คนเทวดา”

คือคนที่ถึงพร้อมด้วยหิริ (ละอายรังเกียจความชั่ว) โอตตัปปะ (เกรงกลัวความชั่ว)

มีความประพฤติสะอาด มีความสงบ

 

มนุสฺสวิสุทฺโธ (มะนุสสะวิสุทโธ)  แปลว่า “คนผู้บริสุทธิ์แล้ว”

คือท่านผู้ปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ หรือในไตรสิกขาดังกล่าวจนดับตัณหาเสียได้

บรรลุถึงความดับทุกข์ ดังเช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 

คนนรกคนเดียรฉานและคนเปรตนับว่าเป็นคนบกพร่อง มีความเป็นคนไม่สมบูรณ์

ส่วนคนมนุษย์คนเทวดาและคนผู้บริสุทธิ์แล้วเป็นคนสมบูรณ์ มีความเป็นคนสมบูรณ์โดยลำดับ

การศึกษาของพระพุทธเจ้ามุ่งให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ ดังแสดงมา

 

 

ประเทศไทยเราเรียกว่าเป็นประเทศนับถือพระพุทธศาสนา

แต่ก็ปรากฏว่ามีบุคคลที่บกพร่องอยู่มิใช่น้อย

บางประเทศที่มิได้นับถือพระพุทธศาสนาปรากฏว่า

คนที่ประพฤติดีอย่างสามัญเช่น ไม่ลักขโมย ไม่ต้องระวังรักษาสิ่งของกันเท่าไรมีอยู่มาก

ดูก็น่าอายเขาอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ได้ศึกษา

และตั้งใจปฏิบัติพระพุทธศาสนาตามสมควร

ฉะนั้น แม้จะจัดการกับบุคคลอื่นไม่ได้ก็ควรจะจัดการกับตนเองแต่ละคนนี่แหละ

ให้ศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนา ทำตนให้เป็นคนดี ให้เป็นคนสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้

ก็จะเกิดความสวัสดีสมกับที่ต้อนรับกันด้วยสวัสดี

 

...ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยฺย...

(ปุญญะเมวะ โส สิกเขยยะ)

ควรศึกษาทำความดีแล

๑๗ เมษายน ๒๕๐๓

 

คัดมาบางส่วนในตอนที่ ๒๕ สรุปเรื่องการศึกษา (ไตรสิกขา)

จาก...หนังสือ หลักพระพุทธศาสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฑฺฒโน)

พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๑๖

 

 

 

คนเรามีไม่น้อยที่...อยากเกิด...แต่ไม่อยากตาย...

 

 

เผยแพร่โดย JchaiJane เมื่อ 28 ก.ย. 2012

เทศนาธรรมเสียงจริง ...ภพ ชาติ สัมมาทิฐิ...
หลวงปู่ชา สุภัทโท พระโพธิญาณเถร 
วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 23/10/2013 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

สาธุ...ค่ะ
.

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 27 นายยั้งคิด

ขอบคุณครับท่านนายยั้งคิด
ยินดีด้วยจริงๆ ครับ...

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 26 คุณป้าหวานหวาน

ขอบพระคุณครับคุณป้าหวานหวาน
ที่เดินออกกำลังกายมาแวะที่บ้านนี้อีก...

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 25 ครูรวงข้าวล้อลม

ขอบคุณครับครูรวงข้าวล้อลม
สมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ท่านเทศน์ได้ชัดเจนมากครับ...

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 24 เชฟดงฯ

ขอบคุณครับเชฟดงฯ
ได้ฟังพระอาจารย์รูปหนึ่งเทศน์ให้ฟังว่า...
พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพื่อสอนคนให้ไปนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเกิดกันอีก
ไม่ได้สอนให้ไปสวรรค์หรือพรหมโลก เพราะนั่นยังข้องอยู่ในวัฏฏะต้องกลับมาเกิดกันอีก ต้องทุกข์อีก...

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 23 ลุงชาติ

ขอบคุณครับลุงชาติ
แล้วจะหาหัวข้อธรรมดีๆ มาเตือนสติกันอีกครับ...

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 22 คุณหมอสมชัย

ขอบคุณครับคุณหมอสมชัย
ตอนนี้กำลังอ่านและฟังคลิปขององค์สมเด็จฯ อยู่ครับ
จะพยายามหาหัวข้อธรรมที่เหมาะกับการณ์มาลงให้อ่านกันอีกครับ...

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 21/10/2013 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 21 คนเมืองพระชนกจักรี

ขอบคุณเช่นกันครับคนเมืองพระชนกจักรี...

ความคิดเห็นที่ 27 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 20/10/2013 เวลา : 14.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

สาธุครับ สาธุ ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมากครับ

ความคิดเห็นที่ 26 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หวานหวาน วันที่ : 18/10/2013 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong

แวะมาสวัสดีค่ะคุณยามเสาร์

ความคิดเห็นที่ 25 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 18/10/2013 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

คนโดยมากมักเข้าใจผิดในผลของความดี คือ

มักไปเข้าใจผลพลอยได้ว่าเป็นผลโดยตรง และ

มักไปมุ่งผลพลอยได้เป็นสำคัญ ดังเช่น

เมื่อไม่ได้ผลที่เป็นวัตถุอะไรๆ ในเมื่อทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง

ก็มักบ่นว่า ทำดีไม่เห็นจะได้อะไร

รักษาศีลก็ไม่เห็นจะร่ำรวยอะไร

ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจว่าผลของความดีคืออะไร

เช่น ความดีดังที่กล่าวแล้ว

ผลของศีลคือความหลุดพ้นจากภัยเวรเพราะความประพฤติชั่วเป็นต้น

วิมุตติคือความหลุดพ้นหรือความสวัสดีดังกล่าวนี้แหละ

เป็นผลแห่งความดีดังกล่าวทั้งปวง

ผู้ที่ทำความดีได้อย่างมากย่อมแสดงถึงว่า

เป็นผู้ที่มีใจหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว มีจิตใจกว้างขวาง

เห็นแก่ผู้อื่นเป็นส่วนรวมที่กว้างขวางออกไปโดยลำดับ
.........................................................................


ชัดเจน ชัดเจน

ความคิดเห็นที่ 24 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ดงละดอน วันที่ : 15/10/2013 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

ขอบคุณครับคุณยามเสาร์

...ในโลกนี้มีอะไรเล่าที่ตั้งคงที่อยู่ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เกิดเป็นคนทำตนให้เป็นมนุษย์ มันเป็นทุกข์จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 23 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลุงชาติ วันที่ : 14/10/2013 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

ขอบคุณที่ให้ข้อคิด
ขอบคุณที่เตือนสติครับ

ความคิดเห็นที่ 22 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 14/10/2013 เวลา : 08.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

สาธุครับท่านยามเสาร์ ที่นำหลักธรรมของท่านสมเด็จมาเผยแพร่ ขอบคุณมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 21 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 14/10/2013 เวลา : 06.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 19.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 18 แม่หมี

ขอบคุณครับแม่หมี
อย่างนั้นเลยครับ...ดีแล้วครับ...

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 17 ย่าดา

ขอบคุณครับย่าดา
เลยเลือกซูมใบเล็บมือนางอย่างเดียวเลยครับ...

ความคิดเห็นที่ 18 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 17.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านแล้วได้ข้อคิด
อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
ขอเป็นคนมนุษย์ดีกว่าค่ะท่าน

ความคิดเห็นที่ 17 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ย่าดา วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

ขอบคุณสำหรับข้อคิดเตือนใจ ภาพประกอบเย็นตาดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 15 คุณไวน์กับสายน้ำ

ขอบคุณครับคุณไวน์กับสายน้ำ
ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า...ผมเป็ยปุถุชนคนธรรมดาครับ...มิได้เป็นพระแต่อย่างไรครับ
เป็นเพียงพยายามสรรหาบทความที่คิดว่าเป็นประโยชน์มาให้อ่านกันเท่านั้นครับ...
ส่วนผม พยามฝึกการดูลมหายใจเข้า-ออกทุกอิริยาบทที่เรียกสติคืนมาได้ครับ...

ความคิดเห็นที่ 15 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ไวน์กับสายน้ำ วันที่ : 13/10/2013 เวลา : 04.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wineriver

นมัสการครับ. เข้ามาอ่านบางส่วนก่อน บางอย่าง
ต้องอ่านแล้วคิดไป

ถ้าคิด แล้ว ลองนำไปปฏิบัติ จะเห็นผล ผมเชื่อเช่น
นั้น เช่น ถ้า มี ตัณหา จะเกิดทุกข์ หรือความไม่สบาย

ผมจึง เดินจงกรม กับ ทำสมาธิ เพื่อละ ความคิดให้
หมดไป ตั้งจิตไว้จุดเดียว ทำค่อนข้างบ่อยครับพระอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 13 ครูชบาตานี

ขอบคุณครับครูชบาตานี
สงสัยคนหน้าเหลี่ยมเค้าอยากมีประสบการณ์ในการอยู่กรรมในอเวจีสีชมพู
เลยหาเรื่องทำบาปสร้างกรรมอันยิ่งใหญ่เพื่อจะได้มีแรงอัดส่งให้ลงไปจนถึงนิครูเห้อ...

ความคิดเห็นที่ 13 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

"คนที่ไม่รู้จักตนเองจึงเหมือนคนตายโดยแท้"
เหมือนคนหน้าเหลี่ยมหรือเปล่านิท่านยามเสาร์เหอ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 11 ท่านกำหนัน

ขอบคุณครับ ท่านกำหนัน
กลับกันครับ...วิทยาศาสตร์ยังตามสิ่งที่พุทธศาสนาสอนไว้ห่างไกลมาก
พุทธศาสนาสอนให้ค้นเอง พบเอง เห็นเอง โดยมีอุปกรณ์เพียง 5 อย่าง คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ...

ความคิดเห็นที่ 11 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพระอาจารย์ พุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์จริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 9 คุณณัฐรดา

ขอบคุณครับคุณณัฐรดา
ใช่เลยครับ...และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องกลับไปอ่านหนังของสมเด็จฯ ท่านเล่มนี้
ท่านรจนาไว้ดีมากๆ ธรรมะยากๆ ท่านก็พยายามลดเพดานชั้นภูมิลงมาหน่อยเลยทำให้อ่านได้เข้าใจไม่ยากนัก...

ความคิดเห็นที่ 9 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สาธุ

ชื่นชมสมเด็จพระสังฆราชมากค่ะ มองว่าท่านเป็นอัจฉริยบุคคล ธรรมยากๆท่านรจนาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก
สำหรับท่านแล้ว จะเขียนยากก็ได้ เขียนง่ายก็ได้ (เพราะบางเรื่องคงเขียนได้ยากจริงๆ) ท่านพรั่งพร้อมทั้งปริยัติ และการปฏิบัติทางจิต ปัญญา จนยากจะหาท่านใดเสมอเหมือน
มองว่าทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราช สองพระองค์นี้เป็นคู่บุญ คู่บารมีกันค่ะ เลยพลอยให้ชาวพุทธที่เกิดหลังพุทธกาลได้ลิ้มรสธรรมจากทั้งสองพระองค์และนำมาใช้ในชีวิตจริงๆได้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 4 คุณป้าหวานหวาน

ขอบพระคุณครับคุณป้าหวานหวาน
มิกล้ารับสรรพนามว่า...หลวงพี่...หรอกครับ...
แต่ความงามของใบไม้...ต้องยกให้เธอ...
...แม่เล็บมือนาง...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 3 เจ้าหญิง

ขอบคุณครับเจ้าหญิง
ภาพฝนตกนักกว่านี้กะมี ไว้คราวหน้า...

ความคิดเห็นที่ 6 เฟื่อง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 2 คุณเฟื่อง

ขอบคุณครับคุณเฟื่อง
คุณเฟื่อง คุณเฟื่อง ตื่น ตื่น...
พระอาจารย์ให้มากระซิบว่า...
มุมใกล้หน้าต่างโน้นพอแอบได้ครับ...
ตรงนั้นท่านมองไม่เห็น...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 12/10/2013 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ความคิดเห็นที่ 1 คุณเพลงธรรม

ขอบคุณครับคุณเพลงธรรม
เจริญปัญญาแทงให้ตลอดเลยครับ...

ความคิดเห็นที่ 4 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หวานหวาน วันที่ : 11/10/2013 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong

สาธุ...หลวงพี่
ใบไม้สวยเย็นตาเย็นใจทุกภาพค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 11/10/2013 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

สวยทุกภาพตั้งแต่ฝนไม่ตก ยันฝนตก..อ่านแล้ว..Happy อีกตัวหนึ่งกันแระ..

ความคิดเห็นที่ 2 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 11/10/2013 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld


ความคิดเห็นที่ 1 ยามเสาร์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เพลงธรรม วันที่ : 11/10/2013 เวลา : 19.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/salutesam

แทงตลอด จิต สมาธิ ปัญญา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน