พิมพ์หน้านี้
|
ช่วงนี้อัพเดท blog ถี่หน่อยหนึ่งนะคะ เนื่องมาจากว่าตั้งแต่วันที่ 23 มกรา เป็นต้นมา หลังจากกลับจากญี่ปุ่นก็ไม่มีบินไปไหนเลย มีแต่หยุด แล้วก็สแตนบาย (บินอีกทีก็นู้น 2 กุมภา) เดี๋ยวจะเล่าชีวิตบนดิน ให้อ่านกันเล่นๆ นะคะ แล้วจะรู้คำตอบว่า...ทำไมถึงอ้วน กลับจากญี่ปุ่น อย่างแรกเลยที่ทำก็คือรีบเปิดกระเป๋า นำข้าวของ อาหารทั้งสด แล้วก็แห้งจัดเข้าที่เข้าทาง ของสดจับยัดตู้เย็น ของแห้งจับยัดเข้าตู้ เก็บยัดได้สักพัก ยังไม่ทันที่ของจะเข้าไปสด ก็คว้าออกมาทำอาหาร กิน กิน กิน... วันรุ่งขึ้น มีนัดสัมภาษณ์ us visa (วีซ่าบินเข้าประเทศอเมริกา) ซึ่งจริงๆ วีซ่าตัวนี้ก็เคยมีแล้วล่ะ ติดมาจากสายการบินเก่า (สายการบินที่สองที่เคยทำ) แต่ทว่ามันหมดอายุแล้ว จึงไม่สามารถบินเข้าอเมริกาได้ ซึ่งจริงๆ แล้วปกติ ประเทศทั่วไป บรรดาลูกเรือแบบพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าเหมือนนักท่องเที่ยวค่ะ คือบินไปแล้วก็เข้าไปได้เลย (เหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่) จะมียกเว้นก็แต่บางประเทศ เช่น usa แล้วก็รัสเซีย นี่แหละ ที่พวกเราต้องมีวีซ่าก่อน ถึงจะทำไฟลท์บินเข้าประเทศเขาได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เขาให้ทำก็ไปทำ ใช้เวลาเกือบครึ่งวันกว่าจะทำเสร็จ ระหว่างที่รอการสัมภาษณ์ก็มีแอบตื่นเต้นเล็กน้อย กลัวจะไม่ผ่าน เพราะมีคนไม่ผ่านเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไม ถึงไม่ผ่าน เห็นเขาว่ากันว่า ถ้าเราตอบว่ามีญาติพี่น้อง หรือว่ามีคนรู้จักอยู่ที่นั่น เขาจะไม่ให้วีซ่ากับเรา ประมาณว่ากลัวว่าพวกเราบินไปถึงแล้วจะไม่ยอมบินกลับ จะหลบหนีเข้าประเทศไปอยู่กับญาติๆ อะไรประมาณนั้น (คิดได้ไงเนี่ย?) ตอนตอบคำถาม เราเลย Say No No No อย่างเดียว ถามอะไรมา No อย่างเดียว ทั้งๆ ที่จริงๆ พี่ชายเราก็อยู่ที่นั่น แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ตรวจหรอก ไม่ต้องไปบอกดีที่สุด...สุดท้ายก็ผ่านมาได้ เดี๋ยวคาดว่าเดือน มีนาคม คงจะมีบินไปอเมริกาแล้วล่ะ ( i phone ค่ะ i phone ใครสนใจฝากซื้อติดต่อหลังไมค์ได้นะคะ วิ๊ดวิ๊ว ช่วงนี้มีโฆษณาแฝงเยอะมาก ทั้งโจ่งแจ้งแล้วก็แอบแฝง อย่าว่ากันนะ คือ คนมันกำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวเก็บหอมรอมริบน่ะค่ะ ^_^ มีบางคนมาแอบแซว ว่าขยันเก็บเงินแบบนี้กำลังเตรียมตัวจะเปลี่ยนนามสกุลหรือเปล่า ห้าห้าถูกใจมากๆ เลยค่ะ จริงๆ น่ะอยากจะบอกว่านามสกุลเนี่ยอยากจะเปลี่ยนเต็มทนละ แต่ยังหาคนยอมให้เปลี่ยนใช้ด้วยไม่ได้ เลยต้องหาเงิน แล้วก็เก็บเงินอย่างหนักหน่วงเตรียมไว้ขอผู้ชายแต่งงานในอนาคตไงคะ เอิ๊กๆๆ คิดมาได้ เขียนมาได้ อายเหมือนกันนะ ) ช่วงที่ทำ us วีซ่าก็ไปเจอน้องแอร์คนไทยคนหนึ่ง เขาเป็นนางแบบมาก่อน แล้วถึงสมัครมาเป็นแอร์ที่นี่ ก็คุย คุย คุยกันเรื่อยเปื่อย แอบมองหน้ากับหุ่น ของน้องเป็นระยะ สวยจัง...คมเชียว...ผอม สูง เพรียว อีกต่างหาก แล้วทีนี้น้องเขาก็พูดเรื่องของกิน เขาบอกว่าเขาหิวข้าวยังงู้นยังงี้ พอทำวีซ่าเสร็จ รถบริษัทก็มาส่งที่บ้าน เรางี้พุ่งไปที่ห้องครัวก่อนเลย น้องเขาบอกว่าเขาจะยำมาม่ากิน ก็เลยเอามั่งยำมั่ง ทำมั่ง หยิบมาหนึ่งซอง เห็นว่าน้อยไป ต้องไม่พอกินแน่ๆ เลยยำไปทีเดียวสองซองนี่แหละ กินคนเดียวด้วย กินเสร็จแอบคิดถึงหุ่นน้องเขาอีกนิดหน่อย แอบสงสัยว่าเขาจะยำกิน ซองเดียว หรือสองซองน๊า ห้าห้า จากวันนั้นก็มีวันหยุด หยุดอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ทีนี้ก็เป็นวันหยุด ที่หยุดตรงกันกับเพื่อนที่อยู่ตึกเดียวกัน วันๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรหรอก เช้ามาก็ออนไลน์ "กินอะไรหรือยัง ทำอะไรกินกันดีวันนี้?" แล้วก็ไปทำกินกัน กินสักพักก็ดูหนัง ระหว่างที่ดูหนังยังไม่ทันจะจบ ก็จะมีการวางแผนเป็นระลอกๆ ว่ามื้อต่อไปจะทำอะไรกินกันต่อ หนังจบก็เริ่มลงมือปฏิบัติการเตรียมอาหาร คาว หวานของมื้อต่อๆ ไป เป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะถึงเวลาหลับ ตื่นมาก็วกเข้าวัฏจักรเดิม กินๆ เล่นเนต ดูหนัง แล้วก็นอน... ทีนี้อีกวันถัดมา ก็ถึงเวลาไปเรียนคอร์ส Galley Manager เรียกชื่อซะเริดหรู แต่จริงๆ แล้วก็คือ เขาจับไปเรียนเป็น "คนครัว" ค่ะ สำหรับคนที่ไม่ทราบ อยากจะบอกว่าหน้าที่ในการบริการของลูกเรือบนเครื่องน่ะ มีอยู่ 2 หน้าที่หลักๆ เลยก็คือ เก็บถาด กับ ล้างส้วม ห้าห้า ล้อเล่นค่ะ หน้าที่หลักๆ เลยคือ ออกไปบริการผู้โดยสาร กับ อีกอันคืออยู่ข้างในครัวคอยเตรียมของให้ (เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ อิอิ) เท่าที่ทราบ ของการบินไทย หน้าที่ คนครัว นี้เขาจะยกให้สจ๊วตเป็นคนทำ ส่วนแอร์ฯ ออกเสริฟ อะไรประมาณนั้น แต่สำหรับสายการบินอื่นๆ ทั่วๆ ไป รวมทั้งสายการบินที่เราทำอยู่ เขาไม่แบ่งค่ะ คือไม่ว่าจะเป็นสจ๊วต หรือแอร์ฯ ก็จะมีหน้าที่เหมือนๆ กัน แล้วแต่ว่าไฟลท์นั้นจะถูกจัดให้รับผิดชอบอยู่ในตำแหน่งไหน แต่โดยปกติ คนที่อายุงานมากกว่า (อายุงานนะคะ ไม่ใช่อายุจริง) ก็จะถูกจับให้อยู่ในตำแหน่ง "คนครัว" นี่แหละคะ ดิฉันบินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ประกอบกับมีประสบการณ์บินมาก่อน เลยถูกเรียกเข้าไปเรียนเพิ่มให้รับหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ลูกเรือที่นี่ไม่ค่อยมีใครชอบ แต่เราชอบนะ ถึงงานจะหนักกว่า แต่ก็ไม่ต้องหนักใจ ไม่ต้องไปวุ่นวายรับหน้าผู้โดยสาร แถมซ้ำเวลาเป็นคนครัว พวกลูกเรือทั้งหลายทั้งปวงรวมไปถึงหัวหน้าจะรู้สึกเกรงอกเกรงใจ ไม่กล้าด่า ไม่กล้าจิก แต่ข้อเสียก็คือ เป็นคนครัว ต้องรับหน้าที่ดูแลนักบินไปด้วย คอยให้ข้าว ให้น้ำตลอดการเดินทาง นี่แหละน่าเบื่อ เจอนักบินดีๆ ไม่เรื่องมากก็ดีไป เจอพวกชอบวีน หรือไม่ก็พวกไม่หล่อ อ้วน แก่ แต่ยังหน้าหม้อ อันนี้จะเป็นอะไรที่เซ็งมาก(ถ้าหล่อจะให้อภัย) ทีนี้ในระหว่างช่วงที่เรียนเป็นคนครัวนั้น เขาก็จะมีอาหารจริงๆ เหมือนที่ใช้เสริฟบนเครื่องบินมาให้ลองอุ่น ลองจัดวาง ลองตกแต่งในจานชาม ให้สวยงามอะไรประมาณนั้น จัดเสร็จเขาก็ให้กินๆๆ จริงๆ เราก็เบื่อแล้วนะอาหารบนเครื่องบิน แต่ก็ กิน กิน กิน จัดไปกินไป เพลินๆ ยังนึกสภาพไม่ออกว่าต่อจากนี้ เวลาไปบินไม่ต้องออกไปเสริฟผู้โดยสารเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ต้องรับหน้าที่เตรียมอาหาร จัดอาหารแบบนี้ไปตลอดจะหักห้ามใจไม่ให้กินได้ไหมเนี่ย... จริงๆ อาหารหลัก เช่นพวกข้าว ไก่ กุ้งอะไรแบบนี้บนเครื่องเราไม่แตะมานานแล้วนะ มันสะอิดสะเอียน แล้วก็กินไม่ลง (นัยว่าเห็นมาแบบนี้จะห้าปีแล้วถึงจะเปลี่ยนสายการบิน แต่หน้าตาอาหารมันก็เป็นอาหารแช่แข็งเหมือนๆ กันแหละ) แต่พวกขนมปัง ของว่าง เช่น ผลไม้ ไอศครีม เค้ก ของกินเล่นต่างๆ นานา แบบนี้จะอดใจไม่ไหวเท่าไหร่ เพราะชอบกินจุบกินจิ๊บ แล้วที่สำคัญของบนเครื่องบินโดยเฉพาะชั้น first class เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ คือ ประมาณว่าถ้าไม่กินบนเครื่องบินนี่ลงมาเดินดินนี่ไม่กล้าซื้อกินเองเลย ของดีดี แพงๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ไข่ปลาคลาเวียร์ (เกิดมาก็เพิ่งจะเคยกินตอนมาเป็นแอร์นี่แหละค่ะ), เนื้อปลาแซลมอล, ไอศครีม Haggen Daz, Cheese ฯลฯ นี่แหละชีวิตประจำวันวนๆ เวียนๆ อยู่แค่นี้แหละค่ะ รู้งี้แล้วถ้ากลับไทยไปเจอกันอีกเมื่อไหร่ ก็ไม่ต้องสงสัยนะ ว่าทำไมถึงอ้วน... |
| Paris | ||
Paris... |
||
|
View All |
||
| ??? | ||
... |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||