ศาลสิ่งแวดล้อมและการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะพบเห็นว่าความเลวร้ายจากพิษภัยอันเกิดจากที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกคุกคามทำลายมากขึ้นเป็นลำดับในทุกด้านและทุกขณะ
การตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า การปล่อยน้ำเสีย การบุกรุกทางน้ำ การขุดดิน ขุดแร่และดูดทราย การปล่อยมลพิษสู่อากาศ การจับและทำลายหรือซื้อขายสัตว์ป่า การใช้วัตถุอันตราย ล้วนแต่เป็นการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้ในขณะจะนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมาเพื่อดูแลปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งหมดรวมแล้ว 21 ฉบับแล้วก็ตามแต่ไม่อาจยับยั้งการคุกคามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดีเท่าที่ควร
กฎหมาย 21 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ พ.ร.บ.เสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.ขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2546 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่16 (พ.ศ.2514) และพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งได้กระจัดกระจายให้หลายหน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การป้องกันปราบปามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ฉะนั้นเพื่อให้สามารถส่งเสริมและรักษาคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ได้ผลดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผู้รับผิดชอบน่าจะดำเนินการดังต่อไปนี้
1.รวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่อย่างกระจัดกระจายทั้งหมด 21 ฉบับ ให้เป็นประมวลกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงฉบับเดียวเพื่อความสะดวกในการใช้ในการแก้ไขและท้ายที่สุดสะดวกในการพิจารณาคดี
2.ให้มีการแก้ไขชำระกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 21 ฉบับ ให้ทันสมัยเพราะการทำลายคุกคามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซับซ้อน รุนแรงและมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น
3.ให้มีศาลพิเศษสำหรับพิจารณาคดีว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเหมือนศาลแรงงานหรือศาลเยาวชนและครอบครัว เพราะจะเป็นผลดีที่จะให้มีศาลหรือผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนี้มาพิจารณาคดีเพื่อป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อมนุษย์ไม่เพียงภายในประเทศเท่านั้น แต่มีผลกระทบต่อนานาประเทศ หรือความผิดดังกล่าวอาจละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศด้วย
4.ผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 190 ที่กำหนดให้หนังสือสำคัญที่กระทำกับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานอกจากที่กำหนดว่าเป็นหนังสือสัญญาที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณแล้วก็ให้มีการเพิ่มเติมว่าเป็นหนังสือสำคัญที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องผ่านรัฐสภาด้วย
ฉะนั้นความจำเป็นโดยเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม เพราะความอยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยมาโดยตลอดและดูจะมากยิ่งขึ้น เพราะไม่สามารถจัดการความขัดแย้งด้วยกลไกที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ กลไกใหม่หรือศาลสิ่งแวดล้อมน่าจะทำหน้าที่ขจัดปัญหาและความขัดแย้งนั้นได้ เพราะศาลสิ่งแวดล้อมน่าจะสามารถพิจารณาได้รวดเร็ว สะดวก และประหยัดมากกว่า โดยอาจจะไม่ต้องใช้ทนายความหรือศาลจะตั้งทนายความที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ศาลจะช่วยทำหน้าที่ค้นหาความจริงโดยการพิสูจน์หลักฐานในทางคดีแทนระบบการไต่สวนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนเพิ่มอำนาจดุลพินิจให้แก่ศาลในการเลือกมาตรการลงโทษ และสั่งการในเรื่องการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่เสียหายและจะเกิดกระบวนการบังคับคดีได้จริง และที่สำคัญศาลสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนี้อาจไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดเหมือนคดีประเภทอื่นๆเพราะคดีสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะเป็นส่วนใหญ่ เฉกเช่นความสำเร็จของศาลสิ่งแวดล้อมที่มีให้เห็นแล้วในประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สวีเดน สหรัฐอเมริกา และเดนมาร์ก