วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม 2550
ANZAC DAY เปลี่ยนชีวิต
Posted by
Hipponite
,
ผู้อ่าน : 141
, 18:03:35 น.
พิมพ์หน้านี้
|

เรามีโอกาสได้ไปร่วมงานวันอันแซค หรือ วันทหารผ่านศึกของออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่จัดขึ้นในประเทศไทยซึ่งจัดขึ้นในสถานที่ที่ทุกคนก็น่าจะนึกออก เพราะนั่นคือจังหวัดกาญจนบุรีที่มีทางรถไฟสายมรณะนั่นเอง 
พิธีไว้อาลัยช่วงแรกเริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดที่ผู้เข้าร่วมพิธีจะจุดเทียนรำลึกถึงผู้จากไปที่ช่องเขาขาด ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟช่วงสั้นๆ ที่อยู่ในเส้นทางรถไฟสายมรณะจากประเทศไทยไปพม่าที่ญี่ปุ่นเคยเกณฑ์พลเรือนชาวเอเชีย และเชลยศึกจากทหารฝ่ายพันธมิตรรวม 260,000 คน ไปร่วมสร้างทางรถไฟเชื่อมเมืองกาญจนบุรีกับพม่าเพื่อลำเลียงกำลังพลและเสบียงเมื่อปีพ.ศ.2486  
ช่องเขาขาด ถือเป็นสถานที่แห่งความสะเทือนใจของชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากโศกนาฏกรรมของทหารทั้งสองประเทศที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่เลวร้ายและน่าเวทนา ทั้งขาดแคลนอาหาร และโรคภัยไข้ป่ารุมเร้าจนผ่ายผอมล้มตายไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วง เร่งสร้าง หรือช่วง สปีโด ตามคำที่ผู้คุมญี่ปุ่นใช้ตะโกนสั่งเชลยศึกเพื่อเร่งสร้างให้ทางรถไฟเสร็จตามกำหนด 
ตลอดเวลา 3 เดือนของช่วงสปีโด บรรดาเชลยศึกไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องทำงานขุดเจาะช่องเขาวันละ 16-18 ชั่วโมงโดยใช้เพียงเครื่องมือโบราณเช่น ค้อน สว่าน ระเบิด จอบ เสียบ พลั่ว และสองมือเท่านั้น บรรดาทหารพันธมิตรถึงกับขนานนาม ช่องเขาขาด ว่าเป็น ช่องไฟนรก หรือ เฮลล์ ไฟร์ พาส ด้วยเหตุที่ผู้คุมชาวญี่ปุ่นบังคับให้นักโทษทำงานตลอดคืนด้วยแสงไฟจากคบเพลิง ซึ่งเมื่อมองจากเนินเขาด้านบนจะเห็นสภาพช่องเขาด้านล่างเสมือนช่องไฟของขุมนรกจริงๆ 
คุณปู่เออร์นีย์ เรดแมน ผมถูกส่งไปทำงานสร้างทางรถไฟนานถึง 4 เดือน ช่วงนั้นเป็นช่วงสปีโดที่อยู่ในฤดูมรสุมพอดี พวกเราต้องลุยโคลนที่สูงท่วมหัวเข่าออกไปทำงาน ผมป่วยเป็นไข้มาลาเรียด้วย ช่วงนั้นมีคนตายไปเยอะมาก คุณปู่ เออร์นีย์ เรดแมน หนึ่งในอดีตทหารผ่านศึกชาวออสเตรเลียที่เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกความหลังอันเลวร้ายให้เราฟัง ชะตากรรมอันเลวร้ายนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับทหารหาญที่ไม่ควรมาตกระกำลำบากเช่นนี้เท่านั้น แต่คนงานชาวเอเชียกว่า 200,000 คนที่ถูกเกณฑ์มาทำงานก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากด้วย แม้จะไม่มีสถิติยืนยันแน่นอน แต่เชื่อว่ามีแรงงานสังเวยชีวิตให้กับทางรถไฟสายมรณะนี้มากถึง 80,000 คน ขณะที่ทหารฝ่ายพันธมิตรเองก็สูญหายไปถึง 13,000 คน 
เซอร์เอ็ดเวิร์ด เวียร์รี ดันล็อป แต่แม้จะอยู่ในช่วงยากลำบากจนหันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้ บรรดาทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีโอกาสได้พบกับความช่วยเหลือและน้ำใจของคนไทยที่แบ่งปันให้ระหว่างที่ผจญกับความเลวร้ายในค่ายทหาร ซึ่งจุดนี้นี่เองที่ เซอร์เอ็ดเวิร์ด เวียร์รี ดันล็อป เชลยศึกแพทย์ทหารออสเตรเลียที่เพื่อนทหารในค่ายทหารพันธมิตรที่จังหวัดกาญจนบุรียกให้วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เซอร์ จากวีรกรรมที่แม้ตัวเองจะเจ็บป่วยเจียนตายและเหนื่อยสาหัสจากการสร้างทางรถไฟสายมรณะ เซอร์ดันล็อปก็ยังพยายามรักษาเพื่อนทหารที่เจ็บป่วยในค่ายจากอุปกรณ์ทำเองและหยูกยาที่คนไทยแอบจัดหาให้ และความผูกพันและซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เซอร์ดันล็อปกลับมาเมืองไทยและดึงทหารผ่านศึกมาร่วมงานรำลึกอันแซคที่ประเทศไทยด้วย 
นาวาตรีเชน ดูลิน ถึงแม้สงครามจะมีแต่ความโหดร้าย และทำให้เกิดการสูญเสียมหาศาล อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นอนุสรณ์เตือนใจคนรุ่นหลังให้รับรู้ถึงความน่ากลัวของสงคราม แม้กระทั่งทหารหาญอย่างนาวาตรี เชน ดูลิน ลูกเรือดำน้ำที่ร่วมพิธีเป็นทหารกองเกียรติยศในพิธีรำลึกครั้งนี้ยังไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกต่อผู้พลีชีพในสงครามเพื่อทำให้คนรุ่นหลังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเองก็รู้สึกสะเทือนใจที่ได้เข้าร่วมพิธีในสถานที่ที่เกิดประวัติศาสตร์ขึ้น และได้แต่หวังว่า สิ่งที่ผมฝึกซ้อมเอาไว้จะไม่ต้องนำมาใช้ปฏิบัติการจริง สิ่งที่เรารำลึกในวันนี้จะทำให้ทุกคนจดจำและป้องกันไม่ให้สงครามเกิดขึ้นอีกในอนาคต นาวาตรีดูลินย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของคำขวัญวันอันแซคเดย์ นั่นคือ "เพื่อไม่ให้เราลืม" 
************** ขอสารภาพทิ้งท้าย ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปครั้งนี้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีพิธีอะไรแบบนี้จัดขึ้นที่ไทยด้วย ไม่เคยรู้ความสำคัญของสถานที่แห่งนั้นว่าสำคัญต่อใครคนหนึ่งขนาดไหน รู้แต่เพียงว่า เป็นสุสานทหารพันธมิตรที่เคยเสียชีวิตที่นี่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีที่ต้องแวะอีกแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่.....หลังจากที่กลับมาแล้ว บอกตรงๆ ว่า การได้เข้าร่วมพิธีในวันนั้น ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตโชคดีแค่ไหนที่ได้อยู่ ได้หายใจ และอาจได้ตายบนแผ่นดินของตัวเอง ...ไม่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพราะความทะเยอทะยานของใครแบบนี้.....

|