พิมพ์หน้านี้
|
สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีมายาวนาน ทั้งความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาได้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ประเทศเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี ของความสัมพันธ์ ปัจจุบัน มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า 40,000 คน นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทยและถือเป็น 40% ของนักลงทุนของนักลงทุนชาวต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้มีการจ้างงานแรงงานไทยกว่า 640,000 ตำแหน่ง
ในโอกาสนี้นิตยสาร Plant Manger ได้รับเกียรติจากคุณฮิเดอะกิ โคะบะยะชิ(Mr. Hideaki Kobayashi) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทยให้เข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ ผ่านมุมมองของท่าน โดยคุณ
นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุน Eco-car สำหรับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นนั้นไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศไทยมากนัก โดยได้เริ่มขยายการลงทุนเพิ่มในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ในโครงการ Eco-car ซึ่งได้มีการลงทุนในโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษเนื่องจากทางภาครัฐของไทยให้การสนับสนุนทางด้านต่างๆ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ การที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักร รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ ทั้งนี้จากทั้ง 3 มาตรการ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตได้ 5 7 หมื่นบาทต่อคัน ส่งผลให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความสนใจในโครงการดังกล่าวเป็นพิเศษ คุณ JTEPA ส่งผลด้านการค้าการลงทุนเพิ่ม คุณโคะบะยะชิ กล่าวว่า จากการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA) ที่มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งความตกลงนี้มีเจตนามุ่งส่งเสริมการค้า การลงทุนและการร่วมมือกันระหว่างสองประเทศให้พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในสาขาต่าง ๆ 9 สาขาดังนี้ (1) เกษตรกรรม ป่าไม้และประมง (2) การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (3) การสร้างเสริมสภาพแวด ล้อมทางธุรกิจ (4) บริการการเงิน (5) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม (7) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (8) การท่องเที่ยว และ (9) การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การทำเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในความเป็นจริงมีความร่วมมือเกิดขึ้นมากมาย มิใช่แต่เรื่องของการลดกำแพงภาษีด้านการค้าการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังครอบคลุมทางด้านต่างๆ อาทิ : - การดำเนินงานด้านพิธีการศุลกากรให้ง่ายขึ้นและมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น - ความร่วมมือในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจให้มีความสะดวกมากขึ้น - ความรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำในการแสดงผลและเคลียร์สินค้าออกจากท่าเรือในการนำเข้าส่งออกสินค้า - การรักษาสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา - การเปิดโอกาสให้แรงงานไทยที่มีฝีมือแรงงานสามารถเข้าไปประกอบอาชีพในญี่ปุ่นได้ อาทิ อาชีพพ่อครัว-แม่ครัว ซึ่งผลจากการเซ็นสัญญา JTEPA ที่ผ่านมานั้นส่งผลให้มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพิ่มมากขึ้นโดยสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้าเพิ่มมากขึ้นจากประเทศญี่ปุ่นได้แก่สินค้าประเภทเหล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น และสินค้าที่ประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมาได้แก่ ผักผลไม้ ผลผลิตทางการประมง เครื่องหนัง สินค้าสิ่งทอ อัญมณี เป็นต้น คุณโคะบะยะชิ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ JTEPA แล้วยังมีโครงการการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน ญี่ปุ่น (ASEAN Japan Comprehensive Economic Partnership AJCEP) ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและประเทศคู่ค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้สรุปผลการเจรจาไปแล้วและคาดว่าโครงการดังกล่าวนี้จะสามารถลงนามได้ภายในปีนี้ สนับสนุนสะพานมิตรภาพ 2 พัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นยังมีความร่วมมือทางด้านต่างๆ อีกมากมาย อาทิ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาในปี 2549 (2006) ได้มีการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ขึ้นเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดมุกดาหารของประเทศไทยและแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว ซึ่งสะพานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่นทั้งทางด้านเงินทุน ทางด้านเทคนิคในการสำรวจและออกแบบโครงการต่างๆ เพื่อให้มีการพัฒนาในภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงและเพื่อให้เป็นส่วนเหนึ่งของการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor - EWEC) ซึ่งจะเป็นการเปิดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่าง 4 ประเทศ คือ สหภาพพม่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทยส่งผลให้ในปัจจุบันภูมิภาคแถบนี้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นรวมถึงการยกระดับเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้มีความเท่าเทียมกัน ซึ่งทั้งประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้โครงการสำเร็จลงตามเป้าหมายที่วางไว้
อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นกลับมีเพิ่มมาก ขึ้น ปัจจุบันมีนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี อาจเนื่องด้วยการมีระบบสังคม วัฒนธรรม ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และรวมถึงนิสัยใจคอของคนไทยที่ใกล้เคียงกับคนญี่ปุ่นนอกเหนือจากนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของภาครัฐ และต่อจากนี้ไปเราคงจะได้เห็นโครงการต่างๆ ที่ทำร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ขอขอบคุณ : Mr. Hideaki Kobayashi Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of |