|
Carbon Credit Market ปัจจุบันปัญหาสภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศอุตสาหกรรมที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas : GHG) มากเกินพิกัด ส่งผลให้ต้องมีการพัฒนาโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ภายใต้ข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเกิดจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือของผู้คนบนโลกที่จะรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกโดยมีกรอบความร่วมมือว่าภายในปี 2551-2555 กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ปี 2533 และเมื่อถึงปี 2593 ต้องลดให้ได้ร้อยละ 75 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้มีพันธกรณีภายใต้พิธีสารเกียวโตนั้นสามารถร่วมดำเนินโครงการได้โดยสมัครใจตามแต่ศักยภาพของประเทศ ส่งผลให้เกิดกลไกของอุปสงค์และอุปทานขึ้นในลักษณะ คาร์บอนเครดิต ที่กลายเป็น สินค้า (Commodity) ชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดเฉพาะที่เรียกว่า ตลาดคาร์บอน ซึ่งจะเป็นสินค้าที่อยู่ในลักษณะของเอกสารสิทธิของปริมาณก๊าซที่ลดได้และสามารถนำไปคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซโดยรวมของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมีอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด คือ Carbon Dioxide (CO2), Methane (CH4), Nitrous Oxide (N2O), Hydrofluorocarbons (HFCs), Perfluorocarbons (PFCs) และ Sulfurhexafluoride (SF6) แต่ที่ซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้คือคาร์บอนจาก Carbon Dioxide (CO2 ) โดยการซื้อขายจะนับจำนวนน้ำหนักของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Green house gas : GHG) ที่สามารถลดการปล่อยสู่บรรยากาศได้ 
กรณีศึกษาการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ จำกัด เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของโรงงานไฟฟ้าที่ได้ดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นรายแรกในประเทศไทยโดยคุณนที สิทธิประศาสน์ กรรมการเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ อธิบายว่า โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าในประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% ถ่านหิน 20% และเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นๆ 10% หากจะผลิตกระแสไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ด้วยเชื้อเพลิงดังที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 73,000 ตัน ในขณะที่บริษัท เอ.ที.ฯ ผลิตกระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 20 เมกะวัตต์เช่นกันโดยใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 3,000 ตัน ส่งผลให้บริษัท เอ.ที.ฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 70,000 ตัน โดยทั้งหมดเป็นการคำนวณก่อนการเริ่มต้นผลิตไฟฟ้า หลังจากที่เริ่มต้นผลิตไฟฟ้าก็จะมีการเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเพื่อตรวจสอบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวได้จริงตามที่ได้คำนวณไว้ก่อนผลิตหรือไม่ โดยมีบริษัทผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนกับสหประชาชาติมาตรวจ สอบหลังจากนั้นจะได้รับ CERs (Certified Emission Reduction) เพื่อเป็นการการันตีว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซดังที่กล่าวไปแล้วได้จำนวน 70,000 ตัน โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปขายให้กับประเทศอุตสาหกรรมในตลาดคาร์บอนได้ คุณนทีกล่าว อัตราความต้องการในตลาดโลก การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกพบว่าผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ในปัจจุบันมีอยู่ 2 รายคือ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ทั้งนี้การที่ยุโรปเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เนื่องจากสหภาพยุโรปได้ประกาศใช้ EU ETS (EU Directive on Emissions Trading Scheme) โดยกำหนด EU Emissions Allowance (EUA) ให้กับอุตสาหกรรมหลักๆ ในประเทศสมาชิกหากผู้ประกอบการรายใดปล่อย เกินกำหนดดังกล่าวจะต้องไปซื้อเครดิตจากผู้ประกอบการที่มีเหลือมิเช่นนั้นจะถูกปรับ100 ยูโรต่อตัน (4,900 บาทโดยประมาณ) ในช่วงปี 2551- 2555 สำหรับประเทศญี่ปุ่นจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี พ.ศ. 2551-2555 ลงถึงร้อยละ 6 จากปริมาณที่ปลดปล่อยในปี 2533 หรือคิดเป็นปริมาณ 156 ล้านตันซึ่งหากไม่สามารถลดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนาหรือจัดหาตามกลไกของพิธีสารเกียวโตซึ่งอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มความต้องการต้องซื้อคาร์บอนเครดิตสูงในญี่ปุ่น ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ และเหล็กกล้า มีอัตราความต้องการคิดเป็นวงเงินกว่า 315 พันล้านเยน (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) และ 56 พันล้านเยน ( 18,000 ล้านบาท) ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ในฐานะผู้ขายคาร์บอนเครดิต คุณนที กล่าวว่า สำหรับบริษัท เอ.ที.ฯ ได้มีการขายคาร์บอนเครดิตให้กับลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นซึ่งโดยทั่วไปแล้วรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่กำไรที่จะนำมาขับเคลื่อนธุรกิจแต่อย่างใด แต่เป็นรายได้ที่ชดเชยจากการลงทุนเพิ่มในระยะเริ่มแรกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนที่สูงกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าทั่วไป แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นก็คือการช่วยโลกใบนี้ให้มีอายุยืนยาวขึ้น ผมมองว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตคาร์บอนเครดิตเพื่อจำหน่ายแต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มคิดโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยมีการปล่อยมีเทนจากกากของเสียหรือที่เรียกว่าก๊าซชีวมวลจำนวนมาก อาทิ จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานผลิตแป้ง จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาดักจับก๊าซเหล่านี้ได้ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ตลาดคาร์บอนเครดิตมีอยู่เป็นจำนวนมาก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 22 ในบรรดา 30 ประเทศแรกของโลกที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดและอยู่ในอันดับที่ 7 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย โดยประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 12.8 ต่อปีในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไทยยังมีระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่ร่ำรวย แต่หากทุกประเทศในโลกปล่อยในระดับดังกล่าวถือเป็นระดับที่อันตรายในอนาคต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดูแลการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ของประเทศและหากผู้ประกอบการรายใดสนใจการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ก็สามารถติดต่อไปยังองค์กรดังกล่าวได้ กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มลพิษลดลงแต่อย่างใด กลไกดังกล่าวเป็นเสมือนแรงจูงใจให้ทุกประเทศหันมาใช้เทคโนโลยีที่สะอาดเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
|