• KON_GUN_AUANG
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Journalism_35@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 1206
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
Creative
This blog want to present a FACT and TRUTH.So,Thankyou for interrest and read my blog Thankyou.
Permalink : http://www.oknation.net/blog/Jacksonke3
วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน 2551
อยากเล่าให้ฟัง “ความทุกข์ ในความสุข กับรถไฟฟรีเพื่อประชาชน”
Posted by KON_GUN_AUANG , ผู้อ่าน : 53 , 23:00:00 น.  
พิมพ์หน้านี้


อยากเล่าให้ฟัง “ความทุกข์ ในความสุข กับรถไฟฟรีเพื่อประชาชน”

ในยุครัฐบาลยุคสมัครได้ทิ้งนโยบายประชานิยมไว้ให้กับรัฐบาลสมชายหลายต่อหลายอย่าง แต่ที่ดูเข้าท่า เข้าทางที่สุดคงจะเป็นเรื่องการที่ให้ประชาชนได้ขึ้นรถเมล์ และรถไฟฟรี  ในโครงการชื่อว่า รถไฟ รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน  ที่รัฐบาลยุคสมัคร ได้เสนอออกมาเพื่อเอาใจรากหญ้าโดยเฉพาะ

                เรื่องรถเมล์ฟรีนั้นคนกรุงเทพฯ ก็คงได้มีโอกาสขึ้นกันไปบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อยตามแต่ศรัทธา และกำลังทรัพย์ในกระเป๋า บางคนถึงแม้จะมีเงินแต่ก็เห่ออยากรู้ว่ารถเมล์ฟรี ๆ นี่มันหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เรื่องรถไฟนี่สิ น่าสนุก เพราะรถไฟเป็นพาหนะชั้นเยี่ยมของรากหญ้าอย่างแท้จริง ใครไม่อึดจริง ขอเตือนให้เลือกพาหนะอื่นไป เพราะก้นจะระบมมาก แต่ถ้าไม่มีทางเลือกก็ขอให้โชคดีนะ

                รถไฟฟรีจะมีไปทุกภาคทั่วประเทศ แล้วแต่ว่าใครอยากไปไหน เอาเป็นว่าผมจะเล่าให้ฟังแล้วกัน ว่าการนั่งรถไฟฟรีมันต่างจากการนั่งรถเมล์ฟรียังไง อะไรที่แตกต่าง และการเดินทางด้วยรถไฟฟรีเป็นอย่างไร คนจะเยอะเหมือนรถเมล์ฟรีไหม น่าสนครับ

                ก่อนที่เราจะไปไหนมาไหนด้วยรถไฟเราต้องรู้เวลาออกจากสถานี และขบวนรถเสียก่อน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วที่หัวลำโพง หรือใครสะดวกที่ไหนไปที่นั่นก็ได้ แต่กรณีนี้ผมขอให้เป็นหัวลำโพงแล้วกัน

                เริ่มแรกเลยการนนั่งรถไฟฟรีนั้นต้องไปเอาตั๋ววันที่เราจะเดินทาง แต่ทางที่ดีต้องไปเอาแต่เช้าตรู่เพราะคนเยอะมาก ตอนที่ผมไปถึงหัวลำโพงนั้นเวลาตีห้าพอดี เมื่อไปถึงก็เห็นคนมายืนต่อแถวรับตั๋วกันมืดฟ้ามัวดิน แต่ใช่ว่าทุกคนจะไปรถไฟฟรี บางคนไปที่อื่นที่ยังไม่มีขบวนรถฟรี ก็ต้องซื้อตั๋วไป ราคาใบหนึ่งก็พอ ๆ กับนั่งรถทัวร์เลย แต่ดีกว่าตรงที่ว่าขนของได้เยอะกว่าแค่นั้นเอง และก็แค่ช้ากว่ารถทัวร์มาก ๆ เท่านั้นเอง

                และตั๋วที่ผมได้มาคือ ตั๋วกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ชั้น 3 รถออกเวลาบ่ายสองครึ่ง จะถึงที่หมายในเวลาตีห้าสิบนาที ของเช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนรถเลขที่ 109 เลขที่นั่ง 28 โบกี้ที่ 3 ในตั๋วจะบอกมาแค่นี้หลัก ๆ          

                เมื่อถึงเวลาประมาณบ่ายโมงตรงผมก็หิ้วตัวเองมาถึงหัวลำโพง และต้องอารมณ์เสียกับพวกรถแท็กซี่ป้ายดำ ป้ายเหลือง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่คอยเป็นห่วงเรา มาถามเราว่าจะไปไหน อีกคนก็รุมเข้ามาถามว่าจะไปไหน ผมเพิ่งรู้ว่าคนแถว ๆ หัวลำโพงเขาเป็นห่วง เป็นไยกันดีจริง ๆ ใครไปใครมาถามหมดจะไปไหน

                ก่อนขึ้นรถเราก็ควรซื้ออะไรขึ้นไปกินบนรถเสียหน่อยแก้หิว เช่นน้ำเปล่า หรือ M-150 แก้ง่วง เพราะเดินทางนานมากกว่าจะถึงที่หมาย เออ!! ลืมบอกไป ผมเดินทางวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน จึงเชียงใหม่เช้ามืดวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศภาคเหนือเข้าสู่ฤดูหนาวพอดี ไปสัมผัสหนาวแรกที่เชียงใหม่ เปิดซิงหน้าหนาวที่เชียงใหม่นี่แหละ เหมาะที่สุดแล้ว

                เอาล่ะ เมื่อล้อหมุนรถไฟก็เคลื่อนผ่านออกจากหัวลำโพงอย่างช้า ๆ เรื่อย ๆ ตามแบบฉบับที่คนเขาแซว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง แต่รถไฟฟรีนี่คนเยอะมากครับ มีคนยืนด้วย และที่หนักกว่านั้นคือมั่วที่นั่งมาก ใครอยากนั่งตรงไหนก็นั่ง ทั้งที่ในตั๋วบอกที่นั่งไว้แล้ว ก็ตอนผมขึ้นไปบนรถมีคนนั่งที่นั่งผมอยู่ ผมก็แสดงตั๋วใหดูว่าผมนั่งตรงนี้ ป้าแกก็ทำหน้าไม่พอใจนิดหน่อย แต่แกก็ต้องยอม เพราะผมมมีตั๋วอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ระบุเลขที่นั่งไว้อย่างชัดเจนอยู่ในมือ

กลับมาที่เรื่องว่าคนเยอะดีกว่า เยอะจริง ๆ ครับ อย่างที่บอกบางคนก็ยืน ไม่ใช่ไกล้ ๆ นะครับ เชียงใหม่ เดินทางประมาณ 15 ชั่วโมง และอีกอย่างรถไฟฟรี ๆ เนี่ย คนไทยชอบครับ ขึ้นมากันเยอะเชียว เต็มทุกโบกี้เลยครับ มี 11 โบกี้ ก็เต็ม และยืนมันทุกโบกี้ ผมว่ามันผิดวัตถุประสงค์รึเปล่า แทนที่จะกลับบ้าน หรือไปเที่ยวอย่างสบายใจ แต่ต้องมาทนเบียดกับคนเยอะ ๆ

                รถไฟขบวนนี้ผ่านที่ไหนก็จอดครับ จอดมันทุกสถานีไล่ตั้งแต่ออกเลยคือสถานีบางซื่อ จนถึงสถานีเชียงใหม่นั่นแหละ ระหว่างที่กำลังนั่งรถเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียง “ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าวเหนียวร้อน ๆ มาแล้วจ้า” โอ้แม่เจ้า คนกำลังนั่งเพลิน ๆ พอแม่ค้าขึ้นมาเหมือนนกกระจอกแตกรังเลยครับ

ผมได้ยินเสียงแบบนี้ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงประมาณนครสวรรค์ รวมระยะเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงที่ได้ยิน และรำคาญกับเสียงเหล่านี้ ผมยังคิดว่าเจ้าหน้าที่รถไฟทำไมไม่ห้ามให้แม่ค้าขึ้นมาขายของ หรือมีส่วนแบ่งอะไรหรือเปล่าก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร

เต่ที่รู้ ๆ ก็คือ แม่ค้าเล่านี้จะเปลี่ยนหน้า และวนมาขายอยู่ตลอดโดยใช้ของเดิม ๆ และใช้วิธีที่ว่า เมื่อแม่ค้าคนนี้ขายจากสถานีนี้ ถึงอีกสถานีหนึ่งก็ลงไป แต่จะมีแม่ค้าอีกชุดนำของ ๆ แม่ค้าที่คนที่ลงไปแล้วมาขายต่อ และขายต่อ ๆ กันไปเป็นทอด ๆ

จากกรุงเทพถึงนครสวรรค์นั้น บรรยากาศภายในตู้โบกี้เป็นไปด้วยความแออัด เพราะรถจอดรับคนขึ้นจากทุก ๆ สถานี ทำให้คนแน่นมาก ๆ มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อพระสงฆ์หลายรูปขึ้นมาจากสถานีจังหวัดอยุธยา เจ้าหน้าที่ต้องไล่ให้ผู้โดยสารที่นั่งที่นั่งสำรองของพระสงฆ์ออกไปแล้วให้พระนั่ง แต่ว่าที่นั่งสำรองพระไม่พอก็ต้องมาเบียดเบียนประชาชนอย่างเรา ๆ ซึ่งคนที่โดนไล่ให้พระนั่งนั้นอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด และด่าพระไปหลายคำเหมือนกัน แต่โชคดีนะผมไม่ต้องลุกให้นั่งเพราะผมแกล้งหลับ!!! ใครจะไปลุกเราลงตั้งเชียงใหม่ให้เรายืนตลอดทางไม่มีทาง เมื่อยเป็นนะครับคนเรา

พอหลุดจากนครสวรรค์ได้ ทุกอย่างก็เงียบลง และความมืดก็เริ่มเข้ามาแทรก มองเห็นดวงจันทร์สว่างไสว หมอกเริ่มปกคลุมยอดหญ้าหนาขึ้นทุกที ๆ กลายเป็นภาพบรรยากาศที่สวยงามมาก แต่ไม่มีภาพมาฝากเพราะมันเป็นตอนกลางคืน ประกอบกับรถไฟวิ่งด้วย ทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพได้เลยแต่พยายามจะเล่าแบบพรรณาให้ เห็นภาพแล้วกัน

และแล้วความต้องการของผู้ที่ขึ้นมาภาคเหนือของสยามประเทศก็ได้สมหวัง เมื่ออากาศที่หนาวเย็นโชยมากระทบใบหน้า และร่างกายเมื่อขบวนรถเข้าสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ ผมออกไปนั่งบริเวณรอยต่อระหว่างโบกี้รถ บริเวณประตูทางขึ้น – ลง เพื่อรับอากาศหนาวได้อย่างเต็มที่ ยิ่งบรรยากาศสองฝั่งทางนั้นเยี่ยมยอดไม่มีที่ติ ขบวนวิ่งผ่านภูเขาลูกแล้ว ลูกเล่า ทำให้ชวนนึกตระหนักได้อย่างหนึ่งว่าเส้นทางแถวนี้เปลี่ยวมาก และห่างไกลชุมชนมาก ถ้าเกิดว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ความช่วยเหลือคงเข้ามาไม่ทันแน่ ๆ กอปรกับสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ ที่บอดสนิทเพราะพื้นที่บริเวณนั้นถูกภูเขากั้นสัญญาณไว้

ผมยังคิดต่อไปอีกว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ว่ามีคนเป็นโรคหัวใจ และโรคเกิดประจำตัวกำเริบขึ้นมา จะช่วยกันยังไง เพราะว่าแต่ละสถานีห่างกันมาก ๆ คงตายก่อนได้ไปเที่ยวแน่ ๆ ผมอยากแนะนำคนที่เป็นโรคประจำตัวไม่ควรไปเที่ยวรถไฟ ถ้าไปก็ควรมียารักษาโรคนั้น ๆ ที่คุณเป็นอยู่

และแล้วเมื่อผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์มาได้ก็เริ่มเข้าสู่จังหวัดแพร่ ที่นี่แหละครับที่ผมได้สัมผัสอากาศที่หนวเย็นจริง ๆ และเมื่อรถไฟยิ่งเคลื่อนเข้าไกล้ทิศเหนือมากเท่าไรอากาศยิ่งหนาวเย็นลงเท่านั้น และแล้วรถไฟก็มาถึงที่สถานีรถไฟเด่นชัย จังหวัดแพร่

สถานีนี้มีคนลงเยอะมาก หลาย ๆ คนลงรถไฟไปด้วยอาการที่อ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด และต่างโทรศัพท์บอกญาติให้มารับที่สถานี ร่างกายอ่อนล้าเพราะว่าบางคนยืนมาจากกรุงเทพฯ ตอนบ่ายสองครึ่งและรถถึงจังหวัดแพร่ประมาณตี 3 ยอมรับเลยครับคนที่ยืนมาทรหดอดทนมาก แต่ถ้าเป็นผมคิดแทนเขาผมว่าคุ้มนะครับเพราะได้กลับบ้านสมใจนึก และฟรีด้วย

                เมื่อรถออกผมหันมามองในโบกี้ที่ผมนั่ง และมองทะลุช่องประตูระหว่างโบกี้ไปในหลาย ๆ โบกี้ ปรากฏว่าแทบทุกคนได้นั่งแล้วครับเพราะว่าสถานีนี้คนลงเยอะจริง ๆ อย่างที่บอกไป

                เมื่อรถออกจากเด่นชัยทีนี้เราก็เหมือนถึงโค้งสุดท้ายของการเดินทางแล้วครับ เพราะรถกำลังเคลื่อนเข้าสู่จังหวัดลำปาง (หนาวมาก) ทางรถไฟระหว่างเด่นชัยถึงลำปางนั้นค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียว เพราะรางรถไฟของประเทศไทยวางได้เท่ากันดีมาก (ประชด) วางเอียงไปเอียงมา บางครั้งเอียงจนนึกไปว่ารถจะตกรางรึเปล่า และระหว่างเคลื่อนเข้าสู่ลำปางนั้น รถผ่านหุบเขา และเหวมากมาย ทั้งขึ้นเขา ลงห้วย ต่าง ๆ (น่ากลัวดี) ตอนนี้แหละครับอากาศนั้นเริ่มเย็นมากขึ้นอีก ถึงขนาดสั่นกันเลยทีเดียว

                เอาล่ะในที่สุดเราก็เข้ามาสู่ตัวจังหวัดลำปาง มองออกไปไกล ๆ เห็นโรงไฟฟ้าแม่เมาะใหญ่โตมโหฬารมาก แสงสว่างตั้งเด่นอยู่ไกล ๆ เมื่อรถจอดที่สถานีนครลำปางแล้ว รู้สึกว่าสถานีรถไฟนี้ใหญ่มาก ๆ ใหญ่กว่าทุก ๆ จังหวัดที่ผ่านมา ก้เลยได้ถามผู้รู้ว่าทำไมถึงใหญ่กว่าสถานีอื่น ได้ความว่า เมื่อก่อนนั้นสถานีรถไฟนครลำปางนั้น เป็น ฮับ (HUB) ขนส่งที่เป็นศูนย์กลางของภาคเหนือสมัยรัชกาลที่ 5 และได้รู้อีกว่า สถานีรถไฟนครลำปาง เป็นสถานีเดียวที่ได้ใช้คำว่า “นคร” ขึ้นต้นชื่อจังหวัด

                สภาพโดยทั่วไปของสถานีนี้ค่อนข้างเก่ามาก และโทรมมาก เนื่องจากไม่ได้รับการพัฒนาที่ดี และเห็นว่าทางจังหวัดเองก็อยากอนุรักษ์สถานที่นี้ไว้ให้เหมือนเดิมที่สุด ดูย้อนยุค แต่ผมว่าน่าจะดีกว่าถ้าทำให้ดูดีด้วย และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของการรถไฟของลำปางน่าจะได้ความรู้มากกว่านี้ ให้คนทั่วไปมาดูมีประโยชน์กว่าเยอะ

ระหว่างรถจอดที่สถานีนครลำปาง ก็เริ่มมีแม่ค้า พ่อค้าขึ้นมาขายขิงบนขบวนรถอีกแล้ว แต่ดีที่ว่ามีกาแฟ และปาท่องโก๋ขายไว้กินต้อนรับอรุณ เพราะตอนนี้ตี 4 แล้วครับ ระหว่างที่รถจอด จอดนานผิดสังเกต ผมก็ถามผู้รู้คนลำปางว่า ทำไมรถถึงจอดนานกว่าปกติ ได้คำตอบว่า รอหัวรถจักรอีกหัวหนึ่งวิ่งมาต่อท้ายขบวน เพื่อดันตัวรถขึ้นเขา เพราะลำพังหัวรถจักรคันหน้าอย่างเดียวไม่มีกำลังพอในการลากขบวนรถขึ้นเขา น่าตื่นเต้าไหมครับ ช่วงนี้เป็นช่วงอันตรายที่สุดของการเดินทางเลยก็ว่าได้ ทั้งเหวลึก ผ่าช่องเขา เข้าถ้ำขุนตาล แต่ก็น่าตื่นเต้นดีครับ ทำเอา นอนไม่หลับเลยครับ

                เมื่ออกจากลำปางแล้วตัวรถได้เคลื่อนเข้าสู่จังหวัดลำพูน ซึ่งก็เช้าแล้ว รับแสงแดดแรกบนขบวนรถไฟฟรีเพื่อประชาชน บรรยากาศสองฝั่งทาง เต็มไปด้วยต้นข้าว และทุ่งหญ้าที่ลมพัดไสวไปมา กอรปกับแสงแดดยามเช้าที่ออกสีส้ม ส่องมาปะทะต้นข้าวสีเหลือง อยากให้เห็นเองครับ บรรยายไม่ถูก เพราะว่าสวยเกินบรรยาย

                เอาล่ะรถได้วิ่งผ่านตัวจังหวัดลำพูนแค่แป๊ปเดียว แล้วก็เคลื่อนเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ ลืมบอกไปว่ารถไฟถึงลำพูนตอน 6 โมงเช้า และแล้วรถไฟก็เริ่มลดความเร็ว และเทียบเข้าจอดในชานชาลาของสถานีรถไฟจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเวลา 7 โมงนิด ๆ ผิดเวลาที่บอกในตั๋วไปประมาณ 2 ชั่วโมง นี่ไงครับที่บอกว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

                ประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟของผมครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดินทางที่โหดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ กว่า 17 ชั่วดมงที่นั่งรถออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงตอนบ่าย 2 ครึ่ง และถึงสถานีเชียงใหม่ในเวลา 7 โมงเช้า ถ้านั่งเครื่องบินก็คงถึงนิวยอร์คไปแล้วครับ แต่นี่รถไฟ ถึงเชียงใหม่ได้ก็บุญแล้ว

                อยากฝากใครก็ได้ที่ทำงานการรถไฟ หรือญาติใครที่ทำงานการรถไฟฝากบอกด้วยว่า ควรรักษาเวลามากกว่านี้ และควรรับจองตั๋วแค่มีที่นั่งพอ ไม่ต้องมายืนแออัดกัน   ส่วนสภาพรถไฟโดยทั่วไปถือว่พอใช้ได้ทั้งความสะอาดของโบกี้ และห้องน้ำ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผมว่าถ้าไม่คืดมาก นั่งเรื่อย ๆ ดุบรรยากาศ 2 ฝั่งทาง ผมว่าควรจะไปลองสักครั้งนะในชีวิต และเมื่อถึงที่หมายคุณจะนั่งยิ้มและบอกตัวเองว่า ...ที่หลังผมจะไม่มารถไฟอีกตลอดชีวิต ล้อเล่นครับ คิดว่ามาผจญภัยหาความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับชีวิต มาดูวิถีการเดินทางของคนที่ไม่ค่อยมีเงินกัน ว่าเขาลำบากยังไง ทีหลังจะได้ใช้เงินอย่างประหยัดลงบ้าง เพื่อไม่ต้องลำบากในภายภาคหน้า

                เป็นไปได้ผมอยากให้ใครก็ได้ที่ได้มีโอกาสได้รับเลือกเข้ามาเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม น่าจะมาลองนั่งบ้าง นั่งแบบชาวบ้านนั่งจริง ๆ ไม่ได้มานั่งในฐานะ รมต. แล้วคุญจะได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับไปพัฒนาการเดินทางได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่คุณไม่ทำให้มันดีขึ้น เพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของคุณ ที่ทำให้แค่นี้ก็มากพอแล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ลาออกไปเถอะครับ ผมสงสารชาวบ้านที่ไม่มีเงิน ไม่มีค่ารถพอที่จะนั่งเครื่องบิน หรือรถทัวร์ ถ้าเขามีทางเลือกเขาคงไม่นั่งรถไฟหรอก เพราะทั้งช้า ทั้งเมื่อย ทั้งเหนื่อย เอาเวลา 17 ชั่วโมง ไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ

                ผมยังมองไม่ออกว่าเรื่องนี้มัน Happy time ตรงไหน แต่อย่างน้อยได้เล่าประสบการณ์การใช้บริการรถไฟฟรีเพื่อประชาชน ที่รัฐบาลงัดเอามาใช้เป็นนโยบายประชานิยม แต่ผมว่านะ อย่าไปคิดมากเลย แค่บรรยากาศ 2 ฝั่งทาง คุณก็ไม่ต้องคิดไปเที่ยวไกลถึงสวิตเซอแลนด์แล้ว เมืองไทยก็มีให้ดูครับ 

               

 

 

 

 

               


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 21/11/2008 เวลา : 07.51 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟรี ... เสียตังค์นั่งรถไฟ เพื่อนเก่าที่คุ้นเคยมานาน ... เพิ่งเขียนถึงเรื่องของการนั่งรถไฟสายอีสานใต้ไปค่ะ ...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30