พิมพ์หน้านี้
|
มีท่านนึงตั้งกระทู้ได้น่าสนใจยิ่งนักในเว็บพันธุ์ทิพย์ ผมเลยเกิดความรู้สึกอยากตอบจังเลย ท่านถามไว้ว่า นิพพานมีจริงหรือป่าว ? ผมมีปัญาหาอยู่ในใจมากเลย ในความคิดเห็นของผมนั้นมั่นใจมากว่าตายแล้วสูญ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเวียนว่ายตายเกิด เพราะฉะนั้นมันต้องไม่มีอยู่จริง ใช้สามัญสำนึกคิดดู แน่นอนมันไม่มีอยู่จริง ตายแล้วสูญเราก็เหมือนสัตว์โลกอื่นๆที่เกิดมาแล้วก็ต้องตายไป ดังนั้นก็ไม่มีทางไหนที่นิพพานจะมีจริง เพราะตายแล้วสูญ ผมไม่ชอบมากที่มีคนมักมาเถียงแบบถูไถไปเรื่อย ยอมรับกันสักทีเถอะว่าคิดไปเอง ไม่ต้องมาตอบแบบเปรียบเปรยนะว่านิพพานคือความสุขถ้ามีความสุขก็นิพพานแล้ว แล้วคนมาบอกว่าต้องปฏิบัติเองแล้วจะรู้มันไม่มีเหตุผลเลย ถ้ามันมีอยู่จริงคนไปเห็นแล้วมาบอกเอาเหตุผลมาให้ดู ตรึกตรองด้วยตนองก็จะพอทราบได้ อย่างเช่นว่าสมมุติคุณไม่เคยเห็นภาพถ่ายโลกจากนอกโลก เป็นทรงกลมมาก่อน แต่มีคนมาบอกคุณว่าโลกกลมนะ คุณก็ใช้เหตุผลมาพิจารณาว่าโลกกลมนั้นสามารถอธิบายปรากฎการกลางวันกลางคืนได้ อธิบายเรื่องนำขึ้นนำลงได้ อธิบายการเห็นพระอาทิตย์ในเวลากลางวัน และเห็นดวงจันทร์ เวลากลางคืนได้ แค่นี้คุณก็เชื่อได้แล้วว่าโลกมันกลม แล้วอย่างนิพพานหล่ะ มันสมเหตุสมผลหรือ ก็ถ้าตายแล้วสูญแค่นี้ก็ขัดกับการมีอยู่ของนิพพานแล้ว นิพพานก็มีอยู่แต่ในพระไตรปิฎก ไม่มีอยู่จริงหรอก คุณลองคิดดูดีดีทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ยอมรับความจริงเสียที อย่าหลงผิดไปจนตายเลยนะ ถ้าคนจะมาอภิปรายกับผมกรุณาเขียนด้วยว่าตายแล้วสูญหรือไม่สูญและก็อธิบายการมีอยู่จริงของนิพพานมา ไม่เอากำกวม ไม่เอามาด่าว่าผมโง่นะ คุยกันด้วยเหตุและผล จะรอคำตอบครับ ปล.มันเจ็บใจมากที่เราเห็นอะไรชัดแจ้งอยู่แล้ว แต่คนอื่นกลับมองไม่เห็น ผมตอบท่านไปว่า ก่อนอื่น ท่าน จขกท. คาดหวังว่า " ถ้าคนจะมาอภิปรายกับผมกรุณาเขียนด้วยว่าตายแล้วสูญหรือไม่สูญและก็อธิบายการมีอยู่จริงของนิพพานมา ไม่เอากำกวม ไม่เอามาด่าว่าผมโง่นะ คุยกันด้วยเหตุและผล จะรอคำตอบครับ" ในขณะที่คำของท่าน ( ผมขออนุญาตตอบทีละคำตอบเลยนะครับ ) " เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเวียนว่ายตายเกิด " - อย่าตอบว่าเราครับ มีแค่ท่านในขณะที่พิมพ์ ท่านรู้ได้เช่นไรว่าคนอื่นเค้าคิดแบบที่ท่านคิด " เพราะฉะนั้นมันต้องไม่มีอยู่จริง ใช้สามัญสำนึกคิดดู แน่นอนมันไม่มีอยู่จริง ตายแล้วสูญเราก็เหมือนสัตว์โลกอื่นๆที่เกิดมาแล้วก็ต้องตายไป " - ท่านเล่นพูดเองเออเองเอาง่ายๆเลยนะครับ สามัญสำนึกที่ท่านว่า อยู่แค่ในระดับจิตสำนึกทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง แต่นิพพานนั้นเป็นสัจธรรม หาใช่ปรัชญา สัจธรรมคือไม่สามารถถกเถียงต่อได้ เป็นความจริงโดยบริบูรณ์ แต่ปรัชญานั้นเถียงกันคอเป็นเอ็ม เพราะ ไม่ใช่ความเป็นจริงโดยแท้ ตัวอย่างเช่น สัจธรรมคือ เกิดมาต้องตาย แต่ปรัชญาคือ ตายแล้วไปไหน แน่ล่ะ คนนึงบอกไปสวรรค์ คุณบอกตายแล้วสูญ ผมบอกนิพพานมีจริง อย่าเพิ่งตั้งแง่นะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อครับ " ตายแล้วสูญเราก็เหมือนสัตว์โลกอื่นๆที่เกิดมาแล้วก็ต้องตายไป " ประโยคนี้ก็เช่นกันครับ เป็นปรัชญาล้วนๆ คือมีความเห็นส่วนตัวแทรกมาน่ะครับ "ตายแล้วสูญ" ไงครับ " ผมไม่ชอบมากที่มีคนมักมาเถียงแบบถูไถไปเรื่อย ยอมรับกันสักทีเถอะว่าคิดไปเอง ไม่ต้องมาตอบแบบเปรียบเปรยนะว่านิพพานคือความสุข " - นี่ก็ปรัชญา " แล้วคนมาบอกว่าต้องปฏิบัติเองแล้วจะรู้มันไม่มีเหตุผลเลย ถ้ามันมีอยู่จริงคนไปเห็นแล้วมาบอกเอาเหตุผลมาให้ดู ตรึกตรองด้วยตนองก็จะพอทราบได้" - นิพพานคือสภาวะไร้ตัวตน ไม่ใช่แก้วเบียร์ที่จะยกมาให้เห็น ถามว่า คุณเห็นเชื้อโรคไหมครับ ลองถามดู แล้วคุณหาคำตอบเอา ว่าโลกเรามีเชื้อโรคไหมครับ ทางที่จะเห็นเชื้อโรค คือต้องใช้เครื่องมือ คือกล้องจุลทรรศน์ในการส่องดู แล้วคุณจะเห็นเชื้อโรคครับ เทียบกับนิพพาน หากคุณบอกไม่มีนิพพาน คุณเคยใช้เครื่องมือคือการปฏิบัติวิปัสสนา ดูใจตนเองมั้ย ถ้าไม่เคยคุณก็คือคนที่บอกคนอื่นว่า ไม่มีเชื้อโรคอยู่นะ แต่ก็ไม่เคยนึกจะส่องดู นี่คุณลองดูตนเองสิครับ แล้วคุณเอาเหตุผลไรมาบอกว่า เชื้อโรคไม่มี ลองทำตามดูครับ คุณบังคับได้มั้ยให้ตนเองหลับตานิ่งๆ 1 นาที เอาแบบใน 1 นาทีนี้ ห้ามขยับตัวเลยนะ ถ้าคุณทำได้ ผมจะกราบคุณเลย เพราะกายคนเรานั้นไม่มีวันนิ่งได้ คุณลองจับท้องคุณสิ มันเคลื่อนตลอดเวลาตราบเท่าที่คุณหายใจเข้าไปครับ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า " อิริยาบถ ปิดบังความทุกข์ และสัจธรรมที่แท้จริงของมนุษย์ " คุณนั่งสมาธืดูสิ สัก30 นาทีผ่านไป คุณจะปวดแสนสาหัส มนุษย์ทั่วไป ทำได้คือการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ เมื่อยก็ไปเข้าสปา ทำทุกอย่างให้กายสบาย แต่ไม่เคยคิดว่าเมื่อเกิดความสบาย คุณลองเปรียบกับตอนมันปวดสิ นั่นแหละ มันทำให้คุณคิดได้นะว่า เอ้อ เมื่อกี๊ปวด ตอนนี้หายปวด ใจสบายขึ้น แต่มันไม่เที่ยงปวดได้ก็หายได้ ร่างกายเราบังคับไม่ได้นี่หน่า นี่คือสภาวะปัญญา นำไปซึ่งการหลุดพ้นคือนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่วางใจจากเหตุทุกอย่างได้แล้วโดยใจไม่สุขและทุกข์ เข้าใจสภาวะตามสัจธรรม แต่เกิดมีคนเถียงว่า ร่างกายเราบังคับได้สิ เมื่อก็บังคับให้เปลี่ยน คุณลองมาคลุกคลีกับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายกับผมมั้ย มาเป็นอาสาสมัคร เวลาเห็นผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส คุณจะเข้าใจว่า ที่ทรงตรัสว่า " สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ " เป็นปรัชญาหรือสัจธรรม ถ้าคุณวางใจไม่เป็นแล้ว ทำตามใจตน ไม่เคยคิดหรือพิจารณา กาย ใจ ของตนเองแล้ว เมื่อเวลาที่คุณเกิดโชคร้ายเป็นผู้ป่วยเหล่านั้น คุณลองบอกตัวเองสิว่า คุณจะทำอย่างไร ในสถานการณ์ที่แม้แต่ฉีดมอร์ฟีนก็ระงับไม่ได้ หากสิ่งที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไป ทำให้คุณเกิดความขุ่นเคืองใจ ก็ขออโหสิมาด้วยนะครับ แต่อยากให้เข้าใจว่า ทำไปเพื่อความรักในเพื่อนมนุษย์ที่มีให้แก่กัน คุณแม่ผมเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ผมตั้งใจอุทิศเวลาเท่าที่มีช่วยเหลือท่านผู้ป่วยอื่นๆเหล่านั้น ให้ท่านได้เข้าใจว่า อย่าประมาทและมัวเมาในทุกข์ เมื่อวานก็เพิ่งคุยกับท่านเศรษฐีท่านนึง นามสกุลสุจริตกุล ท่านบอกชอบนั่งสมาธิ แต่นั่งไม่ไหวปวดมาก เลยไปซื้อเก้าอี้ราคาแสนหกมานั่ง แล้วก็เกิดปัญญาว่า เก้าอี้ที่นุ่มสบาย ถ้านั่งนานๆ ไม่ขยับก็ปวดเช่นเดียวกัน เค้าช่างโง่ยิ่งนักไปซื้อเก้าอี้ราคาแสนหก สรุป นิพพาน คือ ทุกขัง - เป็นทุกข์ อนิจจัง - ไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ อนัตตา - ไร้ตัวตน ใครบอกอัตตา ลองเดินดูสิ แล้วช่วยแสดงภาพที่เดินผ่านมาเมื่อกี๊ด้วย ถ้าอัตตาจริงนะ โลกนี้คงทับซ้อนด้วยภาพทั้งหมด ไม่มีที่อยู่แล้ว ที่ท่านเห็นถนนโล่งตอนเที่ยงคืน เพราะมันเป็นอนัตตา ( อันนี้ แค่เทียบให้เห็นภาพนะครับ ที่จริง มันก็ไม่ได้ความหมายนี้หรอกน่ะ ) ทั้งนี้เพิ่งกลับจากการปฏิบัติธรรมมา ระหว่างปฏิบัติ ได้พบเพื่อมนุษย์ชาวคริสต์ มอร์มอน ซิกส์ อิสลาม ก็มานั่งวิปัสสนา แต่ตอนสวดมนต์เค้าก็ทำตามประเพณีของเค้านะ ดูแล้วชื่นใจดีแท้ครับ ขอบพระคุณท่านเจ้าของกระทู้นะครับ ที่ตั้งคำถาม ดีๆ คมๆ มาให้ตอบครับ เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ครับ ลองพิจารณาด้วยสติของท่านเทอญ.........ขอท่านทั้งหลายมีความเห็นที่ถูกต้องด้วยเถิด สาธุ.... |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||