พิมพ์หน้านี้
|
ต่อจาก Blog ที่แล้ว คัดลอกจากบท สัมภาษณ์พิเศษในนิตยสารสกุลไทย ฉบับเดือน กรกฏาคม 2008 โดย พิชามญชุ์ ชัยดรุณ เรื่องคดี DDI นี่ยาวมาก แล้วมันก็มาเชื่อมกับเรื่องซีแอลด้วย ดิฉันเป็นคนแรกที่พยายามจะใช้ซีแอลกับยาตัวนี้ เพราะมันเจ็บใจไงว่าเราก็ใช้ไม่ได้ซักที ก็เลยไปตั้งแคมป์กันหน้ากระทรวง ผู้ป่วยเอดส์ทั้งหมดไปประท้วงกันอยู่หลายวันจนผู้ป่วยเป็นไข้ไปตามๆกัน ตอนนั้นดิฉันก็เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีบิล คลินตัน คลินตันก็ตอบว่าเรายินดีให้สนับสนุนผู้ป่วยเอดส์ไทยได้รับยา แต่ตัวแทนของเขาก็เขียนมาที่กระทรวงพาณิชย์ว่าเธออย่าทำอะไรนะ ถ้าทำก็จะตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า ตอนนั้นดิฉันโดนหนังสือพิมพ์ด่านะคะว่าน่าจะลาออกจากองค์การไปซะ ทำไมทำตัวเป็นอีแอบอยู่ในงานราชการ ไปทำตัวเป็นเอ็นจีโอ ไปเที่ยวต่อสู้ต่างๆ คือมันผิดตรงไหน ผิดอะไรที่ไปต่อสู้ให้คนจน แล้วดิฉันก็ไม่เคยเอาเวลาราชการไปทำ ตอนที่ไปนั่งประท้วงกันนั่นดิฉันลาพักร้อนนะคะ และการที่เราได้ไปสัมผัสผู้ป่วยเอดส์เหล่านี้เราก็เห็นใจและสงสารเขา บางทีก็เป็นทุกข์ร้อนแทนเขาเวลาถูกคนรังเกียจมากๆ ดร.กฤษณา ลาออกจากองค์การเภสัชกรรม ในปี พ.ศ.2544 โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการคือ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม เธอกล่าวว่าเหตุผลที่ลาออกจากราชการในครั้งนั้น มีเพียงเหตุผลเดียวคือ คำสัญญา มาจากคำสัญญาที่เราให้กับทวีปแอฟริกา เรานี่ไม่ใช่ตัวดิฉันเองนะคะ แต่คือรัฐบาลไทย ที่สัญญาไว้ว่าจะไปช่วยเขาผลิตยาต้านเอดส์ ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันก็เป็นคนเขียนโครงการเองเพราะเป็นคนชอบทวีปนั้นมาก เคยไปแอฟริกาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษ ชอบสัตว์ ชอบธรรมชาติ พอเราทำยาเอดส์ได้ในปี 1995 ก็มองว่าเราน่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศยากจนในแอฟริกา ก็เลยเสนอไปที่องค์การอนามัยโลก ภาคพื้นแอฟริกา เขาก็เชิญดิฉันไปคุยว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง พอไปถึง เขาก็บอกว่าช่วยกันเขียนโครงการหน่อยสิ ให้ประเทศไทยถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปสอนเขาผลิตยา ก็เขียนไปที่กระทรวงสาธารณสุขของเรา ทางกระทรวงก็เลยเอาเป็นนโยบาย แล้วก็เอาไปพูดที่ที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกที่เจนีวาว่าประเทศไทยจะช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีปแอฟริกา ก็เป็นที่ชื่นชมมาก แต่พอมาถึงเมืองไทยมันไม่เป็นอย่างนั้นนะคะ ตัวรัฐมนตรีก็คงอยากให้เกิด แต่ตัวองค์กรก็มีปัญหา คือว่าเขาอยากเอายาไปขายมากกว่าไปช่วย ดิฉันก็เสียใจมาก ผิดหวังว่าทำไมแค่นี้เราช่วยเขาไม่ได้ เพราะว่าคนแอฟริกาเขาไม่มีโอกาสจะมาต่อสู้หรือแข่งขันกับเราอยู่แล้ว พอถึงเวลาก็ไม่มีใครไปเลยค่ะ ก็เลยตัดสินใจว่าถึงอยู่ในองค์การฯ ก็ต้องไปคนเดียว เพราะฉะนั้นออกเสียเลยดีกว่า ก็คนเดียวเหมือนกัน แล้วเราก็ไม่มีภาระอะไร งานก็เสร็จแล้ว ที่ต่อสู้มาทั้งหมดก็คือให้ผู้ป่วยได้รับยา โดยเฉพาะแม่และเด็ก ผู้ป่วยเอสด์ทุกคนในประเทศไทยได้รับยาหมดแล้ว คือถ้าเราทำงานโดยไม่หวังตำแหน่งหรือหวังเงินเดือน แล้วเราจะอยู่ทำไมอีก ก็ทำหมดแล้ว ก็ไม่ถึงขนาดว่าช่วยแก้ปัญหาทั้งประเทศได้ แต่ที่เราอยากทำ เราได้ทำหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปช่วยที่อื่นบ้าง ก็แค่นั้นเอง .. ดิฉันก็คงเร่ร่อนอยู่อย่างนี้ เร่ร่อนต่อไปในแอฟริกา ติดตามต่อ Blog หน้า
|
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |