| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
หรือสายลมจะหลงทาง...กลางเวียงจันทน์ . (THE LOST WIND IN VEING-CHAN) ......... (เรื่องเล่าจากสายลมร่อนเร่...สู่ถนนมิตรภาพอีกสายหนึ่งในเวียงจันทน์) """""""""""""""""""""""" หนองคาย, 29 ธ.ค. 49, 17.30 น. สายตาที่ทอดผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวคู่นั้นดูหม่นเหงา...มองเหม่อคว้างอยู่ในเงามัวของตะวันที่เริ่มชิงพลบ ฉากม่านฟ้าสีเทาคืบคลานมาห่มคลุมระลอกคลื่นน้ำ แลดูระบัดไหวพริ้วพราย....ในห้วงบรรยากาศยามเย็นกลางฤดูหนาวเช่นนี้...ถึงแม้ตะวันจะหรี่แสงลับลงมากแล้ว...แต่สายน้ำโขงเบื้องหน้าก็ยังคงเปล่งรัศมีเข้มขลังและยังไหลนิ่งทรนงเป็นปกติวิถี...
ฉันเหลียวกลับไปมองเส้นทางที่เพิ่งสัญจรผ่านมา พลันหวนคิดไปถึงคำพูดและบทเพลงของ น้าหมู...พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ในช่วงเวลาหนึ่งราวกลางปี 2537 บนเวทีคอนเสิร์ตกลางเมืองเวียงจันทน์ ครั้งวาระเฉลิมฉลองสะพานมิตรภาพแห่งนี้ พงษ์เทพเอ่ยรำพันไว้ว่า อยากจะสร้างสะพานรักเชื่อมร้อยดวงใจอ้ายไทย-น้องลาว ฉันเห็นพ้องดีงามกับ กวีศรีชาวไร่ ผู้นี้อย่างหมดใจ และหากมีวันนั้นจริง...ฉันจะรีบอาสาเป็นมดงานตัวหนึ่ง...ที่ร่วมอยู่ในแรงงานสร้างสะพานรักเส้นนั้นอย่างปลาบปลื้มลืมเหนื่อยแน่นอน... แม้ไม่มีพยาน...คำมั่นหรือสัญญา อย่ารอเวลาให้ล่วงเลย ร่างกายจะร่วงโรย... จงโบกโบย โผบินแม้เหน็บหนาว ใช่ว่าเรา จะจากกันนิรันดร์ไป..... (เพียงลมพัดผ่าน : น้าหมู, พงษ์เทพ) เวียงจันทน์กำลังโบกมืออำลาแก่ฉัน พร้อมโปรยยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยค่อยห่างเลือนลับหายจากสายตา เหลือทิ้งไว้เพียงรอยทางแห่งความหลังและความทรงจำที่ประทับตรึงแน่นอยู่กลางใจ... ฉันสัญญาในใจตัวเองว่าไม่ช้าก็เร็ว....เราคงได้พบกันอีกครั้ง...
ขอนแก่น, 26 ธ.ค. 49 ฉันเริ่มนึกทบทวน...ขณะนั่งรถย้อนจากเวียงจันทน์กลับสู่หนองคาย... .. เมื่อราว 52 ชั่วโมงที่แล้ว-เวลาเที่ยงวัน ฉันยังคงฝังรกรากอยู่ที่ขอนแก่น...ถอยร่นไปไกลกว่านั้นอีก 24 ชั่วโมง ฉันฝากร่างตัวเองไว้ที่ร้อยเอ็ด กลางวงเก็บตกงานมงคลสมรสของเพื่อนสนิท ด้วยความปลาบปลื้มยินดีในมิตรภาพชั่วนิรันดร์ของคู่บ่าว-สาว ฉันและเพื่อนนั่งละเลียดกับข้าวเคล้ากับแกล้ม...กระทั่งล่วงบ่ายจึงเริ่มขยับย้ายมาซุกหัวนอนที่ขอนแก่น.... .. ถึงขอนแก่นเมื่อบ่ายคล้อยค่ำ...ฉันขับรถมุ่งตรงเข้าสู่รั้วมอดินแดง...การได้กลับคืนสู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกครั้ง ทำให้ฉันรู้สึกคล้ายกำลังเดินทางสู่แผ่นดินเกิด...เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ในรั้วแห่งนี้นานเฉียดครึ่งทศวรรษ...มิคิดรวมถึงว่า...ฉันได้แวะเวียนไปตรวจทานชีพจรอีกนับครั้งไม่ถ้วน...แม้จะจบการศึกษาไปนานโขแล้ว... .. วันวัยครั้งฉันยังอยู่ในฤดูกาลศึกษา...ดอกคูนสีเหลืองลออเป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่....ในหน้าร้อนแล้ง....พวกมันจะพร้อมใจกันผลิสะพรั่งบานห่มคลุมถนนทุกเส้นสายในมอ...ดุจพรมผืนใหญ่มองหวานนุ่มละมุนตา....หิ่งห้อยน้อยแสงริมราวอุทยานเกษตร ฯ ยังมีให้อวดแสงน้อยระยิบระยับ....คู่รักนักศึกษาหลายต่อหลายคนมักชวนกันมาชี้ชมอยู่เสมอ สานความผูกพันบทแรกให้ก่อกำเนิดขึ้น และแม้ที่นี่จะเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกคูน...แต่ใครหลายคู่ในขณะนั้น...อาจมองไม่เห็นดอกไม้ใดงดงามเท่า "ดอกรัก" ซึ่งกำลังเบ่งบานอยู่ในใจ.... ..
มอดินแดงที่ฉันเห็นวันนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปไม่น้อย....เส้นทางระหว่างขับรถไปส่งเพื่อนสู่ห้องซ้อมดนตรีแถบหลังมอ...ฉันพบภาพของหอพักและร้านค้าใหม่ๆ ผุดขึ้นมาเบียดเสียดหนาแน่นมากขึ้น...บางช่วงมีกำแพงยาวเหยียดทึบทะมึน...ราวจงใจจะสร้างกั้นประกาศเขตปัญญาชนกับชาวบ้านร้านตลาด และต้นไม้หลากพันธุ์ซึ่งเคยสร้างความร่มรื่นก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด...
ฉันได้แต่แอบภาวนาให้บ้านเก่าแห่งนี้...หันมาใส่ใจดูแลตัวเองให้งดงามดังเดิม...อย่าเติบโตอย่างเร่งร้อนราวคลั่งอารยะวัตถุ กระทั่งกลายเป็นไร้ระเบียบแหลกเละในกาลรุ่นต่อมา...คิดหวังได้เพียงเท่านั้น...ฉันก็บ่ายหน้าหันกลับมาหาที่พัก ณ "โรงแรมขวัญมอ" และด้วยความอ่อนล้าจากอาการเริงร่าในงานมงคลเมื่อคืนที่ล่วงผ่าน...ทั้งคิดเผื่อออมแรงไว้ตระเวนเมืองเวียงจันทน์ในวันพรุ่ง...คืนนี้ฉันจึงตัดใจงดภารกิจรำลึกความหลังทั้งปวง เว้นวางการทัวร์ราตรีเมืองหมอแคน และหลังไขประตูสู่ห้องพัก...ในทันทีที่หัวสัมผัสหมอน...ฉันก็หลับไหลไปอย่างไม่แยแสเข็มนาฬิกา... .. ขอนแก่น, 27 ธ.ค. 49 อากาศหนาวยามเช้าที่ขอนแก่นคล้ายจะตรึงร่างฉันไม่ให้ขยับลุกจากที่นอนได้ง่ายๆ....ลองเบนสายตาสะลึมสะลือมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังเห็นหมอกบางเบาคลอเคลียซุกซบกับกิ่งก้านของต้นหางนกยูง...แต่กลิ่นกาแฟกรุ่นหอมและไข่กะทะร้าน "เอมโอช" ก็ยั่วเย้าน่าปรารถนาแรงกว่า...ฉันเลยแข็งใจลุกบิดขี้เกียจ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองตั้งแต่เช้าตรู่...
ครั้นอิ่มหนำจากมื้อเช้า...ก็ถึงเวลานัดหมายพบปะเพื่อนฝูงอีกครั้ง..... ระหว่างนั่งดื่มกินสนทนา ฉันคิดไปเองแบบผิวเผิน...ว่าเส้นทางช่วงระหว่าง ขอนแก่น-หนองคาย นั้นดูเหมือนจะไม่ไกลนัก ทั้งยังเคยสัญจรผ่านไปมามากกว่าหนึ่งครั้ง อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งอุ่นใจก็เพราะว่าวันนี้จะมีเพื่อนชาวไทยมารอรับอยู่ที่ด่านฝั่งลาว... ฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอื่นใดที่ฉันควรเร่งรีบ... และเอาเข้าจริง...กว่าฉันจะดึงตัวเองออกจากบ้านกินถิ่นเก่าได้ เวลาก็ล่วงผ่านบ่ายสองโมงไปแล้ว หากแต่ฉันก็มีข้ออ้างที่มักจะเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่า อยากอยู่สนทนาและเยี่ยมยามถามข่าวลูกสาวที่น่ารักน่าชังของเพื่อนนาน ๆ...
.. บนเส้นทางสายมิตรภาพ....ของเหลวรสชาติขมปร่าที่รินผ่านขวดสีเขียว ด้วยความเอื้อเฟื้อของบรรดาเพื่อนผู้แสนดี (หนึ่งในนั้นคือ...ซามูไรพ่อลูกอ่อน มือซ้ายประคองลูก ขณะมือขวาประคองแก้วสีอำพัน) กำลังชำแรกซึมผ่านทุกส่วนของร่างกาย สายตาที่พร่ามัวอยู่แล้วก็เริ่มมืดมนหนักมากขึ้น ฉันฝืนขับรถได้สักพักก็ต้องเปลี่ยนให้มืออาชีพที่ยินดีมาส่งและส่องทางขับเคลื่อนแทน เราคุยกันบ้างเงียบบ้างตลอดเส้นทางประมาณ 170 กม.สู่หนองคาย..ฉันล่องลอยไปกับความคิดของตัวเอง คืนนี้นกขมิ้นจะบินโบกไปถึงถิ่นใด ?
หนองคาย, 27 ธ.ค. 49, 17.25 น. สายลมหลงทางผ่านมา ดอกหญ้าข้างทางสั่นไหว ก็คงไม่ต่างกับใจ . หวั่นไหวยามพบอ้ายนี้ คนบ่เคยมีฮัก ถูกใจถามทักเป็นปี ที่อ้ายทำกับใจนี้ บ่ฮู้คือฮักหรือบ่ (คือฮักหรือบ่ : ต่าย อรทัย) เสียงเพลงจากวิทยุบริเวณด้านที่นั่งข้างคนขับแว่วคลอมาเบาๆ...ห้วงเวลาที่เรานั่งยิ้มคนเดียว มักจะมีหลายคนเมียงมองมาด้วยความแปลกใจเสมอ เหมือนกับฉันที่กำลังครึ้มอกครึ้มใจอยู่ในขณะนี้ บนรถเมล์ข้ามด่าน หนองคาย-เวียงจันทน์ คับคั่งไปด้วยคนเดินทาง สาวหนุ่มหลายคู่หันมองมาด้วยมิตรภาพ เอ่ยปากทักถามและเอื้อเฟื้อแบ่งปันที่ทางให้กับเป้สัมภาระของฉัน ซึ่งหนักอึ้งและอัดแน่นไปด้วยหนังสือ ฉันกำลังสมมติตัวเองเป็นนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งที่ในชีวิตนี้ไม่เคยก้าวไปไหนพ้นเงาของตัวเองสักครั้งด้วยซ้ำไป... ..
... ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ฉันกระหืดกระหอบไปทำบัตรผ่านแดน ณ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย....เวลา 16.25 น. สำหรับข้าราชการที่มีวินัยควรจะปิดแฟ้มงานและเซ็นชื่อกลับบ้านได้อย่างสมเหตุสมผล แต่โชคก็ยังเข้าข้างฉัน...ผ่านขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็วและจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาท พร้อมแนบภาพถ่ายสองใบ ฉันก็ได้บัตรผ่านแดนทันเวลาอย่างฉิวเฉียด.... . ในช่วงระหว่างการรอทำบัตรเพียงชั่วครู่...เพื่อนที่มาส่งทางสะกิดให้ดูระเบียบการข้ามแดนไปฝั่งลาว ข้อแรกระบุว่าห้ามออกนอกเขตกำแพงนครเกิน 25 กม. แต่ท่าทางฉันคงจะเชื่องช้างุ่มง่ามจนไม่ทันใจ เพื่อนที่หวังดีจึงสะกิดอีกครั้งพร้อมยิ้มซ่อนเลศนัย บอกว่าที่อยากให้อ่านคือข้อที่ห้า.... . ฉันลดสายตาลงต่ำ ข้อความตรงนั้นบอกไว้ชัดเจนว่า...ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในเขตประเทศลาวโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะโดนลงโทษอย่างหนักหน่วง......โอ้ ! ฉันหัวเราะขำครืน สำลักความหวังดี นี่ถ้าไม่มีเพื่อนผู้เข้าใจและมองการณ์ไกลเช่นนี้มาส่ง...ชีวิตข้างหน้าจะเป็นเช่นใดหนอ ? ... เส้นทางข้ามจากด่านสู่ด่านระหว่างไทย-ลาวไม่ไกลนัก แต่ก็มากพอให้ฉันนั่งคิดอะไรได้หลายอย่าง...ก่อนการเดินทางฉันพลิกหนังสือหลายเล่ม เพื่อฝากข้อมูลบางส่วนลงในความจำ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ฉันคิดและนึกออกยามที่จะมาเยี่ยมเยือนลาว ย่อมจะเป็นบทเพลง ดวงจำปา ที่แสนคุ้นเคย โอ๋ ดวงจำปา เวลาซมดอก คิดถึงบ้านซ่อง มองเห็นหัวใจ เฮานึกขึ้นได ในกลิ่นเจ้าหอม . (ดวงจำปา : คาราวาน) แรกรู้จักยามเด็ก...ฉันก็ไม่รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงประจำชาติลาว และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จำปาลาว ก็คือ ลั่นทม หรือ ลีลาวดี ดอกไม้อันงดงามหวานเศร้า หากกลับถูกใครหลายคนหมางเมินเพราะชื่ออันไม่เป็นมงคลของมัน เพียงแต่ฉันซาบซึ้งตรึงใจกับท่วงทำนองเพลงและเนื้อหาที่ซึ้งโศก แท้จริงแล้วเพลง ดวงจำปา ก็คือ เดือนเพ็ญ ในแบบฉบับของชาวลาวนั่นเอง
เนื้อเพลงที่ผุดพรายขึ้นมาระหว่างเส้นทางสั้น ๆ อีกหนึ่งเพลง เป็นเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ ของ สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งเคยคุ้นหูมาตั้งแต่ยังเด็กเช่นกัน โอ้ เวียงจันทร์ แดนนี้ฉันเคยได้ไป โอ้ เวียงวิไล แดนที่ฉันนั้นเคยได้พัก เจอะคนรัก ณ ที่เวียงราตรี (เวียงราตรี : สุรพล สมบัติเจริญ) ฉันได้แต่แอบหวังลึก ๆ ในใจ หากคืนนี้นกขมิ้นไม่หลงทางไปไกลนัก คงจะได้ไปเยี่ยมเยือน เวียงราตรี และที่นั่นอาจจะมีอะไรรอให้ฉันไปพบเจอ...
เวียงจันทร์, 27 ธ.ค. 49, 18.10 น. หลังจากเจอะเจอกับเพื่อนนักธรณีวิทยาชาวไทย (ผู้ซึ่งมาฝังหัวใจไว้กับงานสร้างเขื่อนบนฝั่งลาว เพราะกลับฝั่งไทยก็ไม่มีใครรอคอย) ซึ่งมารอรับที่ด่านพร้อมกับทีมงาน...นะ และ จิต คนขับรถรูปหล่อและแม่ครัวแสนสวยประจำไซต์งาน ถูกแนะนำให้ฉันรู้จัก พร้อมหน้าตาเจือรอยยิ้มและอัธยาศัยอันดีของทั้งคู่ แม้ว่าจะต้องควบรถเก่าบุโรทั่งไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยการขุดถมและยานพาหนะอันคับคั่งเข้าสู่เขตกำแพงนครเวียงจันทน์... ... และในที่สุด...เจ้าพาหนะเก่าเก็บมันก็แผลงฤทธิ์จริงอย่างที่ฉันคิดกลัว...ระหว่างการจอดติดไฟแดงอันยาวนาน เครื่องรถก็วูบดับลง กลุ่มสาวลาวบนรถสองแถวคันหน้าพร้อมใจกันอมยิ้ม ฉันแอบเดาว่าพวกเธอน่าจะเอาใจช่วยเราบ้าง เพราะเมื่อหนุ่มนะคนขับลงไปขยับอุปกรณ์หน้ารถอยู่พักเดียว รถก็พลันติดได้ดังเดิม พร้อมกับรอยยิ้มและนิ้วโป้ที่ถูกยกชูขึ้นมาจากผู้สาวลาวบางคน คล้ายจะหยอกเอินพวกเราว่า คักอีหลีเด้ออ้าย เวียงจันทน์ฉากแรก...เปิดตัวต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เพื่อนรีบจัดแจงหาที่พักริมน้ำโขง และเมื่อตกลงปลงใจแล้ว...เราก็ต้องยิ้มให้กันอีกครั้งในระหว่างการเดินเข้าที่พัก เพราะชื่อโรงแรม มงคล ที่เราเลือกพักในคืนนี้นั้นแสนจะคุ้นหู ก็มันเหมือนชื่อเพื่อนรักอีกคนซึ่งเพิ่งจะร่วมหอลงโรงในงานมงคลสมรส...ก่อนการมาเที่ยวลาวของฉันนั่นเอง ช่างบังเอิญอะไรเช่นนั้น.... (มีต่อตอน 2 ภาคกลางคืนครับ)
|