• ก้อนหินรำพัน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : RACHATA_GEO@YAHOO.COM
  • วันที่สร้าง : 2007-09-09
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 29121
  • จำนวนผู้โหวต : 441
  • ส่ง msg :
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



more
วันอังคาร ที่ 11 กันยายน 2550
หรือสายลมจะหลงทาง...กลางเวียงจันทน์...
Posted by ก้อนหินรำพัน , ผู้อ่าน : 900 , 12:44:19 น.  
พิมพ์หน้านี้


หรือสายลมจะหลงทาง...กลางเวียงจันทน์

.

(THE LOST WIND IN VEING-CHAN)

.........

(เรื่องเล่าจากสายลมร่อนเร่...สู่ถนนมิตรภาพอีกสายหนึ่งในเวียงจันทน์)

                                              """"""""""""""""""""""""

หนองคาย, 29 .. 49, 17.30 .

สายตาที่ทอดผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวคู่นั้นดูหม่นเหงา...มองเหม่อคว้างอยู่ในเงามัวของตะวันที่เริ่มชิงพลบ ฉากม่านฟ้าสีเทาคืบคลานมาห่มคลุมระลอกคลื่นน้ำ แลดูระบัดไหวพริ้วพราย....ในห้วงบรรยากาศยามเย็นกลางฤดูหนาวเช่นนี้...ถึงแม้ตะวันจะหรี่แสงลับลงมากแล้ว...แต่สายน้ำโขงเบื้องหน้าก็ยังคงเปล่งรัศมีเข้มขลังและยังไหลนิ่งทรนงเป็นปกติวิถี...

       ฉันเหลียวกลับไปมองเส้นทางที่เพิ่งสัญจรผ่านมา พลันหวนคิดไปถึงคำพูดและบทเพลงของ “น้าหมู...พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ” ในช่วงเวลาหนึ่งราวกลางปี 2537 บนเวทีคอนเสิร์ตกลางเมืองเวียงจันทน์ ครั้งวาระเฉลิมฉลองสะพานมิตรภาพแห่งนี้ พงษ์เทพเอ่ยรำพันไว้ว่า “อยากจะสร้างสะพานรักเชื่อมร้อยดวงใจอ้ายไทย-น้องลาว”  ฉันเห็นพ้องดีงามกับ “กวีศรีชาวไร่” ผู้นี้อย่างหมดใจ และหากมีวันนั้นจริง...ฉันจะรีบอาสาเป็นมดงานตัวหนึ่ง...ที่ร่วมอยู่ในแรงงานสร้างสะพานรักเส้นนั้นอย่างปลาบปลื้มลืมเหนื่อยแน่นอน... 

           “แม้ไม่มีพยาน...คำมั่นหรือสัญญา

อย่ารอเวลาให้ล่วงเลย 

ร่างกายจะร่วงโรย...

จงโบกโบย โผบินแม้เหน็บหนาว

ใช่ว่าเรา จะจากกันนิรันดร์ไป”.....

               (เพียงลมพัดผ่าน : น้าหมู, พงษ์เทพ)

       เวียงจันทน์กำลังโบกมืออำลาแก่ฉัน พร้อมโปรยยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยค่อยห่างเลือนลับหายจากสายตา เหลือทิ้งไว้เพียงรอยทางแห่งความหลังและความทรงจำที่ประทับตรึงแน่นอยู่กลางใจ... 

ฉันสัญญาในใจตัวเองว่าไม่ช้าก็เร็ว....เราคงได้พบกันอีกครั้ง...

ขอนแก่น, 26 .. 49

         ฉันเริ่มนึกทบทวน...ขณะนั่งรถย้อนจากเวียงจันทน์กลับสู่หนองคาย...

            ..

         เมื่อราว 52 ชั่วโมงที่แล้ว-เวลาเที่ยงวัน ฉันยังคงฝังรกรากอยู่ที่ขอนแก่น...ถอยร่นไปไกลกว่านั้นอีก 24 ชั่วโมง ฉันฝากร่างตัวเองไว้ที่ร้อยเอ็ด กลางวงเก็บตกงานมงคลสมรสของเพื่อนสนิท ด้วยความปลาบปลื้มยินดีในมิตรภาพชั่วนิรันดร์ของคู่บ่าว-สาว ฉันและเพื่อนนั่งละเลียดกับข้าวเคล้ากับแกล้ม...กระทั่งล่วงบ่ายจึงเริ่มขยับย้ายมาซุกหัวนอนที่ขอนแก่น....

..

         ถึงขอนแก่นเมื่อบ่ายคล้อยค่ำ...ฉันขับรถมุ่งตรงเข้าสู่รั้วมอดินแดง...การได้กลับคืนสู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกครั้ง ทำให้ฉันรู้สึกคล้ายกำลังเดินทางสู่แผ่นดินเกิด...เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ในรั้วแห่งนี้นานเฉียดครึ่งทศวรรษ...มิคิดรวมถึงว่า...ฉันได้แวะเวียนไปตรวจทานชีพจรอีกนับครั้งไม่ถ้วน...แม้จะจบการศึกษาไปนานโขแล้ว...

..

        วันวัยครั้งฉันยังอยู่ในฤดูกาลศึกษา...ดอกคูนสีเหลืองลออเป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่....ในหน้าร้อนแล้ง....พวกมันจะพร้อมใจกันผลิสะพรั่งบานห่มคลุมถนนทุกเส้นสายในมอ...ดุจพรมผืนใหญ่มองหวานนุ่มละมุนตา....หิ่งห้อยน้อยแสงริมราวอุทยานเกษตร ฯ ยังมีให้อวดแสงน้อยระยิบระยับ....คู่รักนักศึกษาหลายต่อหลายคนมักชวนกันมาชี้ชมอยู่เสมอ สานความผูกพันบทแรกให้ก่อกำเนิดขึ้น  และแม้ที่นี่จะเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกคูน...แต่ใครหลายคู่ในขณะนั้น...อาจมองไม่เห็นดอกไม้ใดงดงามเท่า "ดอกรัก" ซึ่งกำลังเบ่งบานอยู่ในใจ....

..

            

           มอดินแดงที่ฉันเห็นวันนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปไม่น้อย....เส้นทางระหว่างขับรถไปส่งเพื่อนสู่ห้องซ้อมดนตรีแถบหลังมอ...ฉันพบภาพของหอพักและร้านค้าใหม่ๆ ผุดขึ้นมาเบียดเสียดหนาแน่นมากขึ้น...บางช่วงมีกำแพงยาวเหยียดทึบทะมึน...ราวจงใจจะสร้างกั้นประกาศเขตปัญญาชนกับชาวบ้านร้านตลาด และต้นไม้หลากพันธุ์ซึ่งเคยสร้างความร่มรื่นก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด...

           

        ฉันได้แต่แอบภาวนาให้บ้านเก่าแห่งนี้...หันมาใส่ใจดูแลตัวเองให้งดงามดังเดิม...อย่าเติบโตอย่างเร่งร้อนราวคลั่งอารยะวัตถุ กระทั่งกลายเป็นไร้ระเบียบแหลกเละในกาลรุ่นต่อมา...คิดหวังได้เพียงเท่านั้น...ฉันก็บ่ายหน้าหันกลับมาหาที่พัก ณ "โรงแรมขวัญมอ" และด้วยความอ่อนล้าจากอาการเริงร่าในงานมงคลเมื่อคืนที่ล่วงผ่าน...ทั้งคิดเผื่อออมแรงไว้ตระเวนเมืองเวียงจันทน์ในวันพรุ่ง...คืนนี้ฉันจึงตัดใจงดภารกิจรำลึกความหลังทั้งปวง เว้นวางการทัวร์ราตรีเมืองหมอแคน  และหลังไขประตูสู่ห้องพัก...ในทันทีที่หัวสัมผัสหมอน...ฉันก็หลับไหลไปอย่างไม่แยแสเข็มนาฬิกา...

..

ขอนแก่น, 27 .. 49

       อากาศหนาวยามเช้าที่ขอนแก่นคล้ายจะตรึงร่างฉันไม่ให้ขยับลุกจากที่นอนได้ง่ายๆ....ลองเบนสายตาสะลึมสะลือมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังเห็นหมอกบางเบาคลอเคลียซุกซบกับกิ่งก้านของต้นหางนกยูง...แต่กลิ่นกาแฟกรุ่นหอมและไข่กะทะร้าน "เอมโอช" ก็ยั่วเย้าน่าปรารถนาแรงกว่า...ฉันเลยแข็งใจลุกบิดขี้เกียจ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองตั้งแต่เช้าตรู่...

       ครั้นอิ่มหนำจากมื้อเช้า...ก็ถึงเวลานัดหมายพบปะเพื่อนฝูงอีกครั้ง.....

       ระหว่างนั่งดื่มกินสนทนา ฉันคิดไปเองแบบผิวเผิน...ว่าเส้นทางช่วงระหว่าง “ขอนแก่น-หนองคาย” นั้นดูเหมือนจะไม่ไกลนัก ทั้งยังเคยสัญจรผ่านไปมามากกว่าหนึ่งครั้ง อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งอุ่นใจก็เพราะว่าวันนี้จะมีเพื่อนชาวไทยมารอรับอยู่ที่ด่านฝั่งลาว... ฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอื่นใดที่ฉันควรเร่งรีบ...

       และเอาเข้าจริง...กว่าฉันจะดึงตัวเองออกจากบ้านกินถิ่นเก่าได้ เวลาก็ล่วงผ่านบ่ายสองโมงไปแล้ว หากแต่ฉันก็มีข้ออ้างที่มักจะเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่า อยากอยู่สนทนาและเยี่ยมยามถามข่าวลูกสาวที่น่ารักน่าชังของเพื่อนนาน ๆ...

..

บนเส้นทางสายมิตรภาพ....ของเหลวรสชาติขมปร่าที่รินผ่านขวดสีเขียว ด้วยความเอื้อเฟื้อของบรรดาเพื่อนผู้แสนดี (หนึ่งในนั้นคือ...ซามูไรพ่อลูกอ่อน มือซ้ายประคองลูก ขณะมือขวาประคองแก้วสีอำพัน) กำลังชำแรกซึมผ่านทุกส่วนของร่างกาย สายตาที่พร่ามัวอยู่แล้วก็เริ่มมืดมนหนักมากขึ้น ฉันฝืนขับรถได้สักพักก็ต้องเปลี่ยนให้มืออาชีพที่ยินดีมาส่งและส่องทางขับเคลื่อนแทน เราคุยกันบ้างเงียบบ้างตลอดเส้นทางประมาณ 170 กม.สู่หนองคาย..ฉันล่องลอยไปกับความคิดของตัวเอง…คืนนี้นกขมิ้นจะบินโบกไปถึงถิ่นใด ?

                                        

หนองคาย, 27 .. 49, 17.25 .

            “สายลมหลงทางผ่านมา…

             ดอกหญ้าข้างทางสั่นไหว

     ก็คงไม่ต่างกับใจ….

     หวั่นไหวยามพบอ้ายนี้

     คนบ่เคยมีฮัก…ถูกใจถามทักเป็นปี

    ที่อ้ายทำกับใจนี้…บ่ฮู้คือฮักหรือบ่”

                    (คือฮักหรือบ่ : ต่าย อรทัย)

       เสียงเพลงจากวิทยุบริเวณด้านที่นั่งข้างคนขับแว่วคลอมาเบาๆ...ห้วงเวลาที่เรานั่งยิ้มคนเดียว มักจะมีหลายคนเมียงมองมาด้วยความแปลกใจเสมอ เหมือนกับฉันที่กำลังครึ้มอกครึ้มใจอยู่ในขณะนี้

บนรถเมล์ข้ามด่าน     “หนองคาย-เวียงจันทน์” คับคั่งไปด้วยคนเดินทาง สาวหนุ่มหลายคู่หันมองมาด้วยมิตรภาพ เอ่ยปากทักถามและเอื้อเฟื้อแบ่งปันที่ทางให้กับเป้สัมภาระของฉัน ซึ่งหนักอึ้งและอัดแน่นไปด้วยหนังสือ ฉันกำลังสมมติตัวเองเป็นนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งที่ในชีวิตนี้ไม่เคยก้าวไปไหนพ้นเงาของตัวเองสักครั้งด้วยซ้ำไป...

..

...

ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ฉันกระหืดกระหอบไปทำบัตรผ่านแดน ณ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย....เวลา 16.25 . สำหรับข้าราชการที่มีวินัยควรจะปิดแฟ้มงานและเซ็นชื่อกลับบ้านได้อย่างสมเหตุสมผล แต่โชคก็ยังเข้าข้างฉัน...ผ่านขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็วและจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาท พร้อมแนบภาพถ่ายสองใบ ฉันก็ได้บัตรผ่านแดนทันเวลาอย่างฉิวเฉียด....

.

ในช่วงระหว่างการรอทำบัตรเพียงชั่วครู่...เพื่อนที่มาส่งทางสะกิดให้ดูระเบียบการข้ามแดนไปฝั่งลาว ข้อแรกระบุว่าห้ามออกนอกเขตกำแพงนครเกิน 25 กม. แต่ท่าทางฉันคงจะเชื่องช้างุ่มง่ามจนไม่ทันใจ เพื่อนที่หวังดีจึงสะกิดอีกครั้งพร้อมยิ้มซ่อนเลศนัย บอกว่าที่อยากให้อ่านคือข้อที่ห้า....

.

ฉันลดสายตาลงต่ำ ข้อความตรงนั้นบอกไว้ชัดเจนว่า...ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในเขตประเทศลาวโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะโดนลงโทษอย่างหนักหน่วง......โอ้ ! ฉันหัวเราะขำครืน สำลักความหวังดี นี่ถ้าไม่มีเพื่อนผู้เข้าใจและมองการณ์ไกลเช่นนี้มาส่ง...ชีวิตข้างหน้าจะเป็นเช่นใดหนอ ?                                            

 

...

เส้นทางข้ามจากด่านสู่ด่านระหว่างไทย-ลาวไม่ไกลนัก แต่ก็มากพอให้ฉันนั่งคิดอะไรได้หลายอย่าง...ก่อนการเดินทางฉันพลิกหนังสือหลายเล่ม เพื่อฝากข้อมูลบางส่วนลงในความจำ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ฉันคิดและนึกออกยามที่จะมาเยี่ยมเยือนลาว ย่อมจะเป็นบทเพลง “ดวงจำปา” ที่แสนคุ้นเคย

        “โอ๋…ดวงจำปา เวลาซมดอก

        คิดถึงบ้านซ่อง มองเห็นหัวใจ

เฮานึกขึ้นได ในกลิ่นเจ้าหอม”….

(ดวงจำปา : คาราวาน)

        แรกรู้จักยามเด็ก...ฉันก็ไม่รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงประจำชาติลาว และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “จำปาลาว” ก็คือ “ลั่นทม” หรือ “ลีลาวดี” ดอกไม้อันงดงามหวานเศร้า หากกลับถูกใครหลายคนหมางเมินเพราะชื่ออันไม่เป็นมงคลของมัน เพียงแต่ฉันซาบซึ้งตรึงใจกับท่วงทำนองเพลงและเนื้อหาที่ซึ้งโศก แท้จริงแล้วเพลง “ดวงจำปา” ก็คือ “เดือนเพ็ญ” ในแบบฉบับของชาวลาวนั่นเอง…

            เนื้อเพลงที่ผุดพรายขึ้นมาระหว่างเส้นทางสั้น ๆ อีกหนึ่งเพลง เป็นเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ ของ  “สุรพล สมบัติเจริญ” ราชาเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งเคยคุ้นหูมาตั้งแต่ยังเด็กเช่นกัน

       “โอ้…เวียงจันทร์ แดนนี้ฉันเคยได้ไป

โอ้…เวียงวิไล แดนที่ฉันนั้นเคยได้พัก

เจอะคนรัก ณ ที่เวียงราตรี”…

       (เวียงราตรี : สุรพล สมบัติเจริญ)

         ฉันได้แต่แอบหวังลึก ๆ ในใจ หากคืนนี้นกขมิ้นไม่หลงทางไปไกลนัก คงจะได้ไปเยี่ยมเยือน “เวียงราตรี” และที่นั่นอาจจะมีอะไรรอให้ฉันไปพบเจอ...

                                            

เวียงจันทร์, 27 .. 49, 18.10 .

          หลังจากเจอะเจอกับเพื่อนนักธรณีวิทยาชาวไทย (ผู้ซึ่งมาฝังหัวใจไว้กับงานสร้างเขื่อนบนฝั่งลาว เพราะกลับฝั่งไทยก็ไม่มีใครรอคอย) ซึ่งมารอรับที่ด่านพร้อมกับทีมงาน...“นะ” และ “จิต” คนขับรถรูปหล่อและแม่ครัวแสนสวยประจำไซต์งาน ถูกแนะนำให้ฉันรู้จัก พร้อมหน้าตาเจือรอยยิ้มและอัธยาศัยอันดีของทั้งคู่ แม้ว่าจะต้องควบรถเก่าบุโรทั่งไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยการขุดถมและยานพาหนะอันคับคั่งเข้าสู่เขตกำแพงนครเวียงจันทน์...

...

         และในที่สุด...เจ้าพาหนะเก่าเก็บมันก็แผลงฤทธิ์จริงอย่างที่ฉันคิดกลัว...ระหว่างการจอดติดไฟแดงอันยาวนาน เครื่องรถก็วูบดับลง กลุ่มสาวลาวบนรถสองแถวคันหน้าพร้อมใจกันอมยิ้ม ฉันแอบเดาว่าพวกเธอน่าจะเอาใจช่วยเราบ้าง เพราะเมื่อหนุ่มนะคนขับลงไปขยับอุปกรณ์หน้ารถอยู่พักเดียว รถก็พลันติดได้ดังเดิม พร้อมกับรอยยิ้มและนิ้วโป้ที่ถูกยกชูขึ้นมาจากผู้สาวลาวบางคน คล้ายจะหยอกเอินพวกเราว่า “คักอีหลีเด้ออ้าย”…

             

เวียงจันทน์ฉากแรก...เปิดตัวต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เพื่อนรีบจัดแจงหาที่พักริมน้ำโขง และเมื่อตกลงปลงใจแล้ว...เราก็ต้องยิ้มให้กันอีกครั้งในระหว่างการเดินเข้าที่พัก เพราะชื่อโรงแรม “มงคล” ที่เราเลือกพักในคืนนี้นั้นแสนจะคุ้นหู ก็มันเหมือนชื่อเพื่อนรักอีกคนซึ่งเพิ่งจะร่วมหอลงโรงในงานมงคลสมรส...ก่อนการมาเที่ยวลาวของฉันนั่นเอง ช่างบังเอิญอะไรเช่นนั้น....

             (มีต่อตอน 2 ภาคกลางคืนครับ)

                                        


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 66
ธันวา21 วันที่ : 24/10/2007 เวลา : 14.05 น.
http://www.oknation.net/blog/planet
ความสุขสร้างได้..ด้วยตัวเราเอง

แวะมาเที่ยวคะ
ความคิดเห็นที่ 65
มูเสคี วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 13.46 น.
http://www.oknation.net/blog/green13


หันรูปแล้ว คึดฮอด กาลครั้งหนึ่งเคยขี่เรือไปหาเหล้าต้ม ฝั่งโขงแถวบ้านปากชม....คิดฮอดปรีชากันนิ นายเยี่ยมมากๆๆๆๆ geo หาได้ยากนะแบบนี้
เราเรียนกับก้อนหิน ก้อนหินสอนเราว่า ให้เราสงบ
เราเรียนจากก้อนศิลา ก้อนศิลาสอนเราว่า ให้เราสงบ
เราเหยีบยย่ำไปบนก้อนกรวด ก้อนกรวด สอนว่า ให้เรานิ่ง
เรานิ่งและสงบ เราไม่คิดหรอกว่าเราจะต้องชนะสรรพสิ่งทั้งปวง เพียงเรารู้ว่าเรานิ่ง เราก็สงบอันแท้จริง
ความคิดเห็นที่ 64
ฉันทนา...สาวโรเนียว วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 22.53 น.
http://www.oknation.net/blog/BaBaWiWi


เพิ่งได้เข้ามาอ่าน แล้วก็แอบเห็นวันที่ในการเดินทาง ... ช่วงนั้นก็อยู่ฟากฝั่งโน้นเหมือนกัน จะต่างก็ที่เป็นวันเวลาที่กำลังลาจากดินแดนที่งดงามด้วยวัฒนธรรมและธรรมชาติ เพื่อกลับมาสู่โลกแห่งความจริงที่ต่างจากฟากฝั่งโน้น ก่อนข้ามกลับมายังแอบสัญญากับตัวเอง สักวันต้องได้กลับไปเยือนเมืองฝั่งนั้นอีกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 63
aihu วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 21.38 น.
http://www.oknation.net/blog/aihu
การไม่ก้าวเดิน..ย่อมไม่ถึงซึ่งความหมาย

ยังไม่เคยไปลาวถึงเมืองหลวงเลยค่ะ แต่ขอนแก่นไปบ่อยมาก ๆ มอขอนแก่นก็เคยเข้าไปหลายครั้งค่ะ ยัยโอ๋ เพื่อนผู้น่ารักพาไปค่ะ
ความคิดเห็นที่ 62
นายขี้เมา วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 21.37 น.
http://www.oknation.net/blog/tham
รักกันไว้นะคนไทย "นายขี้เมา"

ไม่ได้ไปนาน เห็นภาพสวยขึ้นเยอะ
ความคิดเห็นที่ 61
trmoorati วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 21.21 น.
http://www.oknation.net/blog/trimoorati
ทุกเวลาและนาทีชีวิตต้องดำเนินต่อไป   ชีวิตที่หยุดนิ่งคือความตาย แต่ชีวิตที่ทำงานและเข้าใจชีวิตคือความสงบ   http://www.oknation.net/blog/real-ohm  http://www.oknation.net/blog/trimoorati  http://www.oknation.net/blog/Happytopofmind


อยากไปจัง ยังไม่เคยได้ไปเลย
ความคิดเห็นที่ 60
khunphai วันที่ : 30/09/2007 เวลา : 22.22 น.
http://www.oknation.net/blog/khunphai
...ตัวคนเดียว สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องเที่ยวไป...ตามใจเรา...

อยากไปเวียงจันทร์จังเลยคะ ถนนก็สวยนะดูว่างเปล่าจังเลย ขอบคุณคะที่นำมาฝากกันคะ
ความคิดเห็นที่ 59
littlewizard วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 19.37 น.
http://www.oknation.net/blog/littlewizard


มาดูภาพอันงดงามอีกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 58
..ขิงชมพู.. วันที่ : 17/09/2007 เวลา : 22.22 น.
http://www.oknation.net/blog/khingchomphuu

สวัสดีค่ะ
ตามมาเที่ยวด้วยนะคะ
ภาพสวย น่าเที่ยว
เขียนเรื่องราวชวนอ่านดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 57
แม่สีไฟ วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 08.00 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


ยินดีที่รู้จักคนรั้วสีอิฐอีกคนนะคะ

บรรยายได้สนุกดี
ทำให้แม่สีไฟคิดถึงเวียงจันทร์
อยากไปอีกสักครั้ง
สงสัยจะเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันเนาะ!
ความคิดเห็นที่ 56
kamolnum วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 15.05 น.
http://www.oknation.net/blog/kamolnum

ยังไม่เคยไปประเทศลาวเลยครับ ยังฝันอยู่ในใจว่า จะได้ไปเยือนซักครั้ง

รูปสวยดีครับ ชอบรูปดอกหางนกยูง กับ ดอกจำปาลาว เป็นพิเศษ เสียดายที่โอเคเนชั่นจำกัดไบท์สำหรับโพสท์รูปไปหน่อย

แล้วจะติดตามตอนต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 55
aomy วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 14.25 น.
http://www.oknation.net/blog/aomy

น่าไปเที่ยวจังคงจะบรรยากาศดีน่าดูเลย ช้างน้อย
ความคิดเห็นที่ 54
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 12.54 น.
http://www.oknation.net/blog/LOSTGEO

แฮ่ม...คุณ mylife และหลายคนแอบสงสัยถึงกฏข้อห้า...นั่นนะซีครับ...จะห้ามได้ฉันใดหนอ

จริงๆแล้ว..ตามความเข้าใจของผม ข้อนี้ไม่ใช่กฏหมายหรอกครับ เป็นคล้ายคำเตือนนักท่องเที่ยวพี่ไทยเรากันเอง...เพราะโทษที่โน่นหนักจริง (หากเกิดกรณีปัญหาขึ้นมา) ก็เตือนสติก่อนสตาร์ทให้บรรดางูเล็กงูใหญ่พึงสำรวมไว้หน่อย...แฮะ..แฮะ..

(ถ้าไปทำบัตรผ่านแดนที่หนองคายก็ลองอ่านกติกา มารยาทดูครับ...มีอีกหลายข้อ)
ความคิดเห็นที่ 53
mylife วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 12.16 น.
http://www.oknation.net/blog/mae23


ข้อห้าอ่ะ ห้ามมีเพศสัมพันธ์

แล้วจะห้ามยังไง

แล้วจะรู้ได้ยังไงเค้ามีหรือไม่มีกัน

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมค่ะ





ความคิดเห็นที่ 52
บัวบูชา วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 11.31 น.
http://www.oknation.net/blog/kaimoog
...บัวบูชา...


นี่เรื่องแรกหรือคะ(อ่านจากจำนวนเรื่องน่ะค่ะ)
เรื่องแรกดีขนาดนี้เลยเหรอคะ
ภาพสวย
บรรยายเยี่ยม
ชอบมากค่ะ.
//บัวบูชา แวะมาขอบคุณที่ไปเยือน
ความคิดเห็นที่ 51
นำผึ้งเดือนห้า วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 11.21 น.
http://www.oknation.net/blog/chicku

นี่แหละค่าธรรมชาติ
ความคิดเห็นที่ 50
salisa_j วันที่ : 15/09/2007 เวลา : 11.15 น.
http://www.oknation.net/blog/salisa
ฉันคนนี้...กับความรู้สึกดีดีที่อยู่ในใจ.....

แวะมาชื่นชมทั้งภาพและคำบรรยาย
สวยงามทั้งภาพงดงามทั้งภาษา
คงมีโอกาสสักครั้งที่จะได้ไปเยือนเวียงจันทร์
ในวันข้างหน้า
.............................
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและกำลังใจนะคะ