| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
คิดถึง "อาจินต์"....ย้อนเยือนถวิล.."มหาลัย เหมืองแร่"... ........... .
.. ปี พ.ศ. 2547 ...ปาดังเบซาร์...สงขลา กลางแดดบ่ายอันแสนระอุอ้าว...ห้วงหน้าร้อนเดือนมีนาคม...ฉันนั่งอยู่เหนือกองเศษซากหิน บนเหมืองแร่ร้างแห่งหนึ่ง...เหมืองเล็ก ๆ ที่ฝังตัวอยู่เกือบสุดแดนด้ามขวาน... .
.. ปี พ.ศ. 2492....เหมืองกระโสม..ตะกั่วป่า...พังงา
โชคชะตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ... พลิกผันนำพาให้เขาต้องเดินทางข้ามฟากจากโลกสีสันในเมืองกรุง ไปสู่โลกอันไกลแสนไกลในแถบถิ่นปักษ์ใต้....เขาจำต้องก้มหน้าไปใช้หนี้ความเหลวไหลในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย และระหกระเหินไปเพื่อพบว่า...งานที่ได้คือกรรมกรตีเหล็กลูกมือเจ๊ก กินค่าแรงวันละ 6 บาท . เด็กหนุ่มที่มีพ่อดำรงตำแหน่งข้าหลวงจังหวัด--อดีตลูกพระเกี้ยวอันสำอางโก้หรู มือบอบบางที่เคยจับแต่ปากกาอันมีเกียรติ ลากลายเส้นวิชาดรออิ้ง กลับกลายต้องมาจับค้อนหนักอึ้งเพื่อนั่งทุบถ่านหิน...และทุบตีอุดมคติของตัวเอง อาจินต์ ปัญจพรรค์...ในวัย 22 ปี คือเด็กหนุ่มคนนั้น...เขาเพิ่งถูกปฏิเสธจากคณะวิศวะ จุฬาฯ และต้องระเห็จไปตรากตรำกับงานเหมืองแร่...พร้อมด้วยปริญญาครึ่งใบที่ประทับตราพระเกี้ยว....แต่มันไม่มีความหมายใดเลยในเหมืองกันดารห่างไกลแห่งนั้น..... .
. ปี พ.ศ. 2547 . เปล่า...มิใช่เช่นนั้นเลย...ฉันมิบังอาจยกตัวเองไปเทียบกับมหาวิทยาลัยชีวิตของนักเขียนชั้นครูท่านนั้น หากเพียงแต่ฉากที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าฉันยามนี้ ทำให้อดคิดไปถึงเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ขึ้นมาไม่ได้ . ใช่..ต่อหน้าฉันขณะนี้คือ เหมืองแร่ดีบุก ที่มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก มันตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซียแค่เพียงราว 5 กม. ในแถบถิ่น ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา . ในอดีตที่นี่เคยเป็นกลุ่มเหมืองกระจุกอยู่ 7 เหมือง ใช้วิธีทำแร่แบบเจาะสายในหินแข็ง...แตกต่างกันเหลือเกินกับเหมืองแร่ของท่านอาจินต์...ที่นั่นมีเรือขุดลำใหญ่เดินเครื่องตลอด 24 ชม. ขุดแร่จากผืนดินไพศาล กินลึกและกว้างไปทุกบริเวณที่แร่หลุดลงไปสะสมตัว.. .
. แต่อดีตก็คืออดีต....ถึงแม้ว่าดีบุกจะเคยเป็นแร่ที่สำคัญที่สุดในสยามประเทศ ดำรงฐานะเป็นพี่เอื้อยในวงการแร่มาตั้งแต่โบราณกาล อีกทั้งเคยอยู่ในยุครุ่งเรืองมาเกินหลัก 100 ปี หากแต่ในปัจจุบัน....เหมืองแร่ดีบุกเหล่านี้ได้หยุดตัวลงอย่างสิ้นเชิง เพราะราคาแร่ที่ตกต่ำไม่คุ้มทุน และเหตุนี้เองที่ทำให้ฉันต้องขึ้นมาเยือนที่นี่...มายลเยือนเพื่อจะคาดคะเนว่า..เหมืองแร่เหล่านี้ยังสามารถจะฟื้นลมหายใจขึ้นมาได้หรือไม่ ? . หลังการเก็บข้อมูลตามหน้าที่ที่ควรทำ...ฉันย้ายตัวเองมานั่งพักหลบลมร้อนใต้ไม้ต้นเล็กเล็กที่ให้ร่มเพียงบางเบา...และเมื่อมองกลับไปที่เหมืองร้างอีกครั้ง...สิ่งที่ฉันเห็นคล้ายเป็นภาพซ้อนภาพ ตัวละครหลายบทบาทจากหนังสือได้หลุดออกมาสู่จินตนาการ ..
.. ปี พ.ศ. 2492 วันและคืนของชีวิตนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเหมืองแร่ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า..... . อาจินต์...ก้มหน้าทำงานอันต่ำต้อยเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาไม่ได้เป็นผู้ทำลายเกียรติของสถาบันเก่าแก่ที่เพิ่งจากมา...สถาบันอันหล่อหลอมให้เขามีเลือดสีชมพู . ไอ้ไข่...นั่งยิ้มหน้าทะเล้นอยู่เคียงข้างเขา...มันเป็นคนที่ไม่รู้จักความทุกข์โศก โดนดุก็ยิ้ม...โดนด่าก็ยิ้ม .
. นายฝรั่ง...ฝรั่งเหมืองแร่คนเดียวที่ใส่กางเกงขายาวทำงาน...เดินนำหน้าอาจินต์เพื่อตรวจงานบนเรือขุด และพร่ำสอนบอกความรู้นอกตำราที่ขุดขึ้นมาได้ไม่มีวันหมด โกต๋อง....เจ้าของร้านกาแฟที่มีความสามารถหลอกคนให้เป็นหนี้ และสุดยอดยิ่งขึ้นไปอีกในการหลอกคนให้ใช้หนี้ พี่จอน...ผู้ยิ่งใหญ่บนเรือขุด...ชายผู้ดุดันทั้งเรื่องกินเหล้าและการทำงาน แต่แฝงน้ำใจแบบคนจริง และที่นั่นเช่นกัน...ตาแดง...คนยามวัยชรา..กำลังอุ่นแกงจืดในปิ่นโต นั่งกินเหล้าถกปรัชญาหน้าควันไฟกับอาจินต์ พร้อมปลอบใจในวันอกหักว่า ความเลวไม่ต้องมีที่ระลึก อีกทั้งสารพันตัวละครที่มีชีวิตจริงและโลดแล่นบนเรือขุด ในโรงกาแฟประจำเหมือง....ทั้งตาหมา..ไอ้เถื่อน...ตาชื่น...และ ฯลฯ .
.
. ปี พ.ศ. 2547 ฉันใช้เวลาอยู่บนเหมืองแร่ร้างราว 4 ชั่วโมง....ก่อนไต่ทางย้อนลงจากภูเขากลับสู่พื้นราบริมชายแดนเบื้องล่าง...พลางยิ้มให้กับความทรงจำอันแสนสุขของตัวเอง เรื่องสั้นชั้นยอดเล่มนี้บอกสอนฉันไว้หลายอย่าง และฉันคงต้องเรียนรู้จากมันต่อไป .
. ปี พ.ศ. 2496...กรุงเทพฯ . อาจินต์เอาชีวิตไปคลุกข้นอยู่ในเหมืองแร่อยู่ 4 ปี...ไม่มีใบปริญญาจากสถาบันใดกลับมา เพราะไม่มีใครเชื้อเชิญให้เขาไปแม้แต่น้อย...เขาย่ำเท้าออกมาด้วยจำนวนเงินเท่ากับตอนเข้าไปครั้งแรกนั่นคือศูนย์บาท . แต่ระยะเวลาตลอดสามสิบปีต่อมา...เขาขุดความทรงจำในเหมืองแร่มาเรียงร้อยไว้บนหน้ากระดาษ และบัดนั้น...เมืองไทยก็ก่อเกิดนักเขียนชั้นตำนาน ดังที่เขาเคยประกาศไว้ว่า... ข้าพเจ้าได้ฆ่าวิศวกรของเมืองไทยไปคนหนึ่ง แต่...ข้าพเจ้าก็ได้สร้างนักเขียนคนหนึ่งขึ้นมาชดใช้ให้แก่เมืองไทยแล้ว .
.. ปี พ.ศ. 2550...กรุงเทพฯ ฉันหยิบเหมืองแร่มานั่งอ่านทวนอีกครั้ง....ภายใต้ร่มเงาของก้ามปูลำต้นหนาปุปะ...สักครู่ใหญ่จึงหยุดพักสายตา...และเริ่มย่างเท้าช้า ๆ ผ่านศาลาพระเกี้ยว...มุ่งหน้าไปสู่ตลาดสามย่าน.... .
ขออนุญาติและขอบคุณ...ภาพบางส่วนจาก http://www.siamzone.com/movie/m/2918/picture/ ?????? |