พิมพ์หน้านี้
|
( ข้อมูลจากหนังสือ การเมืองการปกครองไทยในรอบ 60 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย สถาบันพระปกเกล้า ) ศาลไทยที่เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการใน ปัจจุบัน อาจจัดเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร 1. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไทยจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยมีพัฒนาการมาจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรวม 7 ฉบับ บัญญัติให้มีองค์กรคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ โดยมิได้มีแนวความคิดที่จะจัดตั้งองค์กรศาลรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีการพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรมทางมหาชน จุดเริ่มแรกได้มีการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นข้อเสนอการปฎิรูปการเมืองไทยต่อคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (ค.พ.ป.) เมื่อปี พ.ศ. 2538 และได้มีการนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2540) แต่องค์ประกอบและที่มาของศาลรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอนั้นได้ถูกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร. ) ปรับเปลี่ยนไปมาก มาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 14 คน รวมเป็น 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นโดยมีอำนาจหน้าที่หรือที่เรียกว่าเขตอำนาจศาล ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ 2. ศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการองค์กรหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ทั้งนี้ตามมาตรา 271 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมายความว่า นอกจากศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครองชำนาญพิเศษตามเขตอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งศาลชำนาญพิเศษในระบบศาลยุติธรรมแล้ว ศาลยุติธรรมยังเป็นศาลทั่วไป ที่รับพิจารณาคดีพิพาทที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่นใดอีก เพื่อสอดคล้องกับหลักนิติรัฐที่ว่าคดีพิพาททุกคดีจะต้องได้รับการวินิจฉัยเยียวยาทุกข์ โดยองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ อำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรมได้มีการบัญญัติไว้ชัดเจนไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลชำนาญพิเศษต่างๆ ในระบบศาลยุติธรรม นับตั้งแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในระบบศาลเดี่ยวมีเพียงศาลสถิตยุติธรรมที่ใช้อำนาจตุลาการฟ้องร้องคดีและคดีอาญา(ส่วนคดีปกครองได้รับการปฎิบัติในรูปคดีแพ่งฐานละเมิดเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2543 ที่มีการจัดตั้งศาลปกครองชั้นต้น ) โดยได้มีการตราพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาการ พ.ศ. 2478 ได้ยกเลิกศาลคดีต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการได้เอกราชทางการศาลกลับคืนมา และแบ่งศาลยุติธรรมหรือศาลในกระทรวงยุติธรรมออกเป็น 3 ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลชั้นต้น แบ่งเป็นศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร และศาลชั้นต้นในต่างจังหวัดซึ่งเป็นศาลทั่วไป โดย ศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ (1.) ศาลแขวง เดิมเรียกว่า คาลโปริสภา ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พุทธศักราช 2478 จัดตั้งศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรี ขึ้นตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2478 มีอำนาจเช่นเดียวกับศาลโปริสภา ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2530 ได้เปิดทำการศาลแขวงพระนครใต้ ( ปทุมวัน ) ให้เป็นศาลสาขาของศาลแขวงพระนครใต้ และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ได้เปิดทำการศาลแขวงในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอีก 3 ศาล ได้แก่ ศาลแขวงพระโขนง ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงตลิ่งชัน ปัจจุบันได้ยกระดับฐานะศาลแขวงพระนครใต้(ปทุมวัน) ขึ้นเป็นศาลแขวงปทุมวัน โดยเปิดทำการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2538 ปัจจุบันมีศาลแขวงในกรุงเทพมหานครรวม 7 ศาล ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว (2.) ศาลแพ่งและศาลอาญา เดิมศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีล้มละลายทั้งปวง (นับแต่มีการจัดตั้งศาลล้มละลายกลาง เมื่อปี พ.ศ. 2542 ศาลแพ่งจึงมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งทั้งปวงเท่านั้น แต่คดีแพ่งที่มีการจัดตั้งศาลชำนาญพิเศษ เช่น คดีแรงงาน คดีเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ หรือคดีปกครองเชิงคดีภาษีอากรรวมทั้งคดีปกครองทั่วไป ทำให้เขตอำนาจของศาลแพ่งแคบลงไปมาก) ส่วนศาลอาญาเดิมเรียกว่า ศาลพระราชอาญา ทั้งศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตอำนาจตลอดจังหวัดพระนครและธนบุรี ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งและศาลอาญาธนบุรี พ.ศ.2520 ออกใช้บังคับโดยกำหนดให้จัดตั้งเพราะคดีความมาสู่ศาลแพ่งและศาลอาญาเพิ่มขึ้นมาก ห้องพิจารณาคดีมีไม่เพียงพอ การคมนาคมในกรุงเทพมหานครติดขัด ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีไม่ได้รับความสะดวก พร้อมกันนั้นได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่6) พ.ศ.2520 กำหนดให้ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี เป็นศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร ดังนั้นนับแต่ปี พ.ศ. 2520 ศาลแพ่งและศาลอาญาจึงมีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร เว้นแต่ท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรี ส่วนศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี มีเขตอำนาจในเขตคลองสาน เขตตลิ่งชัน เขตธนบุรี เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตบางขุนเทียน เขตภาษีเจริญ เขตราษฎร์บูรณะ และเขตหนองแขมต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้พ.ศ. 2532 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ด้วยเหตุผลเช่นเดิมโดยมีเขตอำนาจในท้องที่เขตบางรัก เขตปทุมวัน เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตสัมพันธวงศ์ เขตคลองเตย เขตประเวศ เขตสาทร และเขตบางคอแหลม ศาลชั้นต้นในภูมิภาค ได้แก่ (1.) ศาลแขวง ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับหัวเมืองพุทธศักราช 2478 ขึ้น โดยกำหนดให้มีศาลแขวงสำหรับต่างจังหวัด 7 ศาล ได้แก่ ศาลแขวงมีนบุรี ศาลแขวงกบินทร์บุรี ศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า ศาลแขวงหลังสวน ศาลแขวงเบตง แต่ต่อมาได้ตราพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงเหล่านี้ขึ้นเป็นศาลจังหวัดในปี พ.ศ.2499 รัฐบาลเห็นสมควรจัดตั้งศาลแขวงในต่างจังหวัดขึ้นอีก ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงรวม 17 ศาล ได้แก่ ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ศาลแขวงอุดรธานี ศาลแขวงชลบุรี ศาลแขวงนครราชสีมา ศาลแขวงสุรินทร์ ศาลแขวงอุบลราชธานี ศาลแขวงอุดรธานี ศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงเชียงใหม่ ศาลแขวงลำปาง ศาลแขวงพิษณุโลก ศาลแขวงนครสวรรค์ ศาลแขวงราชบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงนครศรีธรรมราช ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี และศาลแขวงสงขลา ในปีพ.ศ. 2532 ได้เปิดทำการศาลแขวงในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอีก 3 ศาล ได้แก่ ศาลแขวงสมุทรปราการ ศาลแขวงนนทบุรี และศาลแขวงนครปฐม ในปี พ.ศ. 2537 ได้เปิดทำการศาลสาขาของศาลแขวง คือ ศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย) รวมศาลแขวงในภูมิภาค 20 ศาล และศาลสาขาอีก 1 ศาล (2.) ศาลจังหวัด เป็นศาลชั้นต้นที่มีอยู่ทุกจังหวัดและอำเภอที่มีพลเมืองมากและอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัด ประกอบกับการคมนาคมไม่สะดวก ดังนั้นบางจังหวัดจึงมีศาลจังหวัดมากกว่า 1 ศาล ศาลจังหวัดมีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง นอกจากนี้ยังมีการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนไทยมีศาลจังหวัดชั่วคราวเคลื่อนที่ คือ ศาลจังหวัดขอนแก่น ( พล ) และศาลจังหวัดนครราชสีมา ( บัวใหญ่ ) และศาลสาขาของศาลจังหวัด คือ ศาลจังหวัดสีคิ้ว ( ปากช่อง ) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ( ทองผาภูมิ ) และศาลจังหวัดสกลนคร ( สว่างแดนดิน ) ปัจจุบันศาลสาขาดังกล่าวได้ยกฐานะเป็นศาลจังหวัดแล้ว เช่น ศาลจังหวัดพล ศาลจังหวัดบึงกาฬ ศาลจังหวัดบัวใหญ่ และศาลจังหวัดสว่างแดนดิน (ปี พ.ศ. 2537 ) ได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดนางรอง พ.ศ. 2537 แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดทำการศาลอย่างเป็นทางการ ) และในปี พ.ศ. 2539 ได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2539 มีเขตอำนาจตลอดท้องที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันปัจจุบันนี้ได้มีการเปิดศาลจังหวัดขึ้นใหม่ 8 ศาล ได้แก่ ศาลจังหวัดรัตนบุรี ศาลจังหวัดกันทรลักษณ์ ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู และศาลจังหวัดพัทยา เปิดทำการพร้อมกันเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ศาลจังหวัดสระแก้วเปิดทำการเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2543 ศาลจังหวัดนางรองเปิดทำการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2545 ศาลจังหวัดเทิงและศาลจังหวัดเดชอุดม เปิดทำการพร้อมกันเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ศาลชำนัญพิเศษ จัดตั้งอยู่ในศาลชั้นต้นในระบบศาลยุติธรรม เป็นอย่างไรพรุ่งนี้พบกันครับ สวัสดี |
| ภารกิจต่างๆ | ||
เรื่องราวการทำงานในทุกๆวัน |
||
|
View All |
||
| พิธีประทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 59 ปี 2549 | ||
พิธีประทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 59 ปี 2549 |
||
|
View All |
||