• Law222
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-16
  • จำนวนเรื่อง : 427
  • จำนวนผู้ชม : 68679
  • จำนวนผู้โหวต : 771
  • ส่ง msg :
พิธีประทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 59 ปี 2549

พิธีประทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 59 ปี 2549

View All
วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2551
“ความจริงใจ ”
Posted by Law222 , ผู้อ่าน : 167 , 15:10:59 น.  
พิมพ์หน้านี้


ในสภาวะที่บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย เต็มไปด้วยศึกสงครามแห่งการแก่งแย่งชิงดี ดังเช่นในยุคสมัย “สามก๊ก” ซึ่งเป็นมหากาพย์หน้าหนึ่งที่จารึกไว้ด้วยเลือดและน้ำตาในวังวนแห่งสงครามที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องนานกว่า ๑๐๐ ปี การดำรงไว้ซึ่งวิถีแห่งความอยู่รอดโดยปราศจากเงื่อนไขอันบริสุทธิ์ชนิดที่มิต้องเหยียบย่ำข้ามซากศพของผู้อื่นนั้น กลายเป็นอุดมการณ์อันเป็นไปได้ยากยิ่ง ดังนั้น ในสภาพการณ์เช่นนี้ การพบพานมิตรแท้ในฝ่ายตรงข้าม จึงถือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งกว่าแสวงหาเข็มน้อยในท้องทะเล ใครเล่าที่จะสามารถคบหาด้วยใจได้อย่างไว้ใจและวางใจ เพราะการเข้าหาฝ่ายตรงข้ามล้วนแฝงไปด้วยผลประโยชน์ของฝ่ายตนมาซ้อนทับมิตรภาพนั้นอยู่ด้วยเสมอ บางครั้งที่แลเห็นว่าเป็นมิตร แต่ในใจเขาอาจคิดร้ายอยู่ก็ได้ และบางครั้งก็มีไม่น้อยในแต่ละหน้าจารึกเรื่องสามก๊ก ซึ่งมีผู้ต้องตายน้ำตื้นเพียงเพราะอุบายยอดนิยม “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” นี่นับเป็นสำนวนสมัยใหม่ที่เข้ากับยุคสมัยเก่าเช่นสามก๊ก ที่แสดงให้เห็นว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”

แม้กระนั้น ต่อให้โลกกำลังจะถล่ม พิภพจะทลาย แต่สรรพสิ่งย่อมมีคู่ตรงข้ามอยู่ด้วยเสมอ ดังคำกล่าวว่า “แม้จะมีที่มืด แต่ก็มีมุมสว่างแอบเร้นอยู่ด้วย ” แม้ในสังคมสามก๊กจะมีคนที่เหมือนกับว่า “ไม่น่าคบ” อยู่เกลื่อนกลาดมากมายหลายรายชื่อในแต่ละหน้ากระดาษ แต่!...ก็ยังมีอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งในความเห็นเราแล้วถือเป็น “ผู้ที่คบหาได้ด้วยใจ มีไมตรีที่น่าเลื่อมใสบริสุทธิ์ ” แต่บางทีเพราะเขาซื่อมากจนเกินไปและหลงเกิดมาในยุคที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหมื่นเล่มเกวียน จึงกลายเป็นที่มาแห่งสมญานามในปัจจุสมัยว่า “จริงใจจึงถูกหาว่าเบาปัญญา ” กล่าวถึงตรงนี้ บางท่านที่อ่านอยู่อาจอุทานออกมาอย่างรู้แจ้ง แต่หากมือใหม่ยังไม่คุ้น เราก็ขอเฉลยนามท่านผู้นี้ที่อยู่ในสามก๊ก ซึ่งผู้มีความจริงใจใสซื่อที่สุดในยุคปั่นป่วนเช่นนั้น คงเป็นใครอื่นไปมิได้นอกจาก “ โลซก ” บุรุษผู้เป็นมิตรแท้แห่งกังตั๋ง ใครต่อใครในยุคนี้ต่างเห็นว่าคนเช่นเขาเป็นแบบที่คบหาได้อย่างสนิทใจ

ทว่า....สมัยนี้ ถึงแม้จะไม่มีสงครามดุเดือดเลือดพล่านอย่างในสามก๊ก แต่ผู้คนที่มีลักษณะแบบ “โลซก ” กลับหายากมากขึ้นทุกที นี่ก็แปลก!? สมัยนี้ไม่มีสงคราม แต่ผู้คนก็ยังประดับเหลี่ยมและมงกุฏกันแพรวพราว ราวกับขุนพลหรือกุนซือจะออกศึก

ฉายาที่ว่า “จริงใจจึงถูกหาว่าเบาปัญญา ” นี่ ถ้าเอาใจ “ โลซก ” มาใส่ใจเรา เรารู้สึกเหมือนชมแบบหลอกด่านะเนี่ย ประมาณว่าลูบศีรษะก่อนด้วยคำชมว่า “เจ้าน่ะ ช่างเป็นคนจริงใจน่าเลื่อมใสคบหาจริงๆ เลยนะ” จากนั้นแล้วก็ตบหลังดัง “ผั๊วะ!” ด้วยคำว่า “เอ็งนี่ฉลาดน้อยจริงๆ เขาหลอกคบอย่างนี้แล้ว ยังสมองเบาไปให้เขาหลอกอีก ” อันนี้ก็วิพากษ์กันไปตามความเห็นส่วนตัว หากท่านผู้เป็นต้นคิดสมญานามของโลซกดังว่ามานี้ มาเยี่ยมเยือนเจอเข้าด้วยบุพเพอาละวาดแล้วรู้สึกไม่ดี ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะต่างคนต่างความคิดและจิตใจ จึงนำเสนอไปด้วยแง่มุมที่ประสงค์นำเสนอ

การที่โลซกเป็นคนจริงใจ จนกลายเป็นว่าเขาคือ “คนจริงใจที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เป็นคนจริงใจ” เพราะจริงใจแล้วมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น ก็ค่อนข้างน่าเห็นใจนะที่การณ์แห่งความจริงใจของโลซกกลับกลายเป็นว่าต้องได้รับการกล่าวขวัญถึงแบบนั้น

เนื่องด้วยในสภาวการณ์ที่บ้านและเมืองกำลังสับสนอลหม่านการศึกติดพันอยู่ชนิดเพียงลืมตาก็พบเห็นไฟสงครามเสียแล้ว เหตุผลเพียงเล็กน้อยและเปราะบางอาจคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ชนิดที่เหตุผลความขัดแย้งบางประการตามไม่ทันความจำเป็นนั้นก็เป็นไปได้

ดังนั้น ครานี้เราลองมาหาเหตุผลแห่งความจำเป็นที่ต้องมี “โลซก บุรุษผู้คบหาด้วยใจอย่างมีไมตรีจิต” กันดีกว่านะว่าการที่โลซกเป็นคนจริงใจต่อการมาเยือนของพันธมิตรซุน&เล่า นี่ให้ผลดีอย่างไรบ้าง ?....

ความจริงใจของโลซกที่ให้ความช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษารวมทั้งแวะเวียนมาดูแลขงเบ้ง ผู้เป็นทูตสัมพันธไมตรีจากฝ่ายเล่าปี่ ซึ่งขงเบ้งมาเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างซุนและเล่าในการต้านทัพร้อยหมื่นของโจโฉที่ยกมาประชิดกังตั๋ง และศึกเซ็กเพ็กในครั้งนั้นก็ทำให้กังตั๋งอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้

อนึ่ง เรื่องที่โลซกวางตัวป็นนายประกันดินแดนเกงจิ๋ว ซึ่งประเด็นนี้ต่างเป็นที่โจษจันกันหนาแน่นว่าโลซกพลาดท่าเสียแล้ว จนแม้โลซกสิ้นใจ เกงจิ๋วก็ยังไม่ได้คืน ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงที่ว่าเกงจิ๋วได้คืนมาสู่ง่อก๊กอย่างสมบูรณ์ในภายหลัง ด้วยฝีมือแม่ทัพปราบเล่าปี่อย่างลกซุน แต่ในประเด็นนี้เป็นข้อดีที่สร้างจุดยืนของสามแผ่นดินขึ้นมาคานอำนาจซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย การให้ยืมเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นแก่เล่าปี่นั้น ทำให้พันธสัญญานี้นำไปสู่การขยายอำนาจปกครองออกเป็นสามแผ่นดิน กล่าวได้ว่าครบถ้วนในองค์แห่งสามก๊กตามความคาดหมายของซุนฮก โลซกและขงเบ้ง

การที่โลซกสามารถยืนหยัดพันธมิตรซุนเล่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่นด้วยการพยายามประนีประน้อมทั้งสองฝ่ายนั้น ถือได้ว่าให้ผลดีประการหนึ่งแก่ฝ่ายง่อก๊ก ที่ไม่ต้องสู้ศึกทั้งสองด้าน อย่างน้อยมีเพื่อนจ๊กก๊กอยู่ข้างๆ บ้างก็ยังอุ่นใจ แม้จะไม่สนิทใจดีเท่าใดนัก แต่ก็ยังพอคลายกังวลในการต้องมีศัตรูปะทุอยู่พร้อมกันถึงสอง จะสู้รบปรบมือกับฝ่ายใดก็ต้องหวาดระแวงการแทงข้างหลังของฝ่ายที่สามอยู่อย่างนั้น หากเป็นเช่นนี้แล้ว บ้านเมืองง่อก๊กก็อาจจะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร การมีพันธมิตรซุนเล่าจึงเป็นหนทางหนึ่งที่เหลือรอดให้หายใจได้อย่างมีทางหนีทีไล่ ไม่ต้องจนตรอกโดดเดี่ยวเดียวดายจนเกินไป

อนึ่งที่เราเห็นว่าโลซกเป็นผู้สัตย์ซื่อ จริงใจ ไว้ใจและวางใจได้นั้น เพราะดูจากอุปนิสัยแล้วเขาเป็นคนเถรตรง นิยมวิถีทางที่เที่ยงธรรม อาจมีบ้างที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในใจตนเอง ระหว่างความซื่อตรงซึ่งเป็นคุณธรรมในพฤติกรรมของเขาและหน้าที่ทางการเมืองที่โลซกจะละเลยเสียมิได้

โดยเฉพาะเมื่อต้องเป็นธุระช่วยเหลือทูตสัมพันธไมตรีอย่างขงเบ้งและพันธมิตรอย่างเล่าปี่ ที่ถูกลอบวางแผนสังหารทำลายล้างทั้งสองคนอย่างเงียบงัน ซึ่งในจุดนี้ก็คิดได้ว่าโลซกคงไม่ชอบวิธีการแบบ “เพชฌฆาตเงียบ” แสดงให้เห็นถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่เปิดเผย ตรงไปตรงมาอย่างจริงใจ คำไหนคำนั้น ไม่คิดหักหลังคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น ซึ่งไม่คุ้มกับผลที่พึงได้ในระยะยาว เพราะการคงอยู่ของทั้งเล่าปี่และขงเบ้งนั้น ถือได้ว่ามีความหมายต่อการกำเนิดคานอำนาจที่สามด้วย

อย่างนี้แล้วก็สื่อให้รู้ถึงวิสัยทัศน์ของโลซกที่มองการณ์ไกลได้อีกประการหนึ่ง หากถือว่าเขามีส่วนต่อการปูทางให้มีคานอำนาจที่กลับกลายเป็นสามส่วน คือ วุยก๊ก , ง่อก๊กและจ๊กก๊กได้นั้นเราว่าคงไม่ผิดไปจากนี้เท่าใดนัก และในจุดนี้เราเห็นว่านั่นคือวัฏจักรแห่งพีระมิด ที่ทั้งสามด้านต่างมีความกว้างเท่าเทียมกันในการถือสิทธิหรืออ้างเหตุผลเฉพาะตนเพื่อครองอำนาจแห่งแผ่นดินแทนฝ่ายตรงข้าม และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของกาลสมัยแห่งสงคราม ที่ยาวนานตราบชั่วรุ่นลูก , หลาน ต่อมาถึงเหลนด้วยอีกระยะหนึ่งโดยประมาณก็เกือบ ๑๐๐ ปี ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างจะพลันล่มสลายลงด้วยการเบิกศักราชใหม่ของราชวงศ์จิ้นแห่งตระกูลสุมา ( ซือหม่า ) นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยสามก๊กลงอย่างสิ้นเชิง

ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็เพราะความซื่อของโลซกนี่ล่ะ ที่ทำให้เขาดูเด็กลงไป เมื่ออยู่ต่อหน้าขงเบ้งที่หนุ่มกว่าแต่กลับมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงมากมายสารพัดสารพันรูปแบบ ชนิดที่โลซกบางครั้งยังติดเทอร์โบวิ่งตามไม่ทันขงเบ้งเสียทีเลยก็ว่าได้ การณ์จึงกลายเป็นว่าท่านโลซกช่างเหมือนเด็กน้อยใสซื่อ เมื่ออยู่ต่อหน้า “ลุงขงเบ้ง” ชายหนุ่มที่ทีท่าเทียบได้กับผู้ใหญ่ติดตั้งล้านเล่มเกวียนไว้กับตัวไปซะนี่

แต่จุดนี้แทนที่จะมองว่าโลซกเป็น “เจ้าบ้าตัวตลก” หรือ “คนเขลา” อะไรเทือกนี้ เรากลับรู้สึกว่าเขามีบุคลิกที่ซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อคิดอย่างไรก็แสดงออกไปอย่างนั้น

ในเวลาที่รู้ก็คือรู้ เมื่อไม่รู้ก็แสดงออกว่าไม่รู้ เขาไม่ได้บิดเบือนตัวตนแห่งความคิดอ่านในตนเองให้คนอื่นเห็นแปลกไปจนเสียสมดุลกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่อย่างแท้จริง ลักษณะตรงไปตรงมา เปิดเผย จริงใจนี้ เราว่าเป็นบุคลิกของคนที่เหมาะสมกับการขนานนามว่า “มิตรแท้ที่จริงใจ” เป็นอย่างมาก

ช่างน่าเสียดายไม่ว่ายุคสมัยใด กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปเพียงไหน มีหรือไม่มีสงคราม และแม้อดีตถึงปัจจุบัน มนุษย์ที่มีคุณลักษณะเช่น “โลซก” นี้ กลับมีเพียงน้อยนิด และหาตัวจับได้ยากยิ่งนัก ไม่ว่าในสังคมชนชั้นเช่นใดก็ตาม

“ความจริงใจ ” นับเป็นอุดมคติแห่งคุณสมบัติในตัวบุคคลที่น่ายกย่อง แต่เมื่อนำมาประกอบเทียบเป็น “ ความโง่เขลา ” เราก็รู้สึกเห็นใจท่านโลซกที่โดยแท้จริงแล้ว เขามีคุณความดีงามอยู่ในตนเอง แต่การณ์กลับกลายเป็นถูกตีตราว่าคือ “คนเขลาเบาปัญญา” นี่แหล่ะหนาที่เขาว่า “แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคำนินทา ” แต่กล่าวไปก็เท่านั้น จะห้ามการวิพากษ์เช่นนั้นอย่างไรได้ เพราะต่างคนต่างความคิดและจิตใจ จะปิดกั้นเสรีสิทธิ์อธิปไตยในความเห็นย่อมกระทำมิได้


เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น