| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
พิมพ์หน้านี้
|
หากเรามองย้อนหลังไปหาอดีต ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 เราจะพบว่า ไม่บ่อยครั้งนักที่พวกเราประชาชนชาวไทย จะมีโอกาสที่จะได้รับความเท่าเทียมกันอย่างจริงๆ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในสังคม หากเราศึกษาสังคมไทยดีๆ เราจะพบว่า สังคมของเรา มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมค่อนข้างสูง โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคม มีกลุ่มคนที่เราขนานนามว่า อภิสิทธิ์ชน อยู่ค่อนข้างมาก คนในสังคมมีการกำหนดชนชั้นระหว่างกัน เป็นเรื่องปกติ ไม่เชื่อคุณลองนึกย้อนไปถึงเวลา ที่คุณเจอะเจอบุคคลอื่นๆที่คุณไม่รู้จักมาก่อน แวบแรก.....คุณมักจะอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร ทำงานอะไร ฐานะทางสังคมเป็นอย่างไร รวยไหม เปรียบเทียบกับเราแล้วอยู่ระดับสูงหรือต่ำกว่าเรา ???? เมื่อคุณทราบแล้ว กระบวนการตัดสินใจของคุณก็มักจะให้ความยำเกรงกับคนที่คุณคิดว่าเขาอยู่ในระดับสูงกว่า และรู้สึกไม่ให้ความสนใจและให้เกียรตินัก หากทราบเขาอยู่ระดับต่ำกว่าคุณ
ความรู้สึกนี้มักจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยจะแสดงออกมาในลักษณะที่เกิดความกดดัน หรือกลัว หากรู้ว่าเขามีสถานะสูงกว่าเรา ขณะเดียวกันกลับรู้สึกสบายๆ และออกจะไม่ให้เกียรติ กับคนที่เราคิดว่าอยู่ระดับต่ำกว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นข้างต้น ไม่ใช่ความผิดของเราหรอกครับ แต่สังคมไทยได้หล่อหลอมให้คนไทย เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งหากมองในแง่ดีก็มีส่วนดีอยู่บ้าง เพราะการให้เกียรติกันย่อมเป็นเรื่องดีๆแน่นอน แต่มาระยะหลังๆ มันกลายพันธุ์ครับ เหตุผลที่กลายพันธุ์ เพราะคนเรามักจะตัดสินว่าคนอื่นอยู่ เหนือกว่า ต่ำกว่า หรือระดับเดียวกับเรา เพียงเปลือกนอก มองเพียงการแต่งกาย เครื่องประดับ การศึกษา แม้แต่วัตถุที่แสดงว่าคนเหล่านั้นร่ำรวย หรือเอาตำแหน่งหน้าที่ที่คนเหล่านั้นสวมหัวโขนอยู่ มาตัดสินใจ โดยลืมนึกไปว่า พวกเขาเหล่านั้น ก็คือคนๆหนึ่งในสังคม ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนๆกับเรา สุดท้ายก็ทำให้เกิดค่านิยมที่ว่า รวยแล้วดีไปหมด เงินซื้ออะไรได้ทุกอย่าง คนรวยทำอะไรไม่น่าเกลียด(ว่าไปนั่น..) หรือตำแหน่งหน้าที่ทางสังคมทำให้คนเป็นคนดี น่านับถือไปโดยปริยาย หรือเรียนสูงๆต้อง เก่ง และดี รวยแล้วไม่โกง ฯลฯ คนไม่ดีทั้งหลายที่มีอยู่ทุกสังคม เขาเรียนรู้ได้ว่า พวกเราคิดแบบไหน มีเหตุผลในการตัดสินแบบใด คนเหล่านั้น ก็แสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาใส่ตัว โดยการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ค้ายาเสพติด หรือ ทำสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อให้ตนเองร่ำรวย โดยหวังว่าเมื่อร่ำรวยแล้ว คนไทยก็จะยอมรับนับถือไปเอง .. บ้างก็แสวงหาตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นๆ โดยขาดซึ่งคุณธรรม เหยียบหัวผู้อื่นขึ้นไป หรือแม้แต่การเสนอตัวเข้าไปรับใช้ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือผู้มีอำนาจเพราะมีเงิน สังคมไทยก็เลยพิกลพิการมาตั้งแต่บัดนั้น... ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมมีมากขึ้นๆ ทุกขณะจิต คนดีๆบางคนเริ่มสงสัยในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่.... กิเลส และสิ่งเร้าในสังคมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน..... สุดท้ายคนดีๆ ก็คงค่อยๆหายไปจากสังคม ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมก็ยิ่งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ... 19 สิงหาคม 2550 เป็นวาระดีๆของพวกเราชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ความเท่าเทียมกันในสังคมจะบังเกิดขึ้นอีกครั้ง วันนั้น พวกเราทุกคน ไม่ว่า จน รวย ขาว ดำ หล่อ สวย ขี้เหร่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตำแหน่งสูงส่ง กรรมกร ชาวนา นายทุน ลูกจ้าง นายจ้าง คนพิการ ดอกเตอร์ หรือ จบแค่ชั้นประถม 4 ฯลฯ ทุกคนมีความเท่าเทียมกันหมด ความเท่าเทียมที่ว่า นั่นคือทุกคนมี 1 คะแนน ที่จะไปลงมติว่า จะรับ หรือ ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 1 คะแนนที่ว่า ไม่ได้มีความหมายเพียงแต่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน การลงประชามติเท่านั้น แต่มันมีนัยสำคัญว่า พวกเราทุกคนมีความเท่าเทียมกันจริงๆ
ปรากฏการณ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆนะครับ หลังจากนี้ก็ต้องรอวันเลือกตั้งครั้งต่อไปโน้น....ซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร... แล้วทำไมพวกเราไม่ใช้โอกาสนี้ ไปแสดงให้ทุกคนรู้ว่า ฉันกับเธอก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอกนะ โดยเฉพาะความเป็นคน ที่มีเหมือนๆกัน 19 สิงหา เข้าคูหา ใช้ความเท่าเทียมที่พวกเรามีให้คุ้มค่านะครับ
|