| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เช้าวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2550 ซึ่งควรเป็นเช้าที่ผมต้องนอนหลับยาว......เพื่อ..ตื่นนอนตอนสายๆ...มานั่งเสพข่าวสารจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่ผมเป็นสมาชิกมานานนมแล้ว... แต่ผมไม่ได้ทำครับ......พลาดได้อย่างไร....ผมไม่ได้พลาดครับ....แต่ผมเต็มใจที่จะตื่นตั้งแต่ ตีห้า เพื่อจะขับรถออกจากบ้านตอน ตีห้าครึ่ง เพื่อให้ไปทันการเปิดงาน คาราวานท่องเที่ยววิถีไทย ต้านภัยโลกร้อน... ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ท้องสนามหลวง...ท่ามกลางบรรยากาศ ที่มีเมฆหมอกปกคลุมท้องฟ้าเป็นส่วนมาก จนผมอดดูพระอาทิตย์ขึ้น ในช่วงที่ผมกำลังขับรถบนทางด่วน... วัดพระแก้ว...ยามเช้า ผมกับครอบครัวไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมขับรถท่องเที่ยวกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มาก่อน เหตุผลที่เข้าร่วมครั้งนี้ เพราะ 1.ปิดเทอมพอดี หลานผมควรพักผ่อนจากการอ่านหนังสือกองโตเสียบ้าง (หลานผมอยู่ ป.5 ครับ แต่ตำราสูงเกือบท่วมหัวแล้ว กว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัย ตำราคงเต็มบ้าน ไม่รู้จะเข้าทำนอง ความรู้ท่วมหัว เอาตัวรอดคนเดียวหรือปล่าว... ) อีกทั้งจะได้นำหลานออกไปเจอผู้คนอื่นๆ ในสังคมเสียบ้าง โตขึ้นเขาจะได้ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม... 2.ปกติผมก็ชอบขับรถเที่ยวต่างจังหวัดอยู่แล้ว..ลองมาร่วมงานดู อาจได้ความรู้ใหม่ๆ และได้เพื่อนใหม่ ร่วมกิจกรรมได้ และผมอยากรู้ว่าบุคลากรของการท่องเที่ยวฯ ทำงานกันอย่างไร... พาหนะ...ประจำครอบครัว โครงการนี้ จัดขึ้นทั่วประเทศครับ ทั้งหมด 26 เส้นทาง มีรถเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 1,100 คัน สำหรับในกรุงเทพฯ มี 4 เส้นทาง คือ กาญจนบุรี เพชรบุรี พัทยา และ นครนายก ผมเลือกนครนายกที่มีรถเข้าร่วม 50 คัน เพราะชอบภูเขา และอีกเหตุผลที่สำคัญ คือ ผมจองเส้นทางเมืองกาญจน์ไม่ทัน..
แดดยามเช้า..หลังจากแสงอาทิตย์.ส่องผ่านเมฆได้ รูปแบบการจัดงาน คือ ปล่อยรถพร้อมกันทั่วประเทศ ที่กรุงเทพฯปล่อยที่ท้องสนามหลวง โดยมีท่านดอกเตอร์สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานฯ ในช่วงปล่อยมีรถนำขบวนออกไปพอเป็นพิธี จากนั้นก็ขับกันตามสะดวก ใครอยากจอด ก็จอด ใครอยากแวะก็แวะ เส้นทางนครนายกมีจุดนัดเจอกันจุดแรกที่ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ประธานในพิธี เพียงแค่ที่ท้องสนามหลวง ก็ทำให้วัตถุประสงค์ที่ผมวางไว้บางข้อ บรรลุ.. เพราะรถยนต์แต่ละคันที่เข้าร่วมโครงการ มีเด็กน้อย เด็กโต รวมทั้งวัยรุ่น ร่วมขบวนมากับคุณพ่อคุณแม่เพียบ....ระหว่างรอการปล่อยขบวน ก็มีการพูดคุย ทำความรู้จักกัน เป็นบรรยากาศดีๆอย่างหนึ่ง ที่เจอะเจอ.. ตั้งแถว...ก่อนปล่อย..ขบวนคาราวาน เราออกจากท้องสนามหลวง เวลาประมาณ 8 โมงเช้า 10.30 น.ผมถึง เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในโลก...จริงๆน่าจะถึงเร็วกว่านี้ หากเส้นทางที่ผมใช้ไม่มีอุบัติเหตุ รถพ่วงล้มขวางทางอยู่......เดินชมสันเขื่อน ลมเย็นสบายๆ พูดคุยกับเพื่อนใหม่ๆ บรรยากาศดีครับ หากไม่นับสิ่งรบกวนจิตใจบางอย่าง... ท้องฟ้าตรงแยกไฟแดง..นครนายก รถบัสคันใหญ่ 3 คันครับ...เปิดเพลงด้วยเครื่องเสียงที่ดัง แสนดัง คงกะว่าจะทำให้สันเขื่อนพังลงด้วยพลังเสียงนั้น....วัยรุ่นชายหญิง...ที่เริ่มมีอาการเมามาย...โยกย้ายส่ายสะโพก กันอย่างเมามันส์ ในรถ และข้างๆรถ โดยไม่สนใจสายตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ แค่นั้นยังไม่พอ โชเฟอร์ยังใจดี แถมท้ายด้วยการบีบแตร..อันเสียงดัง..ให้เข้ากับจังหวะเพลงเร่าร้อน...พร้อมทั้งใช้เทคนิค ทำให้รถโยกได้ด้วย... โยกรถเข้าจังหวะการบีบแตรไปด้วย...เอากันเข้าไป....ผมไม่เข้าใจว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของบ้านเมือง ปล่อยให้ทัวร์ประเภทนี้ ออกอาวะวาดอยู่ได้อย่างไร....
สันเขื่อน..ยาวที่สุดในโลก ยาว..พอไหม น้ำเหนือเขื่อน..ไหลมาจากเหวนรก..เขาใหญ่ ร้านอาหารริมน้ำ...(จริงๆ) ช่วงเที่ยงเราแวะทานข้าวเที่ยงที่บ้านกลุ่มท่าด่านโฮมสเตย์..อาหาร ง่ายๆ แต่อร่อยมาก โดยเฉพาะแกงเขียวหวานไก่ + ไข่พะโล้... จากนั้นเรามุ่งไปไปทาง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อร่วมกันปลูกต้นไม้ ที่โรงเรียน บ้านหนองบัว ผมใช้ทางหลวงหมายเลข 33 ขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหมายเวลาประมาณ บ่าย 2 โดยได้รับการต้อนรับจากลูกหลาน ที่เป็นเด็กนักเรียน และคุณครู ด้วยความน่ารัก และเป็นกันเอง... หลังจากมีพิธีการกันเล็กน้อย กระบวนการปลูกต้นไม้ก็เริ่มต้น ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย ที่ร้อนเปรี้ยง... ดีที่มีลมเย็นพัดผ่านเป็นระยะ จึงทำให้ ชาวบางกอก เมืองฟ้าอมร ทั้งหลายไม่เป็นลมเป็นแล้งไป สองคน..สองวัย..ใจตรงกัน ปาดเหงื่อ... บรรยากาศการปลูกต้นไม้ เป็นไปด้วยความน่ารัก เด็กๆที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกันคนละไม้คนละมือกับผู้ปกครอง จนกล้าไม้ที่เตรียมไว้ หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยน้ำมือของพวกเรา ช่วยกัน..คนละไม้..คนละสองมือ เสร็จสิ้นกระบวนการปลูกต้นไม้ ผมขับรถยนต์คู่ใจ มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองกบินทร์บุรี ตามทางหลวงหมายเลข 33 เช่นเดิม ก่อนที่จะเลี้ยวขวา เข้าทางหลวงหมายเลข 304 เพื่อมุ่งหน้าสู่ โรงแรมพานหินรีเจ้นท์ อันเป็นที่พักของเราในคืนนี้ ที่พัก.. บรรยากาศสบายๆของที่พัก ประกอบกับการบริการที่เป็นกันเองของพนักงาน และหัวใจของผู้ร่วมงานที่เปิดใจกว้าง รับเพื่อนใหม่ ทำให้อาหารค่ำ มื้อนั้น อร่อย ถูกปาก และถูกใจ กันทั่วถ้วน... มุมหนึ่ง..ของที่พัก เช้าวันอาทิตย์ ผมตื่นขึ้นมา รับอรุณ พร้อมกับสายฝนที่หล่นพรำลงมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลางดึก...อากาศ สบายๆแบบนี้ ต้องสูดเข้าปอดเยอะๆ ปอดจะได้แข็งแรง...ป้องกันการเป็นโรคปอดแหกได้อย่างดี (มันเกี่ยวกันหรือปล่าวนี่) ดอกไม้..แต่ไม่ทราบชื่อ ประมาณ 9 โมงเช้า กว่าๆ เราก็โบกมือลาที่พัก มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ โดยใช้ทางหลวงเส้นเดิม คือ 304 ผ่านอำเภอพนมสารคาม มุ่งหน้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ผมแวะซื้อของฝากที่ร้านตั้งเซ่งจั้ว ร้านเก่าแก่...ที่สาขา ริมถนนทางหลวง หมายเลข 304..... ได้ของฝากมาตามสมควรแก่เหตุ...ก็มุ่งหน้าสู่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร เพื่อนมัสการ หลวงพ่อพุทธโสธร ใครๆ..ก็ชอบแวะร้านนี้
พระอุโบสถหินอ่อนใหญ่ที่สุดในประเทศฯ อีกมุม..ของพระอุโบสถ บ่ายโมงกว่าๆ ผมก็ถึงบ้าน...ด้วยความดีใจ...อย่างหมาโลด...ของบรรดาลูกๆ...(ไม่ใช่ ลิงโลด .. เพราะลูกๆ ผม เป็นหมา ไม่ใช่ ลิง) ผมนั่งบ้าง เดินบ้าง ยืนบ้าง สรุป กับตัวเอง ว่าวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เป็นไปตามที่คาดหรือไม่... พอสรุปได้ว่า พอใจครับ เพราะหลานผม คู่ชีวิตของผม และผม ได้เจอะเจอกับ คนอื่นๆในสังคม ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด กันและกัน ได้ท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชนบทโดยตรง ..... ผมได้เห็นภาพน่ารักๆ ของลูกหลาน ที่เป็นอนาคตของชาติ ร่วมกันทำกิจกรรม... แม้ไม่ใช่กิจกรรมใหญ่โต ที่ส่งผลกระทบมากมายนัก แต่อย่างน้อยการที่เห็นพวกเขาเหล่านั้น ได้เริ่มรับรู้ เข้าใจ กับปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ก็พอวางใจได้ว่า คนรุ่นหลัง เขาก็ห่วงใยโลกเหมือนๆกับเราเหมือนกัน
และที่สำคัญอีกอย่าง...สำหรับผม..คือ...ผมมีเรื่องมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟัง ดู กันอีกตอนหนึ่ง..... ภาพ+เรื่อง : ผมเอง เพลง : จากอินเตอร์เน็ต
|