| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เหตุการณ์ วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นตอนที่ผม เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6... และผมโชคดี ที่ครอบครัวผมรับหนังสือพิมพ์รายวัน.... ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เรียนประถมศึกษาปีที่ 2 หัดอ่านจากข่าวกีฬาก่อน แล้วพัฒนาไปอ่านข่าวการเมือง ต่างประเทศ ฯลฯ ยุคนั้นประเทศไทยปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร โดยมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของจอมพลถนอมฯ เป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในการเมือง.. ก่อนเกิดเหตุการณ์ วันมหาวิปโยค การรับรู้ของผมในขณะนั้นที่จำได้เป็นรูปธรรมชัดเจน คือการได้ทราบข่าว เฮลิคอปเตอร์ของทหารตกที่จังหวัดนครปฐม โดยพบซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิง จำนวนมากในเฮลิคอปเตอร์....และเหตุที่เป็นที่สนใจของชาวบ้านเป็นอย่างมาก คือ มีดาราสาวชื่อดังในยุคนั้น.. คือ..คุณเมตตา รุ่งรัตน์ อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวด้วย หากผมจำไม่ผิดเธอได้รับบาดเจ็บ...เล็กน้อย จากนั้นข่าวคราวการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นก็ออกมาเป็นระยะตามหน้าหนังสือพิมพ์...และข่าวที่ทำให้เด็กประถม 6 อย่างผมจำได้แม่นยำ คือ ข่าวการที่มีบุคคลจากหลายอาชีพ หลายวงการจำนวน 100 คน ลงชื่อเพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ...เพราะหนึ่งในนั้นคือ..ญาติสนิทของผม ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าชาย..ปัจจุบันท่านเป็นนักเขียนการ์ตูนการเมือง ที่เอ่ยชื่อแล้วใครๆก็รู้จัก... จากนั้นเหตุการณ์ก็สุกงอม..เนื่องจากมีการจับกุมผู้นำนักศึกษา จนทำให้มีการเดินขบวนของนักศึกษาประชาชนหลายแสนคน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปตามถนนราชดำเนิน..จนนำไปสู่การจลาจล นองเลือดในที่สุด เนื่องจาก มีการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วง กับตำรวจ ทหาร และ ที่สำคัญที่สุดคือมีการยิงปืนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ เพื่อสลายการชุมนุม... เหตุการณ์การความไม่สงบจบลง ด้วยการ เดินทางออกนอกประเทศ ของ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร.... โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว หลายสิบคน รวมทั้งบาดเจ็บอีกนับร้อย.... ผมมีโอกาส...ได้สนทนากับญาติของเพื่อนบ้าน ที่เป็นนักศึกษาและเข้าร่วมเหตุการณ์ ซึ่งเขาได้เล่าให้ฟัง..ถึงรายละเอียดของเหตุการณ์....ฟังแล้วทั้งตื่นเต้น...ทั้งน่ากลัว...ตามประสาเด็ก ป.6.... เหตุการณ์ในครั้งนั้น ตามหน้าหนังสือพิมพ์ จะมีการลงรูปภาพ..... ผู้นำนักศึกษาเดินคล้องแขนกัน..... ภาพจากมุมสูงที่เห็นฝูงชนเรือนแสนอัดแน่นในถนนราชดำเนิน..... ภาพไอ้ก้านยาว...คุณประพัฒน์ แซ่ฉั่ว กำลังถือไม้หน้าสามยืนจังก้า เพื่อต่อสู้กับทหารที่มีอาวุธครบมือ..(ต่อมามีการนำภาพดังกล่าวมาสกรีน บนเสื้อยืด..ขายกันด้วย)....... ภาพนักศึกษาประชาชน กำลังร่ำไห้กับศพของคุณจิระ บุญมาก....วีรชนคนกล้าของเราที่พลีชีพในเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณจิระ บุญมาก ผมจดจำชื่อผู้นำนักศึกษา..ในยุคนั้นได้แม่นยำหลายคน อาทิ คุณธีรยุทธ บุญมี คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คุณเสาวนีย์ ลิมมานนท์ คุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์.......ฯลฯ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา หนังสือพิมพ์ ได้ออกหนังสือฉบับพิเศษ รวบรวมรายละเอียดของเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียดลออ...ซึ่งผมมีโอกาสได้อ่าน...เสียดายได้ที่ไม่ได้เก็บไว้จนถึงวันนี้.. จากนั้นการรับรู้ ในเรื่องการเมืองของผม ก็มีต่อเนื่องผ่านหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ของท้องถิ่น..ซึ่งมีการนำเสนอข่าวมากขึ้นกว่าในยุคเผด็จการครองเมือง...ยังจำได้ว่าได้ดูการแสดงดนตรี ของวง คาราวาน ที่เดินสายแสดง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 10 หาดใหญ่ ด้วย...ผู้ใหญ่ในบ้านผมฟังแล้ว...ยังนั่งบ่นกันเลยว่า ร้องเพลงอะไร.....ฟังไม่รู้เรื่อง... ข่าวคราวการเลือกตั้ง...ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่...ออกมาเป็นระยะ ผมได้รับรู้ว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีส.ส.เพียง 18 คน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หลังจากที่ใช้ความสามารถทางการเมือง ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ผู้เป็นพี่ชาย และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวนส.ส.มากกว่า ต้องตกม้าตายในการแถลงนโยบายในสภาฯ จนต้องหลีกทางให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย... ผมจำภาพที่ท่านคึกฤทธิ์ฯ จับมือกับเหมาเจ๋อตุง ผู้นำของจีนคอมมิวนิสต์ ในเหตุการณ์การเดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนเป็นครั้งแรก หลังจากที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์......นโยบายเงินผันอันโด่งดังในยุคนั้นของพรรคกิจสังคม ซึ่งละม้ายคล้ายคลึง กับ นโยบายประชานิยม ของคนบางคนในปัจจุบัน ในส่วนของการเคลื่อนไหวทางการเมือง....ขบวนการนักศึกษาในชื่อ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เข้ามามีบทบทบาทในสังคมมากขึ้น....ชื่อของคุณสุธรรม แสงประทุม ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผมอีกชื่อหนึ่ง ผมเริ่มได้เห็น และได้ยิน คำว่า ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย....กลุ่มนวพล...กลุ่มกระทิงแดง....ที่เข้ามาก่อกวนในกิจกรรมที่ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เคลื่อนไหว... ช่วงฤดูร้อนปี 2518 ผมมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯเป็นครั้งแรกในชีวิต...ยังได้เข้าไปเดินในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...และพบว่ามีพี่น้องประชาชน ชาวไร่ ชาวนา จากต่างจังหวัด ที่เดินทางเข้ามาเรียกร้องหาความเป็นธรรมจากรัฐบาล.... พำนักอยู่ในธรรมศาสตร์ เป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน...... ขบวนการ ขวาพิฆาตซ้าย ในยุคนั้น ก่อตัวขึ้นอย่างมีรูปธรรม และต่อเนื่อง...ที่ผมจำได้ดี คือ เพลงปลุกใจ ที่ออกมาเปิดกันทุกวี่ทุกวัน ทางโทรทัศน์ วิทยุ โดยเฉพาะเพลง หนักแผ่นดิน ที่ลูกเด็กเล็กแดงในยุคนั้น ร้องกันได้เกือบทุกคน.... เนื้อหามุ่งโจมตีนักศึกษาว่าเป็นพวกหนักแผ่นดิน.... ข่าวคราวการให้ร้ายป้ายสีว่า นักศึกษา เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศ...ถูกกรอกใส่ความคิดของประชาชน.ทุกเมื่อเชื่อวัน..ผมยังเคลิ้มไปเลยครับ.... สุดท้ายความขัดแย้งทางความคิดก็สุกงอม..เมื่อจอมพลถนอมฯ บวชเป็นเณร เดินทางเข้าประเทศไทยอีกครั้ง โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อดูใจบิดา...ในยุคที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขบวนการนิสิตนักศึกษา ต่อต้านการเดินทางเข้ามาของเณรถนอมฯ อย่างหนัก...การประท้วงยืดเยื้อ..ขณะเดียวกันกระบวนการ... ปลุกระดมมวลชนก็ถึงจุดสูงสุดเช่นกัน.... และแล้วเหตุการณ์ปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อบุกเข้าสลายม็อบ นักศึกษาประชาชนที่กำลังชุมนุมประท้วงอยู่ ด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยม ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกัน....โดยตำรวจ ทหารและประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดขึ้น ผมซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.2 รับรู้ข่าวสารจากทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ตรงกันว่า พวกที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็นพวกไม่หวังดี ต่อประเทศชาติ มีพวกต่างชาติที่บางคนพูดไทยยังไม่ได้ ร่วมประท้วงอยู่ด้วย และมีการใช้อาวุธยิงต่อสู้ออกมาจากธรรมศาสตร์ จนทำให้ต้องมีการใช้อาวุธเข้าปราบปราม.... ประชาชนส่วนมากหลงเชื่อตามข่าวสารที่ออกมา ผมยังจำเหตุการณ์ที่ผมไปโต้เถียงกับเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งมีพี่ชายเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ และเข้าไปมีส่วนในการประท้วง จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาบ้านได้ดี...ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่พี่ชายของเพื่อนบอกเล่าถึงความจริงที่ตรงกันข้ามกับข่าวที่ได้จากสื่อมวลชน ..ผมเชื่อข่าวทางโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์มากกว่า... อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ถูกกระตุกให้ทบทวนความคิด จากข่าวคราวของญาติผู้พี่ที่เรียนแพทย์อยู่ที่ศิริราชฯ และเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ที่เข้าไปรักษาคนบาดเจ็บในธรรมศาตร์อย่างหวุดหวิด..... จากนั้นความทรงจำและความเชื่อของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ของผมก็เบลอๆไป แม้จะได้มีโอกาสได้รับข้อมูลในช่วงปี 2521 ที่รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้อนุญาตให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอีกครั้งก็ตาม ...ซึ่งผมได้อ่านหนังสือดีๆหลายเล่ม รวมทั้ง โจนาธาน ลิวิงสตัน นางนวล ในช่วงนั้น แต่อย่างไรก็ตาม กระแสดังกล่าว ก็ถูกกลบไปด้วยอิทธิพลของ....เพลงสากล.... วงชาตรี และนิยายรักนักศึกษา ของศุภักษร ที่เข้าไปเกาะกุมหัวใจของวัยรุ่นในยุคนั้น.... และแล้วความจริงของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นที่รับรู้แก่ผม...เมื่อผมได้เข้ามาสู่รั้วรามคำแหง...ได้มีโอกาสเข้าร่วมทำกิจกรรมนักศึกษา..ได้พบกับรุ่นพี่ได้มีประสบการณ์อันแสนเลวร้ายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา วันฆ่านกพิราบ ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ที่คนไทยส่วนมากไม่เคยเห็น...ได้เห็นความโหดร้ายทารุณ...ที่คนไทยเข่นฆ่ากันเอง..เพียงเพราะเหตุผลว่า...ความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน...ภาพแห่งความโหดร้าย หดหู่ ..เหล่านั้น...ยังฝังอยู่ในใจของผมตลอดมา.... ผมใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่หลายปี เข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษา...เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของเหล่าวีรชนคนกล้าเหล่านั้นมาโดยตลอด.....และได้นำปรัชญาที่ได้จากการมีโอกาสได้เข้าร่วมขบวนการนักศึกษา...มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต...ในสังคมแห่งการแข่งขันนี้มาโดยตลอดเช่นกัน... ปีนี้...เป็นปีที่ครบรอบ 34 ปี ของวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ ครบรอบ 31 ปี วันฆ่านกพิราบ..6 ตุลาคม 2519 ...ผมขอตั้งจิตอธิษฐานถึงวีรชนคนกล้าทุกคน...ที่ได้เสียสละชีวิต...เพื่อให้พวกเราคนรุ่นหลัง..ได้ลิ้มรสกับเสรีภาพ....และระบอบประชาธิปไตยที่เราโหยหา... ขอให้วิญญาณ..ของเหล่าวีรชน..จงโปรดรับรู้ไว้ด้วยเถิดว่า...การตายของท่านจะไม่สูญเปล่า.....ประเทศไทยของเราต้องมีการพัฒนาไปสู่สังคมแห่งความเท่าเทียมกันในโอกาสของคนในสังคม...... การเมืองภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็งขึ้น...จนทำให้คนที่มุ่งกอบโกยแต่ผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง...ไม่สามารถจูงจมูก...และครอบงำความคิดของพวกเราอย่างง่ายๆ ได้อีกต่อไป... นกสีเหลือง ประพันธ์โดย คุณวินัย อุกฤษณ์
....................................................................................................................................... เนื้อหา : จากความทรงจำของผู้เขียน + การยืนยันจากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ภาพ+เพลง : จากอินเตอร์เน็ต เนื้อร้องบทเพลง นกสีเหลือง ประพันธ์โดย คุณวินัย อุกฤษณ์
|