| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 คือวันแรกที่ผมเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของชุมชน โอเคเนชั่น แห่งนี้.... จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเวลา 9 เดือนเต็มพอดีครับ เก้าเดือนที่ หากเป็นการเริ่มต้นของโครงการใด ก็ควรจะมีการประเมินผลโครงการเพื่อที่จะได้หาข้อดีข้อเสีย ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน หรือขยายโครงการ หรือแม้แต่ปิดโครงการ... หากทำไปแล้ว รังแต่เปลืองงบประมาณ... ความจริงแล้ว ผมเริ่มเป็นสมาชิกของชุมนุมแห่งนี้อย่างเต็มตัว ในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผมเริ่มเขียนงานชิ้นแรก....หลังจากที่ก่อนหน้า....อาศัยอ่านงานคนอื่น และคอมเม้นท์เสียยาวเหยียด.....แต่ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นอ่านและคอมเม้นท์งานตัวเองเลย... วันหนึ่งผมมีโอกาสได้สนทนากับกัลยาณมิตรสาวสวยท่านหนึ่ง......เธอพูดว่าเธอเป็นบล็อกเกอร์อยู่ใน โอเคเนชั่น.....ผมเลยบอกว่าผมก็เป็น แต่...ไม่เคยเขียน...จากนั้นการสนทนาก็พรั่งพรู....จนทำให้ผมทราบว่า...ที่บ้านของผมซึ่งสร้างไว้แต่ยังไม่มีเรื่องลง...มีจดหมายน้อย...รอคอยคนอ่านอยู่หลายฉบับ... และด้วยการแนะนำจากกัลยาณมิตรคนเดิม...ผมก็เปิดจดหมายน้อยอ่านเป็น และถึงกับอึ้งด้วยความรู้สึกเสียวซ่านกับมิตรภาพจากคนแปลกหน้า...เพราะมีเพื่อนๆ...ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน..เข้ามาคุยด้วย...พร้อมกับถามว่าเมื่อไหร่ผมจะเขียนเรื่องเสียที.... ผมใช้เวลาทำใจ และหาข้อมูลในการเขียน... จากการเข้าไปอ่านคำแนะนำที่ทางทีมงานเขียนไว้... อยู่อีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนที่จะตัดสินใจเขียน.....จำได้ว่าวันที่เขียนครั้งแรก ผมเขียนลงไปในหน้า สร้างเรื่อง เลย ปรากฏว่าเขียนยากมาก ตัวหนังสือคุมแทบไม่ได้ แก้ไขแต่ละครั้งยากไปหมด สุดท้ายงานเขียนครั้งแรกก็หายไป เพราะผมกดปุ่มผิด.... ผู้อ่านลองคิดดูนะครับ...เขียนครั้งแรก....คิดคำพูดก็ยากแล้ว....จัดองค์ประกอบยากเข้าไปอีก...แต่พอเขียนกำลังจะจบ..กดปุ่มผิด..ข้อมูลหายหมด......ท่านจะรู้สึกอย่างไร ...เซ็งครับ....ท้อครับ...ใช่แล้วครับ.... แต่ด้วยกำลังใจจากกัลยาณมิตรคนเดิม....และเพื่อนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักอีกคนหนึ่ง....ที่ผมเขียนจดหมายน้อยไปขอคำแนะนำบ่อยๆ....ทำให้งานเขียนฉบับแรกของผมคลอดจนได้.... จากนั้น... ก็มีการพัฒนาการไปเรื่อยๆ ตัวหนังสือที่เคยตัวโตเท่าหม้อแกง ก็ค่อยๆเล็กลงเหลือเท่าของชาวบ้านเขา....เพราะผมเขียนใส่ใน Microsoft word ก่อน แล้วจึง copy มาวาง จากที่อ่านเจอในบล็อกของใครสักคน ผมไม่อยากเล่าเลยว่า...วันหนึ่งที่ผมพยายามจะโพสต์เรื่องใหม่....และลงรูปด้วย...ปรากฏว่าหลังจากกดปุ่มเผยแพร่....รูปที่เคยลงไว้ตำแหน่งหนึ่ง..กลับเด้งไปอยู่อีกตำแหน่ง...อารามตกใจ ผมรีบโทรฯหากัลยาณมิตรสาวสวยคนเดิม ......โดยไม่ทราบว่าคุณเธอกำลังใช้เวลาส่วนตัวกับคนสนิท....แต่คุณเธอก็ดีใจหาย..บอกว่า..มันก็เป็นอย่างนี้แหละพี่...ต้องแก้ไขกันหลายครั้ง...กว่าจะสมบูรณ์ใช้เวลาแก้ไขหลายต่อหลายครั้ง..ผมจึงถึงบางอ้อ...และรู้สึกผิดอย่างแรงที่ไปรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณเธอ....คุณเธอหากได้มีโอกาสอ่านงานนี้ ขอได้โปรดรับคำขอโทษ จากผมด้วยไว้ด้วยเถิด... บทประเมินผลของผมในวันนี้ จะแบ่งออกเป็นสองภาคส่วน ส่วนแรกจะเป็นข้อเสีย หรือการเสียประโยชน์ เมื่อผมเป็นสมาชิกของที่นี่ อีกส่วนหนึ่ง คือ ข้อดี หรือประโยชน์ที่ผมได้จากการเป็นชาวโอเคเนชั่น ข้อเสีย หรือการเสียประโยชน์ 1.ประการแรก ผมใช้เวลาทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ให้กับชุมชนแห่งนี้มากกว่าเดิมมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาอ่านเรื่อง เขียนเรื่อง คิดเรื่อง คิดคอมเมนท์ ค้นหาข้อมูล แลกเปลี่ยนข่าวสาร กับเพื่อนๆในชุมชน และที่สำคัญผมต้องจัดคิวการใช้คอมพิวเตอร์กับหลานชาย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้หลานมาก ฯลฯ 2. ผมเสียเวลาในการวิตกจริต กับเรื่องที่นำเสนอไปพอสมควร โดยเฉพาะช่วงแรกๆที่เริ่มเขียน ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่คิดคำนึงว่า เขียนแล้วจะมีคนอ่านหรือไม่.....อ่านแล้วพวกเขาจะคิดอย่างไร....จะให้ยาขม หรือขนมหวานกลับมา ฯลฯ 3. ผมเสียทรัพย์สิน เพื่อแสวงหาความรู้และเครื่องมืออุปกรณ์ ในการทำให้งานเขียนดีขึ้น...เป็นที่สนใจของผู้อ่านมากขึ้น ไปพอควรเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป+อุปกรณ์ หนังสือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า ฯลฯ 4. ผมสูญเสียความเป็นส่วนตัวทางความคิด เพราะเมื่อเราเริ่มเผยแพร่งานเขียนของเรา คอมเม้นท์งานคนอื่น ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า เราพร้อมสำหรับสำหรับความเห็นต่าง... ข้อเสียที่ผมคิดได้ มีแค่นี้ครับ...ท่านใดคิดได้มากกว่านี้เชิญต่อยอดทางความคิดได้ครับ... ข้อดี หรือ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผมมีความรู้มากขึ้นครับ ซึ่งสามารถแยกย่อยได้เป็น - อย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผมใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น ใช้ Google ค้นเรื่องราวได้เก่งขึ้น... จากที่ไม่เคยรู้จัก esnips ก็ได้รู้จัก... photoshop เมื่อก่อนได้ยินแต่ชื่อ... แต่เดี๋ยวนี้ ผมลงโปรแกรมด้วยตนเองที่บ้านได้ แถมยังย่อรูปเป็นแล้ว....(ภูมิใจเสียไม่มี) เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพราะ คนเรามักมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคำว่าพอเพียง (แต่บางคนก็หาคำว่าพอเพียงไม่เจอนะ...) เมื่อผมเริ่มเขียนเป็น ก็อยากลงรูปเป็น อยากลงเพลงเป็น...ใหม่ๆก็เที่ยวถามเขาทั่วไปหมดว่า...วิธีการลงเพลงเป็นอย่างไร จนบางท่านที่ผมถือวิสาสะถามไปอาจรำคาญ ... ผมถือโอกาสนี้ขอประทานโทษมาด้วยครับ...แต่ส่วนมาก ขวนขวายหาคำแนะนำให้ครับ จนในที่สุด ผมก็เริ่มลงเพลงเป็น จากนั้นผมก็จะส่งชื่อเพลง ให้ กัลยาณมิตรคนสวยคนเดิม ช่วยหา code ให้... ไม่นานก็พัฒนา สู่การเข้า esnips ได้ด้วยตนเอง หาเพลงได้เอง ตั้ง auto play ได้เอง ฯลฯ อีกตัวอย่าง คือ ความรู้เรื่องเพลง...ตอนเขียนมาสัก 1-2 เรื่อง..ผมก็อยากจะลงเพลงประกอบข้อเขียน...ก็ต้องศึกษาเนื้อหาของเพลง หากเป็นเพลงไทย ก็คงไม่ยาก เพราะหากเป็นภาษาไทย ผมไม่เคยกลัวที่จะไม่เข้าใจ แม้ว่า จะฟังจากปาก บิ๊กจิ๋ว คนที่พูดไทยแล้วต้องแปลก็ตาม (วกเข้าเรื่องนิดนึง) แต่เพลงที่ผมชอบและอยากใช้ประกอบส่วนมากเป็นเพลงฝรั่ง ผมก็ต้องค้นคว้ามาดูว่า ความหมายเป็นอย่างไร เข้ากับ ธีม ของเรื่องที่เราเขียนหรือไม่ ผลพลอยได้คือ ผมได้รับรู้ว่า เนื้อหาของเพลงบางเพลงที่ผมร้องมาตั้งแต่ชั้นประถมนั้น ความหมายที่แท้จริง เป็นอย่างไร... เป็นต้น - อย่างที่สอง ผมได้ความรู้จากบล็อกเกอร์ท่านอื่นมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ภาพยนตร์ดีๆ ทั้งเก่าหรือใหม่....ดนตรี....กีฬา...สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ปรัชญา การท่องเที่ยว บทกวี และนานาสาระอื่นๆ - ทำให้ผมสนใจการถ่ายภาพอย่างจริงจังมากขึ้น เหตุผลเพราะ เมื่อเราเขียนเรื่องเราก็อยากจะมีภาพประกอบให้ผู้อ่านเห็น...จะก็อปปี้จากอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ ก็ใช่เรื่อง ก็เลยต้องถ่ายภาพเอง...ถ่ายภาพให้ดี ก็ต้องมีกล้องคู่ใจสักตัว...จะซื้อกล้องดิจิตอลธรรมดา ใช้ง่ายๆ.. ก็ไม่ใช่สไตล์คนแบบผม... ก็เลยต้องซื้อแบบที่กึ่งๆมืออาชีพเขาใช้กัน...มาใช้ ก่อนซื้อก็ต้องหาข้อมูล...ซื้อมาแล้วก็ต้องฝึกฝน ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ...หาเองจากอินเตอร์เน็ต...ถามผู้รู้จากชุมชนของพวกเรา หรือ คนอื่นๆที่เขาเล่นกล้อง...สรุปว่าตอนนี้ความรู้เรื่องการถ่ายภาพของผมที่เคยเป็น ศูนย์ จากเต็ม สิบ ผมขยับขึ้นมาเป็น หนึ่งแต้มแล้วครับ...( ให้คะแนนตัวเอง..ซะงั้นแหละ ) - ผมได้ย้ำเตือน...ยืนยัน...ความรู้เดิมๆที่มีอยู่....เดิมที คนที่คิดว่ารู้บางอย่าง บางเรื่อง ก็ยังคิดว่าตนเองยังรู้ อยู่อย่างนั้นแหละ แต่พอคุณจะนำมาเขียน คุณจะเริ่มไม่แน่ใจ และต้องกลับไปทบทวน หรือตรวจสอบว่า...ที่จำได้และเข้าใจนั้น ชัวร์หรือเปล่า...เหตุผล....เพราะหากเราจะเขียนอะไรออกไปให้คนอื่นอ่าน เราต้องมั่นใจว่าข้อมูลนั้นไม่ผิดเพี้ยน...เป็นการรับผิดชอบต่อผู้อื่นอย่างหนึ่งที่ผมโดนปลูกฝังให้รู้สึกอย่างนั้น สรุปว่ากระบวนการเขียนใช้เวลาไม่นานครับ แต่กระบวนการคิด ตรวจสอบข้อมูล ใช้เวลาค่อนข้างนานครับ... - ผมเขียนและใช้ภาษาไทย ที่ผมมั่นใจนักหนาว่า เขียนถูก ใช้ถูก ได้ถูกต้อง มากขึ้น เพราะผมเปิดพจนานุกรมทุกครั้งที่ไม่มั่นใจ ฟังข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ตอน 7 โมงเช้า ระหว่างขับรถไปทำงานทุกวัน เพื่อรอฟังรายการที่มีการแนะนำการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง - ผมเขียนเรื่องได้อ่านเข้าใจมากขึ้น....และใช้เวลาน้อยลง (ตรงนี้ผมวัดจากตัวตนผมเอง ท่านผู้อ่านจะแย้งเชิญได้ครับ)
2. ผมเข้าใจความ เป็น อยู่ คือ ของคนในสังคม มากขึ้น เข้าตำรา รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่าย ของซุนหวู่ เหตุผลเพราะ...ในสังคมที่มีความหลากหลายทาง...ความคิด...ที่มา... ความเชื่อ...หากเราเปิดใจรับรู้ว่า...คนอื่นคิดอย่างไร ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดความเป็นไปของการใช้ชีวิตในชุมชนแห่งนี้ และชุมชนอื่นๆได้... 3. ผมได้ทำความคิดให้เป็น รูปธรรม....ด้วยความที่ผมและครอบครัว ชอบเดินทางท่องเที่ยวค่อนข้างบ่อยครั้งกว่า คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าจะเขียนเรื่องการเดินทางเก็บไว้ในบันทึกส่วนตัว หรือ ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ก็ไม่เคยได้ทำ...เหตุผลเพราะพอกลับมาบ้าน... มันก็เหนื่อยเกินไปที่จะลงมือทำอะไร นอกจากล้างรถแล้วนอน...แต่เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้ามครับ ข้อมูลต่างๆที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานเขียน ถูกเก็บ และบันทึกไว้ ภาพถ่ายก็ถูกเก็บไว้ในกล้องดิจิตอล โดยมีพล็อตเรื่องคร่าวๆในหัวสมอง..... สรุปว่า...ตอนนี้ไม่ว่าจะไปไหน....สมองมันสั่งงานให้เก็บข้อมูลไว้เพื่อประกอบงานเขียนเสมอ (ว่าไปนั่น) 4. สุดท้าย....ผมมีเพื่อนมากขึ้น....มิตรภาพเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้...รู้อีกที...มันเกิดแล้ว..และต้องรักษามันให้ยืนยาว..ตลอดไป ผมตอกย้ำตัวเอง อยู่เสมอว่า...สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในสังคมแห่งนี้ผมจะเก็บรักษาไว้ตลอดไป...มิตรภาพที่เกิดจากคนที่ไม่เคยเห็นหน้า..ไม่เคยได้ยินแม้แต่เสียง...สัมผัสได้เฉพาะตัวอักษร...ซึ่งอาจจะมีการปรุงแต่งกันบ้าง ก็เป็นไปได้...แต่อย่างไรก็ตามผมยังเชื่อว่า...มนุษย์ทุกคนมีทางเลือกของตนเองเสมอ...เลือกที่จะเสพงานของคนที่เราชอบ...เลือกที่จะเพิ่มพูนมิตรภาพมากกว่าแค่เจอกันทางตัวอักษร....เช่นพบปะกัน ทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน หรือแม้แต่ร่ำสุรา ด้วยกัน ....บางคนเมื่อใช้ชีวิตมาช่วงหนึ่ง...อาจเลือกที่จะพักตัวเอง...เพื่อทบทวนอดีต...เพื่ออยู่กับปัจจุบันและอนาคตให้ได้ ...เลือกที่ลาจากสังคมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจากลา แบบบอกกล่าว หรือห่างหายไปเฉยๆ...ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเองรองรับอยู่แล้ว บทสรุป : นับถึงเวลานี้ ผมคิดว่า ผมยังมีความรู้สึกดีๆ กับชุมชนแห่งนี้เป็นอย่างมากครับ ชุมนุมที่เปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอความคิดเห็น ชุมชนที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ (หากเราไม่นำความต่างมาเป็นอุปสรรคของ มิตรภาพ) ชุมชนที่มีทั้งการให้ และ การรับ ผมได้หวังสักวันหนึ่งว่า ชุมชนก็เรา จะมีความแข็งแกร่งทั้งความคิด และกายภาพ ในการที่จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆในสังคม เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในทางที่ดีขึ้น เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลาน ที่จะเกิดมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ โลกที่นับวันจะอยู่ด้วยยากขึ้นทุกวัน ผมยังคงอยากเป็นสมาชิกของสังคมแห่งนี้ สังคมที่มีมิตรภาพ เบ่งบาน ในใจของพวกเราทุกคน ตลอดไปครับ
ขอบคุณ esnips สำหรับบทเพลง เราและเธอ ของ คาราวาน ภาพสวยๆ จากอินเตอร์เน็ต
เราและเธอ คาราวาน ส่งดวงใจนี้ให้เพื่อน
|