| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
สะ บาย ดี วังเวียง .............................................. ค่ำวันที่ 4 ธันวาคม 2550 การจราจรในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร คลาคล่ำ ไปด้วยรถรานานาชนิด ทำให้กว่าที่คณะของผมจะหลุดออกนอกเมืองได้ ก็ปาเข้าไป เกือบเที่ยงคืน.. ...............................................................................
Friday พาหนะ คู่ใจ...ของผม ............................................................................................ ส่งผลให้แผนการเดินทางที่วางไว้ว่าจะถึงหนองคาย ตอนเช้า กลายเป็นถึงอุดรธานีตอนเช้าแทน....พวกเราเข้าเมืองอุดรฯ และต้อนรับเช้าวันใหม่ ด้วยไข้กระทะ อาหารขึ้นชื่อของเมืองอุดรฯ ร้านอยู่ตรง ห้าแยกวุ่นวาย อาหารนอกจากจะมีไข่กระทะแล้ว ก็ยังมีอีกหลายอย่าง สรุปว่าอร่อยดีแท้...ผู้อ่านท่านใดจะแวะไปชิมก็ตามอัธยาศัยนะครับ ............................................................................................
ร้านไข่กระทะ...ตรงห้าแยกวุ่นวาย...อุดรธานี ......................................................................................
หน้าตา...ของไข่กระทะ ................................................................................ 10.00 น. พวกผมถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งหนองคาย และพบกับภาวะที่ทำให้แผนการเดินทางล่าช้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง คือ พวกเราลืมไปว่าการออกนอกประเทศนั้นต้องมีขั้นตอนการกรอกเอกสาร ทั้งคนและรถ และประสบการณ์ที่ผ่านมาเวลาพวกเราเดินทางออกนอกประเทศ เรามักจะใช้บริการบริษัททัวร์ ซึ่งจะดูแลเรื่องการกรอกเอกสารให้เราเรียบร้อย พวกเราส่วนมากทำแค่ลงชื่อในแบบฟอร์มก็เป็นอันเสร็จพิธี... แต่เมื่อต้องมาดำเนินการเองทั้งหมด ทั้งเอกสารคนและรถ ก็ต้องใช้เวลาเป็นธรรมดา กล่าวคือ เราต้องดำเนินการ - กรอกเอกสารรายละเอียดของรถยนต์ที่จะนำออกนอกประเทศ และรายละเอียดผู้ขับขี่ และผู้โดยสารทุกคน เพื่อแจ้งตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร - กรอกแบบฟอร์มออกนอกประเทศ ทั้งขาเข้า และขาออก - เข้าแถวเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบและประทับตราเอกสารในพาสปอร์ต และเสียค่าธรรมเนียม คนละ 10 บาท ตรงนี้สำคัญ เน้นว่า พาสปอร์ต ที่อายุใช้งานยังเหลืออีกไม่ถึง 6 เดือน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านด่าน ตัวอย่างเช่น หากเราจะเดินทางวันที่ 10 มกราคม 2551 วันขาดอายุของพาสปอร์ตของเรา ต้องเป็นวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นอย่างน้อย ผมเห็นหลายท่านไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง..... หน้าเศร้ากันไปตามๆกัน - แจ้งการนำรถออกกับทางศุลกากร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะขอดูเอกสารใบคู่มือจดทะเบียนฉบับจริงด้วย ดังนั้นควรติดรถไปด้วย หากไม่ต้องการพบกับปัญหา สรุปว่า รถยนต์ 2 คัน คน 11 คน ใช้เวลาในการดำเนินการตรงนี้ เกือบ 1 ชั่วโมง และเมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ เราก็จะได้เอกสาร เก็บไว้ ดังนี้ 1.พาสปอร์ตของใครของมัน มีตราประทับเรียบร้อย พร้อมเอกสารใบคำขอเข้าประเทศ เอาไว้ใช้เวลากลับ (ห้ามทำหาย) 2.เอกสารการนำรถออก ของตรวจคนเข้าเมือง 1 ใบ และ ของศุลกากร 1 ใบ เก็บให้ดี ต้องเอามาแสดงตอนนำรถออก และหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (สมุดสีม่วง) ที่มีตราประทับเรียบร้อย ทั้งของตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร .................................................................................
กำลังขับอยู่บนสะพานมิตรภาพ (ถ่ายขณะขับ..จอดไม่ได้โดยบีบแตรไล่หลัง) ............................................................................................... จากนั้นเราก็ได้ขับรถข้ามสะพานมิตร ไทย-ลาว มุ่งหน้าไปยังด่านตรวจคนข้าวของ สปป.ลาว ต่อไป โดยเมื่อข้ามสะพานพ้นมาแล้ว จะมีป้ายบอกให้เราขับรถชิดขวา แทนการขับชิดซ้ายเหมือนที่เราเคยชิน ............................................................................................
บนสะพาน...เช่นกัน .................................................................................... และตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สปป.ลาว แห่งนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมเข้าใจ คำว่า ปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนได้ชัดเจนยิ่ง เพราะรถยนต์ทั้งสองคันของพวกผม ไม่เคยนำเข้าไปฝั่งลาวมาก่อน จึงต้องกรอกรายละเอียดของรถอีกครั้ง ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ผู้กรอก แต่อยู่ที่แบบฟอร์มในการกรอก เป็นภาษาลาว ซึ่งอ่านเข้าใจยากกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก ดีที่ทางลาวเขาเข้าใจปัญหาเขาก็เลยทำแบบฟอร์มที่แปลเป็นภาษาไทยไว้ให้เป็นตัวอย่าง ........................................................................
กำลังจะผ่านเข้า...สปป.ลาว ................................................................................................. สรุปว่าด่านนี้ พวกผมต้องกรอกเอกสารเข้า-ออก สปป.ลาว สำหรับคน 11 คน เป็นภาษาอังกฤษ และกรอกเอกสารการนำรถเข้าประเทศลาว สำหรับ รถ 2 คัน เป็นภาษาไทย (เท่เสียไม่มี) เสร็จแล้ว ก็จะได้เอกสาร เก็บไว้เป็นหลักฐาน เหมือนกับที่ฝั่งไทยให้มา เพียงแต่แตกต่างในรูปแบบและสี และต้องเก็บไว้ให้ดี อย่าให้หายเด็ดขาดมิฉะนั้น ไม่สามารถนำรถกลับประเทศได้ โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมไปสำหรับรถยนต์ คันละ 250 บาท และสำหรับคนๆละ 10 บาท ........................................................................................
บริษัทประกันภัย...เชิญชวนให้ทำประกันฯ ................................................................................... สุดท้ายตรงด่านนี้ คือให้ไปทำประกันภัยไว้ ตรงด่านมีบริษัทรับทำประกันภัย เป็นการคุ้มครองบุคคลที่สาม (Third Party ) เผื่อเราทะเล่อทะล่า ขับออกเลนซ้ายไปชนชาวบ้านเขา จะได้มีประกันภัยไว้คอยลดความเดือดร้อนให้ อย่าลืมว่าประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ที่พวกเราทำไว้ที่เมืองไทยนั้น เขาไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกอาณาเขตไทย ครับ .... เบี้ยประกันภัยก็แล้วแต่เวลาที่เราจะอยู่ในลาว ขั้นต่ำคือ 5 วัน 180 บาท ได้สติกเกอร์ติดหน้ารถอีกแผ่น กว่าจะหลุดด่านตรงนี้มาได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง.... .................................................................................
ป้าย..หยุด..ตรงข้างสำนักงานประกันภัย...เหมือนกับจะบอกว่า..หยุด..ทำประกันก่อน ...................................................................................... จากนั้นเราก็ออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปเมืองวังเวียง ที่พักของเราในลาวคืนนี้...... ขับรถพวงมาลัยขวา ในเลนด้านขวา ทำให้ผมงงอยู่สักพักนึง...ได้แต่ขับช้าๆ ออกจากด่านไป....เพียงไม่กี่กิโลเมตรจากนั้น พวกผมก็เริ่มหลงทาง.... หลงทางครั้งนี้เกิดจากตัวผมโดยเฉพาะ เพราะเมื่อขับมาถึงทางแยก มีป้ายบอกทางชี้ไปทางขวาว่า ท.13 ใต้ เพื่อนผมซึ่งขับนำ ส่งเสียงผ่านวิทยุสื่อสารว่า จะไปตรงหรือ เลี้ยวขวา ผมโพล่งไปทันที ว่า เลี้ยวขวา เพราะจำได้ว่า เราต้องขับไปทางหลวงหมายเลข 13 แต่อนิจจา ต้องเป็น ท.13 เหนือ ไม่ใช่ ท.13 ใต้... ขับมาสักพักผมนึกเอะใจ...จึงคว้าหนังสือคู่มือมาดูจึงรู้ว่ามาผิดทาง จึงลงจากรถไป สะ บาย ดี กับชาวบ้านแถวนั้น ก็ยืนยันว่าไปทางนี้ได้ ผมก็ขับไปต่อ จนในที่สุดการหลงทางของผมในครั้งนี้ ทำให้ผมพบสัจธรรม บางอย่างที่น่าสนใจ.... สิ่งแรกที่ผมได้พบคือ น้ำใจ และความยิ้มแย้มแจ่มใส ที่ชาวลาวที่มีให้ ทุกคนที่ผม ลงไป สะ บาย ดี (สวัสดี) ด้วย พวกเขาจะ สะ บาย ดี ตอบและแสดงน้ำใจ ที่มีอยู่ล้นเหลือในการให้คำแนะนำ และบอกทางที่ถูกต้องแก่ผม คนสุดท้ายที่ผมถามทาง ถึงกับ วาดแผนที่ให้ผม ขับไปตามเส้นทาง เพื่อที่จะได้ไปบรรจบกับ เส้นทาง ท.13 เหนือ โดยไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งภายหลังที่ผมเดินทางกลับ ผมจึงได้ทราบว่า การหลงทางครั้งนี้ของผม ทำให้ย่นระยะทางในการเดินทางไปหลวงพระบางไปหลายกิโล เพราะทางที่ผมไปไม่ต้องผ่านเวียงจันทน์ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าได้เอาอย่างผม เพราะหลงทางนั้น เสียเวลาแน่นอน และนอกเสียเวลาแล้ว ยังเสียเงินอีกด้วย... เพื่อนร่วมทางของผมอีกคัน เกิดพลาดท่าอย่างไรไม่ทราบ ไม่เห็นสัญญาณไฟแดง ขณะที่กำลังขับรถตามหลังผม ก็เลยโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจลาว ขับมอเตอร์ไซด์ มาเรียกให้จอด เจรจากันตั้งนานไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องขับรถตามไปที่ป้อมตำรวจ....ทิ้งให้ผมจอดรถรอ...และลงไป สะ บาย ดี เพื่อถามเส้นทางกับชาวบ้าน ผมก็เลยสอบถามชาวลาวว่า หากถูกปรับข้อหาฝ่าไฟแดง จะเสียค่าปรับกี่บาท ก็ได้ความว่าประมาณ 500 บาท เพื่อนผมกลับมาพร้อมแจ้งว่า ถูกปรับไป 200 บาท ผมสงสัยก็เลยซักไซ้เพิ่มเติม ได้ความว่า เป็นการเสียค่าปรับ นอกระบบ.... ช่างเหมือนกันเลยนะ..ตำรวจบ้านพี่ เมืองน้อง จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กว่าที่ผมจะทำระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร เพื่อถึงจุดหมาย วังเวียง ก็ต้องใช้เวลาไปนานโข พวกเราถึงวังเวียง ประมาณ 5 โมง ครึ่ง ... ( 17.30 น ) ถนนสาย ท. 13 เหนือ เมื่อพ้นจากตัวเมืองเวียงจันทน์มาแล้ว สภาพไม่แตกต่างจากถนนทางหลวงสายชนบท ในบ้านเรา กล่าวคือ ค่อนข้างแคบ ไม่มีเส้นแบ่งกลางถนน แถมหลักกิโลเมตร ยังมีน้อยมาก นานๆจะโผล่ให้เห็นสักต้น ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ หลักกิโล มีให้เห็นทุกกิโล แถมยังมีย่อยเป็น ทุกร้อยเมตรอีกต่างหาก... ผมขับมาตั้งนาน ป้ายบอกทางว่า หลวงพระบาง เหลืออีกกี่กิโล จึงโผล่มาให้เห็น ทำเอาคนในรถเฮ กันใหญ่ ว่าไม่หลงทางแล้ว ...........................................................................
ถนนสายนี้...มุ่งสู่...หลวงพระบาง .................................................................... แต่สภาพถนนดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้การขับขี่รถยนต์ของผม หมดความน่าสนใจไปแต่อย่างใด เนื่องถนนตัดผ่านชุมชน หมู่บ้าน เป็นระยะๆ ได้เห็นวิถีชีวิตข้างทาง ที่ยังเหมือนสภาพชนบทในบ้านเราเมื่อ 30-40 ปีก่อน วันนั้นเป็นวันหยุด รถผ่านกลุ่มนักเรียน ที่เด็กผู้ชายแต่งชุดนักเรียน โดยนุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาว ส่วนเด็กผู้หญิงสวมเสื้อขาว และนุ่งผ้าซิ่น เดินบ้าง ถีบจักรยานเป็นกลุ่มๆบ้าง เด็กผู้หญิงส่วนมากนิยมกางร่มกันแดด กันเป็นแถว ดูแปลกตา สลับกับท้องนา ที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ดูงดงาม พาลให้นึกถึงชนบทบ้านผม เมื่อหลายปีมาแล้วที่ผมได้มีโอกาสวิ่งเล่นในท้องนา เป็นยิ่งนัก ..................................................................................................
วิถีชีวิตชาวบ้าน ....................................................................................
ทัศนียภาพ...ข้างทาง ..............................................................................................
ท้องนา...หลังเก็บเกี่ยว ผมจำได้ว่า...ไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้งที่ผมต้องเหยียบเบรกกะทันหัน เพื่อให้ แม่ไก่ที่นำลูกเจี๊ยบเป็นฝูง เดินข้ามถนน หรือ แม่หมูที่มีลูกเดินตามเป็นพรวน ข้ามถนน และที่สำคัญคือ ฝูงวัวเดินเล่นบนถนน มีให้เห็นเป็นระยะๆ .........................................................................
วังเวียง...ก่อนตะวันลาลับ ............................................................................ เมื่อเวลาแดดร่มลมตก พวกผมก็ถึง วังเวียง เมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความสงบ น้ำใจของผู้คนงดงาม และธรรมชาติอันสวยงาม ของลำน้ำซอง... ......................................................................
วิว...ข้างทางก่อนถึง วังเวียง
สองรูปนี้...ถ่ายบนรถ...กำลังเร่งให้ถึงวังเวียงก่อนมืด
................................................................................
ภาพนี้จอดรถถ่ายก่อนถึงที่พัก...กลัวมืด ................................................................................... ผมไปถึง วังเวียง โดยไม่ทราบที่อยู่ของที่พักที่แน่นอน เลยต้องลงไป สะ บาย ดี กับชาวบ้านคนหนึ่ง พี่แกบอกว่า ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป จะมีป้ายบอก หรือไม่งั้น ให้ถามใครก็ได้ เขารู้จักกันทุกคน และก็จริงอย่างทีพี่แกว่า ทุกคนรู้จัก และบอกทางอย่างเต็มใจ และถูกต้อง... ยังไม่ได้ เข้าที่พัก และ เดินชมทัศนียภาพของวังเวียง เลย แต่ ผมก็ยอมรับว่า หลงรัก วังเวียง เข้าแล้ว... ............................................................................
ก่อนตะวันลาลับ...อีกมุมหนึ่ง .......................................................................................... หากจะเปรียบวังเวียง กับ เมืองในบ้านเรา ผมขอให้นึกถึง เมืองปาย ครับ เนื่องจาก อยู่ระหว่างทางที่จะไป เมืองใหญ่เหมือนกัน มีแม่น้ำ เหมือนกัน แม้ว่าลำน้ำซอง จะใหญ่กว่า ลำน้ำปาย เล็กน้อย แต่องค์ประกอบทั่วๆไป คล้ายๆกันครับ แม้ว่าปัจจุบัน เมืองปาย จะถูก ทุนนิยม เข้าจู่โจม จนความน่ารักแบบเดิมๆจะหายไปบ้างแล้วก็ตาม.... .......................................................................................
เด็กนักเรียน...ตื่นแต่เช้า...ช่วยกันรดน้ำต้นไม้
สะพานข้าม...ลำน้ำซอง
อีกมุม...ของสะพานและสายน้ำ
มุมนี้...ถ่ายจากที่พัก...ถาวรสุขรีสอร์ท .............................................................................................
อีกมุมหนึ่ง... ............................................................................... ทิ้งท้ายสำหรับตอนนี้ ผมยอมรับว่าเมืองลาวยังมีเสน่ห์ ที่ไม่ต้องแต่งแต้ม อีกมากมายนัก ทั้งธรรมชาติ และผู้คน ตอนหน้าผมจะนำผู้อ่าน ไป สะ บาย ดี หลวงพระบาง เสียที แต่ขอบอกว่าเตรียมตัวกินยาแก้เมาไว้ด้วย เพราะหลังจากนี้ ไม่มีทางเรียบๆ ตรงๆ ให้ขับกันอีกแล้ว ..............................................................................................
ยามเช้า...ณ วังเวียง
สายน้ำ...ภูเขา...และท้องฟ้า...ยามเช้า พบกันใหม่ตอนหน้า ครับ ............................................................................................
ลำน้ำซอง...ไหลเอื่อย...รอคนมาเยือน .......................................................................................... และอย่าลืม ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 15-16 ธันวาคม นี้ เข้าคูหา กา คนดี และอย่าปล่อยให้คนชั่วได้ใจ ...................................................................................... ขอบคุณ esnips สำหรับเพลง ดวงจำปา-คาราวาน ภาพ+เรื่อง : สงราษฎร์
|