| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
สะ บาย ดี หลวงพระบาง .................................................................... ความเดิมตอนที่แล้ว คณะของพวกผมกำลังออกเดินทางจาก วังเวียง เพื่อมุ่งหน้า หลวงพระบาง ............................................................ เนื่องจากได้รับบทเรียน จากการเดินทางช่วง เวียงจันทน์-วังเวียง มาแล้วว่า เราไม่สามารถทำเวลาในการขับรถได้ เพราะสภาพถนนที่แคบ และเราต้องขับเลนขวา ประกอบข้อมูลที่ผมค้นคว้ามาก่อนเดินทางยืนยันตรงกันว่า จากนี้อีก 200 กิโลเมตร ก่อนถึงหลวงพระบาง จะมีทางบนที่ราบ เพียงประมาณ 20 กิโลเมตร ก่อนถึงหลวงพระบางเท่านั้น นอกนั้น ขึ้นเขา ลงเขา ทั้งหมด เราจึงวางแผนที่จะออกจาก วังเวียง ให้เช้าที่สุด เท่าที่สมาชิก 11 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 11 ขวบ จนถึง 81 ปี จะสามารถทำได้ ด้วยเส้นทางที่ผ่านมาก่อนถึงวังเวียง เราได้ผ่าน แม่น้ำหลายสาย และมีธารน้ำเล็กๆ ไหลเลียบไปกับทางหลวง บรรยากาศน่านั่งล้อมวงกินข้าวเป็นอย่างยิ่ง พวกผมจึงไม่สนใจอาหารเช้าของรีสอร์ท แต่ได้เตรียมอาหารซึ่งขนมาจากกรุงเทพฯ เพื่อหวังจะหาบรรยากาศดีริมธาร เป็นสถานที่ในการทำให้ท้องอิ่ม... ออกจากวังเวียง เพียงประมาณ 10 กิโล ผมซึ่งเป็นคนขับนำ ก็เลี้ยวซ้าย เข้าข้างธารน้ำแห่งหนึ่ง จากนั้นอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติา ก็เป็นที่เจริญอาหารของชาวคณะเป็นอย่างยิ่ง ...................................................................... ธารน้ำเล็กๆ...ที่เราใช้เป็นที่พักทานอาหารเช้า ................................................................................. ท้องนา...ข้างธารน้ำ ..................................................................... ระหว่างนั้น พวกผมก็ได้เห็นชาวคณะ Toyota Land Cruiser ประมาณ 10 กว่าคัน ที่ขับจากเมืองไทยเช่นกัน โบกมือให้พวกเรา เหมือนกับจะบอกว่า เจอกันที่หลวงพระบางนะ... เสร็จอาหารเช้า ก็เหมือนที่ผมเกริ่นไว้ เส้นทางต่อไปนี้ประมาณ ร้อยกว่ากิโลเมตร ไม่มีทางเรียบ ตรงๆให้เห็น หากผู้อ่านนึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภาพ เส้นทางเชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ทางหลวงหมายเลข 1095 เส้นแม่มาลัย-ปาย-แม่ฮ่องสอน ถนนขึ้นลงเขาแคบๆ ตัดผ่านหมู่บ้านชาวเขาเป็นระยะๆ แต่เส้นทาง ท. 13 เหนือ แย่กว่า คือ ไหล่ทางไม่มี เส้นแบ่งกลางถนนไม่มี รถสวนมาส่วนมากวิ่งเต็มที่ไม่มีเบา และมักจะกินเลน และที่สำคัญ มอเตอร์ไซค์ ของเมืองลาว วิ่งเต็มถนน ตรงกลางเลน ไม่เคยหลบขวาให้รถที่จะแซง สักคันเดียว ไม่เหมือนบ้านเรา ที่รถมอเตอร์ไซค์มักจะหลบให้รถใหญ่แซงผ่าน.. ..................................................................... เส้นทางแบบนี้...ถือว่า...ไม่นักหนาอะไร ............................................................................. ผมนั่งคิดมาตลอดทางสำหรับประเด็นรถมอเตอร์ไซค์ และสรุปเอาเองว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คงมีการปลูกฝังให้คนในชาติ รักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และยึดถือว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิใช้ถนนหลวงเหมือนกัน ไม่ว่ารถจะคันเล็กหรือคันใหญ่ ดังนั้นฉันจึงใช้สิทธิเต็มที่ ใครแซงได้ก็แซงไป แต่ฉันไม่หลบ ................................................................................ ร่องรอยการทำลายป่า...มีให้เห็นเหมือนกัน ........................................................................ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง คือเรื่องสัตว์เลี้ยงที่เดินเล่นกันตามถนนเป็นเรื่องธรรมดาเป็นอย่างมาก และที่สำคัญถนนช่วงนี้ มีฝูงวัว และฝูงแพะเพิ่มขึ้นมาอีก ................................................................. หลังสู้ฟ้า...หน้าสู้ดิน ...................................................................... อย่างไรก็ตาม หากท่านใดมีประสบการณ์ในการขับขี่รถยนต์ขึ้นเขามาบ้างแล้ว ก็ไม่กลัวว่าทางจะยากลำบากจนไม่สามารถขับได้อย่างปลอดภัย ผมเจอกับคนไทยคณะหนึ่งที่ด่านชายแดน เป็นผู้หญิง 4 คน คนขับรถอายุน้อยที่สุด ประมาณ 30 ปลายๆ นอกนั้นอีก 3 ท่าน 50-60 ทุกคน ใช้รถอีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู ขับจากกรุงเทพฯเหมือนผม ก็ขับปลอดภัยทั้งไปทั้งกลับดี เพียงแต่อาจช้าไปหน่อย แต่ก็ถึงครับ .......................................................
เด็กน้อย...กับรอยยิ้ม ...................................................................... คณะของผมที่สามารถทำเวลาได้ดีขึ้น เพราะเราเตรียมวิทยุสื่อสารไปด้วยทำให้คันหน้าสามารถบอกทางคันหลังให้ทราบเวลามีรถสวน และสำคัญที่สุดตอนคันหลังจะแซงรถช้า ช่วยได้มากที่สุด ดังนั้นอุปกรณ์นี้จำเป็นครับสำหรับการขับขี่ในเส้นทางแบบนี้ .............................................................................. ทิวทัศน์...ระหว่างทาง...เสียดายไม่มีจุดชมวิวดีๆ .................................................................. อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อไม่ดี ก็ต้องมีข้อดีด้วย ทุกอย่างในโลกเป็นอย่างนี้เสมอ ข้อดีมากๆของเส้นทางไปหลวงพระบาง คือ ทิวทัศน์ ที่เราผันผ่าน สวยงาม และยังมีเป็นธรรมชาติ ให้เห็นอยู่มากกว่าบ้านเรา ทั้งๆที่ทางลาวก็ไม่ได้มี เขตวนอุทยานแห่งชาติ เยอะแยะไปหมดเหมือนบ้านเรา แต่ก็ยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ให้เห็นได้...แต่ที่ทางการลาวยังไม่ได้ทำ คือ สร้างจุดชมวิว ที่มีที่จอดรถ วิวสวยงามแบบนั้น หากสร้างจุดชมวิวดีๆ นักท่องเที่ยวคงมีโอกาสได้จอดรถถ่ายรูป และซื้อของที่ระลึกได้ด้วย เป็นการกระจายเงินลงสู่ชนบทได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ทางการลาวท่านใดอ่านอยู่ จะเอาไอเดียผมไปทำก็รีบดำเนินการได้เลยนะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่อย่างใด ................................................................................ ลองนับดู...มียอดเขากี่ลูก... ................................................................................... ท้องฟ้า...ภูเขา...คอยคนมาเยือน? .......................................
ทิวทัศน์...พอสู้บ้านเราได้ไหมครับ ................................................................................. ผมขับรถชมธรรมชาติไป...คอยหลบรถที่สวนมาบ้างเป็นระยะๆ แซงรถอื่นที่ขับช้า แบบเสียวๆ หลายครั้ง...จอดรถเก็บภาพสวยๆ เท่าที่โอกาสและที่จอดรถจะมีให้ได้ ไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง ก็จะมีด่านเก็บเงินค่าใช้ถนนประมาณ 2 ด่าน คันละ 2000 กีบ และมีด่านที่ตรวจหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (สมุดสีม่วง) และขอดูใบขับขี่ 1 ด่าน ตรงด่านนี้ย้ำว่า ใบอนุญาตของฝั่งลาวที่ให้นำรถเข้าประเทศ ต้องระบุชัดเจนว่าเดินทางไปแคว้นไหน หากออกนอกเส้นทางที่ระบุไว้ รับรองมีปัญหาแน่นอน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดต้องให้ระบุในใบอนุญาตว่า ทั่วประเทศ รับรองว่าหมดปัญหา ...................................................................... ด้านหน้าเป็นพื้นราบ...ด้านหลังเป็นภูผา .......................................... ทะเลหมอก...ผมเก็บภาพได้ตอนเที่ยวกลับ ภาพนี้กว่าจะเก็บได้...ต้องจอดรถเข้าไปที่ของบ้านชาวเขา...เพราะถนนไม่มีไหล่ทาง ................................................................................... อีกประมาณ 40 กิโลเมตร จะถึงหลวงพระบาง โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ และ โตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ ของพวกผม ก็ตามคณะคาราวานของ Toyota Land Cruiser ทัน ซึ่งได้รับการเปิดทางให้พวกผมแซงผ่าน ไปโดยสวัสดิภาพ น้ำใจคนไทยมีให้เห็นเสมอ...ครับ ....................................................................... อย่างไรก็ตามน้ำใจของคณะคาราวาน Toyota Land Cruiser ไม่ได้หมดลงแค่นั้น พอผมแซงผ่านได้สักพัก ทางหัวหน้าคณะคาราวานก็จับคลื่นวิทยุที่ผมใช้ติดต่อกัน 2 คัน ได้ จึงมีการเชื้อเชิญให้คณะผม เข้าร่วมกับคณะคาราวาน ด้วยเหตุผลที่ผมฟังแล้วปฏิเสธไม่ได้ คือ คณะคาราวานมีรถนำขบวนที่เป็นคนพื้นที่ รู้เส้นทางเป็นอย่างดี หากคณะผมเข้าร่วมขบวนก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น งดงามแท้มิตรภาพ และน้ำใจของคนไทย... ........................................................................... คณะของผมจึงได้ร่วมขบวน ไปจนถึงหลวงพระบางอย่างปลอดภัย ขอบคุณอีกครั้งครับ... พวกเราถึงหลวงพระบางประมาณ บ่ายสามโมง จึงมีเวลาหาที่พักได้อย่างสบายๆ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องที่พักเต็มอยู่บ้าง แต่การเดินทางหากสมบูรณ์ไปทุกอย่าง คงขาดสีสันไปพอควร ผมมุ่งไปหาที่พักแถบริมแม่น้ำคาน เป็นลำดับแรก เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันจากหลายที่ว่า เงียบสงบ และวิวแม่น้ำคานสวยดี ที่พักของหลวงพระบาง หากเป็นเรือนพัก Guest House จะมีจำนวนห้องตั้งแต่ 5 ห้องเป็นต้นไป แต่จะไม่เกิน 8-10 ห้อง หากมากกว่านี้จะเป็นโรงแรม.....และเนื่องจากคณะผมต้องการห้องพักถึง 5 ห้อง เรือนพักที่เดียวจึงไม่สามารถสนองความต้องการของพวกเราได้หมด สรุปว่า เราได้ที่พักสองที่ คือ Oui's Guest House อยู่ริมน้ำคาน เกือบสุดถนน บรรยากาศดี เงียบ ห้องพักดี ราคาตกอยู่ที่ คืนละ 30 เหรียญ รวมอาหารเช้า อีกที่อยู่ตรงถนนสายกลางเมือง หน้าวัดสีมงคน....ชื่อเรือนสีมงคน....ห่างจากที่พักแรกประมาณ 500 เมตร เดินไปมาหาสู่กันสบายๆ บรรยากาศเงียบดีเหมือนกัน แต่ห้องพัก และความสะอาดต่างๆ สู้ที่.. Oui's Guest House ไม่ได้ ราคาอยู่ที่ 20 เหรียญต่อคืน..แต่เราสามารถพักได้แค่ 2 คืน เพราะหลังจากนั้นคณะทัวร์จากเมืองไทยจองเต็มหมด ผมจึงต้องไปหาที่พักใหม่ในคืนสุดท้ายก่อนกลับ ได้ที่ริมแม่น้ำคานเหมือนกัน ชื่อ เรือนโสภา มีคนไทยเป็นเจ้าของ ห้องพัดลม ซึ่งโอเคมากๆ เพราะห้องอื่นๆที่มีแอร์คอนดิชั่นไม่เคยได้เปิดใช้ ก็อากาศเย็นขนาดนั้น จะเปิดแอร์ทำให้โลกร้อนไปทำไม ที่นี่ห้องสวย ราคา 15 เหรียญต่อคืน .......................................................................... เรือนพักสีมงคน ................................................................... Oui's Guest House ริมแม่น้ำคาน ...................................................................... แม่น้ำคาน(ล่าง) ไหลมารวมกับแม่น้ำโขง (บน) ................................................... จากนั้นเราก็หาอาหารค่ำใส่ท้อง โดยได้ร้านอาหารเล็กๆแถวที่พัก 11 คน หมดค่าอาหารไป สามแสนกว่ากีบ คิดเป็นเงินไทย 1,100 บาท อิ่มไปหนึ่งมื้อ พูดเรื่องเงินแล้ว ขอแนะนำอย่างนี้ คือควรแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ ติดไปด้วย และต้องแลกเงินกีบไปด้วย ตอนที่ผมไป 1 บาท แลกได้ 280 บาท เวลาไปแลกที่หลวงพระบาง ให้เดินถามหลายๆร้านหน่อย เพราะบางที่ก็ให้แค่ 270 กีบ ต่อ 1 บาท เหตุที่ต้องแลกเงินกีบ ทั้งที่เงินไทย คนลาวเต็มใจรับอยู่แล้ว เพราะหากจ่ายเป็นเงินไทยจะขาดทุนครับ ตัวอย่างเช่น 1000 กีบ คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 3.50 บาท 10,000 กีบ ก็เท่ากับ 35 บาท แต่หากเราจ่ายเป็นเงินไทยเขาจะคิดเป็น 40 บาท สำหรับราคา 10000 กีบเป็นต้น ดังนั้นแนะนำว่า ซื้อของตามร้านค้าย่อย ให้ถามราคาเป็นกีบและจ่ายเป็นเงินกีบ จะดีที่สุด แต่ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆ หรือที่พักอัตราการคำนวณการแลกเปลี่ยนเงินค่อนข้างมีมาตรฐาน ก็แล้วแต่ท่านจะสะดวกนะครับ ช่วงที่ผมไปผมเอาเงินเงินไทย 5,000 บาท ไปแลก ได้เงินมา 1 ล้าน 4 แสน กีบ กลายเป็นเศรษฐีไปทันที.. เป็นอันว่าผมพาท่านถึงหลวงพระบางเสียที หลังจากที่ติดไฟแดงเรื่องการเมืองมาหลายเพลา...ตอนหน้าจะพาท่านผู้อ่าน เดินเที่ยวในเมืองหลวงพระบาง เมืองที่เหมาะแก่การเดินเที่ยวเป็นที่สุด จากนั้นจะพาออกนอกเขตเมืองแชมน้ำตกกวางสี ที่ลือชื่อและที่น่าสนใจอื่นๆ ต่อไป .................................................................... วัดเชียงทอง...วัดหลวง...ครั้งหน้าจะพาไปชมโดยละเอียด ............................................................................ พบกันใหม่ตอนหน้า...และขอสวัสดีปีใหม่ 2551 ขอให้ทุกท่าน มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขกับการใช้ชีวิต อย่างพอเพียงตามแนวคิด ของพ่อหลวงของพวกเรา นะครับ พบกันใหม่ปีหน้า.. ........................................................................
ขอบคุณ esnips สำหรับบทเพลง กุหลาบปากซัน - ภูสมิง
|