| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
......................................................................... ความเดิมตอนที่แล้ว : ผมนำผู้อ่านถึงหลวงพระบางเรียบร้อย และสัญญาจะนำเที่ยวในเมือง... หลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีถนนสายหลักในเมืองเพียง 3 สาย ลักษณะถนนหากเรายืนอยู่ตรงบริเวณด้านหลังสุดของเมืองตรงบริเวณสัญลักษณ์เมืองมรดกโลก แล้วหันหน้าเข้าเมือง ถนนจะมีลักษณะเป็นรูปตัวยู มีเส้นผ่ากลาง กล่าวคือ เส้นของตัวยู ซ้ายมือ คือถนน กิ่งสะลาด ที่เชื่อมต่อจาก ถนนพูสี เลาะเลียบสายน้ำคาน ไปจนสายน้ำคานบรรจบกับแม่น้ำโขง ตรง ปากคาน ซึ่งจะไปเชื่อมกับถนนสุวันนะคำผง ซึ่งเปรียบเหมือน เส้นตัวยูทางขวามือ ถนนนี้ ขนาบข้างโดยแม่น้ำโขงทางขวามือ ส่วนถนนตรงกลาง ซึ่งเปรียบเป็นเส้นผ่ากลางตัวยู คือถนนสักกะลิน (ถนนในเมืองหลวงพระบาง มีข้อแปลกคือ ถนนเส้นเดียวกัน แต่พอผ่านสี่แยก ก็จะเปลี่ยนเรียกถนน ไปทุกครั้ง ต่างกับเมืองไทยผ่านกี่แยกก็ยังเรียกชื่อเดิม) ถนนริมน้ำคานจะเป็นแหล่งเรือนพักเป็นส่วนมาก เพราะ เงียบสงบ และมีวิวสวยๆของสายน้ำคาน เป็นจุดดึงดูดใจ ถนนสายกลางตรงช่วงปลายถนนจะเป็นแหล่งของวัดวาอารามของหลวงพระบาง ไม่ว่าจะเป็นวัดเชียงทอง วัดคีลี วัดสีบุนเฮือง วัดสีมงคน วัดสบ วัดแสน ไล่เรียงติดๆกัน และเมื่อเดินตรงผ่านวัดเหล่านี้ไปแล้วก็จะเข้าสู่ศูนย์กลางของเมืองซึ่งมีร้านค้า ร้านอาหาร ธนาคาร แหล่งแลกเงิน ตลาดกลางคืน ฯลฯ สำหรับถนนเลียบแม่น้ำโขงก็จะคลาคล่ำไปด้วยเรือนพัก และร้านอาหาร ที่มีวิวแม่น้ำโขง ที่ดูยิ่งใหญ่ และหยิ่งทะนง เป็นจุดล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยว การเดินเที่ยวในเมืองควรจะเริ่มต้นโดยการตักบาตรข้าวเหนียวในตอนเช้าตรู่ของทุกๆวัน ประมาณหกโมงเช้า พระสงฆ์จากวัดเกือบทุกวัดในเมืองหลวงพระบางจำนวนเป็นร้อยรูป จะออกบิณฑบาต โดยเริ่มออกเดินจากบริเวณวัด สีบุนเฮือง ชาวหลวงพระบางจะมีการตักบาตร ทุกวัน นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรอใส่บาตรข้าวเหนียวได้ตามเส้นทางที่พระสงฆ์เดินผ่าน โดยข้าวเหนียวที่จะใส่บาตรก็สามารถสั่งจองได้ แต่หากไม่ได้จองไว้ ก็จะมีแม่ค้าชาวลาวนำมาขายถึงที่ แต่มีข้อควรระวังคือ บรรดาแม่ค้าเหมือนจะรู้นิสัยคนไทยดี ว่าชอบทำบุญมากกว่าที่ชาวเมืองเขาทำกัน กล่าวคือชาวเมืองหลวงพระบางจะตักบาตรเฉพาะข้าวเหนียว โดยปั้นเป็นก้อนเล็กๆ กะให้พอกับจำนวนพระสงฆ์กับข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บ แต่คนไทยมักจะชอบใส่ขนมและอื่นๆด้วย แม่ค้าจึงจะนำทั้งข้าวเหนียวและขนมมาจัดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้ใส่บาตรกัน โดยจะเติมทั้งข้าวเหนียว และขนมแห้งให้นักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดเวลา เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง ส่วนมากมักจะไม่ได้ตกลงกันก่อนอยู่แล้ว ใส่บาตรเสร็จ ค่าข้าวเหนียว+ขนม หมดเงินไปคนละหลายร้อยบาท แถมจิตใจยังไม่แจ่มใสเหมือนคนเพิ่งใส่บาตรมาใหม่ๆ เพราะเจอยุทธวิธี คิดค่าค่าใช้จ่ายของแม่ค้าเข้าไป .............................................................
นักท่องเที่ยว...ตักบาตรข้าวเหนียว .......................................................
......................................................................
ภาพคุ้นตา...ยามเช้าที่หลวงพระบาง .................................................................. สรุปคือ หากจะซื้อจากแม่ค้า ก็ควรซื้อเฉพาะข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บก็พอ และพยายามใส่ให้พอดีกับจำนวนพระสงฆ์ หมดแล้วก็หมดกัน เพราะไม่ได้มีเราคนเดียวที่ใส่บาตร ชาวเมืองหลวงพระบางและนักท่องเที่ยวอื่นๆรอใส่อีกเยอะ จบจากใส่บาตร ก็ควรหาอาหารรับประทาน อาหารเช้าพื้นเมืองที่นั่นมีอร่อยๆเยอะแยะ ผมขอแนะนำตอนต่อไปก็แล้วกัน จากนั่นมุ่งหน้าไปวัดเชียงทองกันครับ เสียค่าเข้าชม คนละ 80 บาท หากจ่ายเป็นเงินกีบ ก็ 20,000 กีบ ( 70 บาท ) วัดเชียงทองเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมล้านช้าง สร้างในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ปี พ.ศ.2102-2103 เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกเผา เมื่อตอนที่พวกฮ่อธงดำ ปลุกปล้นเมืองหลวงพระบางเมื่อปี 2428 เป็นวัดที่กษัตริย์สององค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรลาว คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ให้ความอุปถัมป์เป็นพิเศษ .............................................................
มุมกว้างของ...วัดเชียงทอง .................................................................
สิมวัดเชียงทอง...หลังคาซ้อนกันสามชั้น...เรียกว่าหลังคาปีกนก .......................................................................
ช่อฟ้าวัดเชียงทอง...ช่อฟ้าหากมี 17 ยอด ถือว่าเป็นวัดหลวง ................................................................
ช่อฟ้าวัดอื่น...เปรียบเทียบกับภาพบนให้เห็นกันชัดๆ ...................................................................
โรงเมี้ยนโกศ...วัดเชียงทอง .............................................................
ลายต้นทอง(ต้นงิ้ว) ด้านหลังอุโบสถวัดเชียงทอง ....................................................... จุดเด่นที่น่าสนใจของวัดนี้ คือ สิม หรือ อุโบสถ บานประตูสิม ลายต้นทองหรือต้นงิ้วในภาษาไทย ด้านหลังสิม ฯลฯ ท่านผู้อ่านที่ต้องการไปเที่ยวชมวัดนี้ควรหาข้อมูลมาอ่านก่อนไปเยี่ยมชมจะได้ความรู้มากขึ้น และต้องแนะนำอีกครั้งคือ หนังสือ คู่มือนำเที่ยวหลวงพะบาง โดย ศรัณย์ บุญประเสริฐ ...............................................................
เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านรอบหอพระพุทธไสยาสน์ ...................................................................
ลายต้นทอง(งิ้ว) มุมใกล้ขึ้น ........................................................
อีกมุมของเรื่องเล่านิทานชาวบ้าน .............................................................
ต้นทอง(ต้นงิ้ว)..ในเรื่องเล่านิทานชาวบ้านรอบหอพระพุทธไสยาสน์ .............................................................
เด็กอยู่ในวัด...แต่ไม่ใช่เด็กวัด ..............................................................
มุมไกล...ลายต้นทอง .......................................................
ลูกทัวร์กิตติมศักดิ์ของผม...กำลังบันทึกข้อมูลลงสมุด ................................................................................................ จบจากวัดเชียงทอง ขอนำท่านเดินเล่นจากสุดถนนสายกลาง เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมือง ผ่านและนมัสการ วัดต่างๆ ระหว่างทาง อาทิ วัดคีลี วัดสีบุนเฮือง วัดสีมงคน วัดสบ วัดแสน ช่วงที่คณะผมไปอากาศดีมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนมากที่ผมได้ทักทายพูดคุยด้วย อาทิ สองสามีภรรยาวัยมากกว่า 60 ปี ที่ถีบจักรยานจากเวียงจันทน์ มาหลวงพระบาง เพื่อนชาวออสเตรเลียที่นั่งเรือจากเชียงของจังหวัดเชียงราย 2 วัน 2 คืน เพื่อมาหลวงพระบาง หรือแม้แต่สาวกปิศาจแดงสูงวัยจากเกาะอังกฤษ ที่ปรี่เข้ามาทักทายผม ทันทีที่เห็นทะเบียนรถยนต์ กทม.ของผม สอบถามถึงการขับรถจากกรุงเทพฯ มาหลวงพระบาง และบอกกับผมว่าคราวต่อไปจะไม่มาเครื่องบินแล้ว แต่จะขับรถมาเอง ฯลฯ ผู้คนเหล่านี้ใช้วิธีการเดินเที่ยวชมเมือง กันอย่างสบายๆ ผิดกับกลุ่มทัวร์จากเมืองไทย ซึ่งส่วนมากมักจะเดินทางโดยรถโดยสารแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรถสองแถว รถตู้ หรือ รถแวน อาจเป็นเพราะนักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย หรือคนไทยไม่ชินกับการเดินเที่ยว? (ก็บ้านเรามันร้อนเสียเหลือเกินนี่นา) ................................................................
โคมไฟ...ทำจากกระดาษสา .....................................................................
ร้านค้าผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา...มีเห็นทั่วไป ....................................................... ช่วงผ่านวัดแสน หรือชื่อเต็มว่า วัดแสนสุขาราม หากหิวแวะชิม เฝอ ตรงร้านที่อยู่ตรงข้ามกับวัดได้ เปิดตั้งแต่ 9.00 น. หมดประมาณเที่ยง ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะมาอุดหนุน จนทำให้ชาวเมืองหลวงเก่า อดกินกันในช่วงเทศกาล เดินเรื่อยมาผ่านร้านรวง บริเวณใจกลางเมือง ผ่านย่านตลาดกลางคืน ขวามือเราก็จะเจอกับสถานท่องเที่ยวสำคัญที่พลาดไม่ได้อีกแห่ง คือ หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง (พระราชวังเดิม) ซึ่งต้องกะเวลาเข้าชมให้ดี เพราะช่วงเช้าเปิด ตั้งแต่ 8.00-11.00 น. จากนั้นพักกลางวัน ตามธรรมเนียมฝรั่งเศส เปิดอีกครั้งตอน 13.30-16.30 น. ค่าเข้าชมเท่ากับที่วัดเชียงทอง แต่มีกฎเกณฑ์เพิ่มเติม คือ ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ (ประมาณเวลาเราไปวัดพระแก้วของบ้านเรา) ห้ามถ่ายรูป วิดีโอ ..............................................................
ทางเดินสู่พระราชวังเดิม .............................................................
แถวต้นตาล ขนาบข้างทางเดินสู่พระราชวังเดิม ..................................................................
แถวต้นตาล...แต่เหลือแถวเดียว ................................................................. พลันที่สองเท้าย่างเข้าบริเวณหอพิพิธภัณฑ์ฯ สายตาก็จะพบกับแถวต้นตาล ขนาบข้างทางเดินสู่พระราชวังเดิม ดูสวยงามน่าเก็บภาพเป็นที่ระลึกอย่างยิ่ง สถานที่เด่นๆ นอกจากอาคารพระราชวังเดิมแล้ว ยังมี หอพระบาง และอนุสาวรีย์พระศรีสว่างวงศ์ เจ้ามหาชีวิตที่พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกแก่ชาวลาว ....................................................................
หอพิพิธภัณฑ์หรือพระราชวังเดิม ......................................................................
นักท่องเที่ยวสูงวัย...กับรองเท้าคู่เก่ง ................................................................ ออกจากหอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง ควรพักรับประทานอาหารเพื่อเติมพลัง ก่อนเดินชมวัดอื่นๆ หรือเดินเลือกซื้อสินค้านานาชนิด บริเวณตลาดใกล้พระธาตุจอมพูสี รอจนแดดร่มลมตกจึงเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุพูสี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับหอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง พระธาตุจอมพูสี สร้างในปี 2347 สมัยเจ้าอนุรุทธราช ต่อมามีการบูรณะอีกครั้ง จนทำให้องค์พระธาตุหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองฉาบทอง สวยเด่นเป็นสง่า ยอดพูสี มีความสูงประมาณ 100 เมตร บันไดทางขึ้นมี 328 ขั้น ขึ้นได้สองทาง คือ ทางตรงข้ามหอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง และด้านริมแม่น้ำคาน ..............................................................
สายน้ำคาน...มองจากพูสี ..................................................
มองจากพูสี...จะเห็นวัดป่าโพนเพาอยู่เบื้องหน้า ..................................................................................... วันที่ผมและชาวคณะบางส่วนที่ใจสู้ ขึ้นไปนมัสการ ผมใช้ทางขึ้นด้านแม่น้ำคาน เพื่อหลบกองทัพนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ทำให้ได้มีที่ยืนเหมาะเก็บภาพทิวทัศน์จากพูสี มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้หลายภาพ และไฮไลท์สำหรับวัน คือการ เฝ้าชมพระอาทิตย์อัสดง บนยอดพูสี ที่มีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคน และ 80 เปอร์เซ็นต์มีกล้องถ่ายรูปแออัดยัดเยียดกันตามสมควรด้วยอาการจดจ่อ แต่ใบหน้าทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนกับจะบอกว่า รู้และเข้าใจ ........................................................................
พระธาตุจอมพูสี .........................................................
อีกมุม...มองจากพูสี ................................................ กว่าผมจะเก็บภาพอาทิตย์อัสดงมาฝากท่านผู้อ่านได้ ก็ต้องมุม หาเหลี่ยมกันอยู่นานเหมือนกัน และคิดว่าภาพที่นำมาฝากกันวันนี้ สวยงามไม่น้อยหน้า ภาพจากเหลี่ยมมุมที่ถ่ายจากกล้องตัวอื่นเหมือนกัน คงต้องลากันตอนนี้ ด้วยภาพอาทิตย์อัสดง บนพูสี แล้วตอนต่อไปผมจะนำไปชมแหล่งท่องเที่ยวนอกเมืองบ้าง รับรองว่าสวยงามไม่แพ้ในเมืองเช่นกัน พบกันใหม่ตอนหน้า และขอสวัสดีปีใหม่กับทุกท่าน ใจสุข กายสุข กันทุกคนนะครับ ..................................................
พระอาทิตย์อัสดง...กับมุมหนึ่งของแม่น้ำโขง ............................................................................. ขอบคุณ esnips สำหรับบทเพลง กุหลาบปากซัน ภูสมิง ข้อมูลการท่องเที่ยวจากหนังสือ คู่มือนำเที่ยวหลวงพะบาง โดย ศรัณย์ บุญประเสริฐ
|