| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคน ที่ผมห่างหายไปจาก OKNation 3 สัปดาห์เต็มๆ ไม่ได้เข้ามาบ้าน ไม่ได้ไปเยี่ยมใครเลย ยอมรับว่าคิดถึงครับ แต่ด้วยเงื่อนไขส่วนตัว ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น คราวหน้าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นบ่อยๆ อีกแล้วครับ ขอโทษอีกครั้ง .......................................................................................................................................
เมื่อวานนี้ (19/3/2551) มีบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งประธานวุฒิสภา คนแรกของสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 คือ ท่านประสพสุข บุญเดช และรองประธานคนที่ 1 คือ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานคนที่ 2 คือนางทัศนา บุญทอง ภาพที่ออกมาเหมือนกับว่า ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ ได้รับชัยชนะในยกแรก แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจเป็นอันขาด เพราะศึกครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้น เท่านั้น มีคำถามเกิดขึ้นจากประชาชนมากมาย ว่า ทำไมต้องเข้ามาครอบงำวุฒิสภา? รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่ผ่านการรับรองโดยการลงมติ ของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ได้กำหนดบทบาทภาระหน้าที่ของ วุฒิสภา ไว้พอสรุปได้ดังนี้ กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามหรือ เปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ นอกนั้นยังหน้าที่ในการ พิจารณาเลือก แต่งตั้ง หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และมีอีกหลายตำแหน่ง แต่ผมจำได้ไม่หมด รวมทั้งสามารถถอดถอนผู้ดำรงทางการเมือง และบุคคลในองค์กรอิสระ ได้อีกด้วย ท่านจะเห็นว่าทุกตำแหน่งที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภา ล้วนเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่คอยตรวจการทำงานของรัฐบาล และถ่วงดุลย์ในการใช้อำนาจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แทบทั้งสิ้น นั่นคือเหตุผล ที่เมื่อพรรคไทยรักไทยในอดีต เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ กระบวนการครอบงำ ควบคุม การทำงานของสมาชิกวุฒิสภา จึงเกิดขึ้นทุกรูปแบบ จนทำให้สามารถส่งคนที่ไว้วางใจได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งตามองค์กรอิสระ ได้เกือบทั้งหมด และนั่นคือเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งที่นำไปสู่ ปรากฏการณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล และการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในที่สุด สภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี 2550 ก็คงเห็นปัญหานี้อยู่เช่นกัน จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จากเดิม ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามอัตราส่วนของประชากรของแต่ละจังหวัด เป็นมีจำนวนทั้งสิ้น 150 คน มาจากเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน ประเทศไทยมี 76 จังหวัด รวมเป็น 76 คน มาจากการสรรหาอีก 74 คน โดยผู้ที่เป็นคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย รวมเป็น 7 คน เหตุผล ที่กำหนดแบบนี้ ผมวิเคราะห์เอาเองว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบทักษิณ หรือใครก็ตามแต่ที่ต้องการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของวุฒิสมาชิก ทำได้ยากขึ้น ย้ำ ทำได้ยากขึ้นแค่นั้น ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ คนเราถ้าในหัวจิตหัวใจมันชอบการโกง มันก็โกงได้วันยังค่ำ แถมโกงแล้ว คนส่วนหนึ่งยังปรบมือให้ว่า มึงเก่ง โกงจนได้ดี ว่าเข้าไปนั่น เหมือนที่สังคมไทยในปัจจุบัน กำลังเป็นอยู่ เหตุที่ผมวิเคราะห์ว่า ทำให้การแทรกแซง ทำได้ยากขึ้นเพราะ ท่านลองนึกภาพดูว่า หากยังให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง ตามจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัดเหมือนเดิม ซึ่งหมายถึงจังหวัดไหนมีคนมาก จำนวน ส.ว. ก็จะมากตาม เหมือนที่กรุงเทพฯ เคยมี ส.ว.ได้ 18 คน อะไรจะเกิดขึ้น คนภาคไหนจะมีจำนวนสมาชิกวุฒิสภามากที่สุด? ก็ภาคที่ประชาชนขาดการรับรู้ข่าวสารบ้านเมือง ขาดอิสระในการตัดสินใจเลือก มากที่สุด นั่นแหละครับ สภาผัว สภาเมีย ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในบ้านเราเมืองเรา ไม่เคยปลอดจากอิทธิพลของนักการเมือง ส.ว.ที่ได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 และแม้แต่ รัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนมากได้รับการสนับสนุนจาก บรรดา ส.ส.ในจังหวัดแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการทำให้จำนวน สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเหลือน้อยลง และกระจายไปอยู่ทั่วประเทศ จึงเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ในการทำให้พรรคการเมืองใดหนึ่งพรรคการเมืองไม่สามารถ สร้างอิทธิพลเข้ามาครอบงำ ส.ว.ได้ทั้งหมด อีกทั้งการทำให้สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 74 คน มาจากการสรรหา ของ 7 อรหันต์ ซึ่งคนทั่วไปยังเชื่อมั่นว่ายังมีความยุติธรรมอยู่ จึงทำให้ สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาส่วนมาก ปลอดจากเชือกจูงจากพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง ปรากฏผลให้เห็นแล้ว เมื่อคราวลงมติเลือกประธานสภา และ รองประธานฯ ทั้ง 2 คน ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีปรากฏการณ์ออกมาแฉเรื่อง การให้เงินเพื่อจูงใจให้เลือกผู้สมัครประธานฯ ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเมืองใหญ่ โดยคุณสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา นักสื่อสารมวลชนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 20 ปี จนปรากฏการออกตัว กันทั่วถ้วนหน้า ในวันนี้ชื่อของประธานวุฒิสภา อาจไม่ใช่ ท่านประสพสุข บุญเดช อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ผู้ที่มีภาพลักษณ์ ยุติธรรม และเป็นกลาง ก็เป็นไปได้ อาจเป็นชื่อของอดีตผู้ว่า ที่มีชีวิตราชการเติบโตอย่างก้าวกระโดด คนนั้น ก็อาจเป็นได้ และเหมือนกับที่ผมเกริ่นนำไว้ตั้งแต่ต้น การได้รับชัยชนะในยกแรก อย่าเพิ่งดีใจ เพราะหากเรามองภาพให้เชื่อมต่อกัน พลันเราจะเห็น รายชื่อของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งปิดรับสมัครไปไม่นาน จะมีชื่อ ที่คุ้นหูดี อย่างนายมานิต วิทยาเต็ม อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 1 ใน 8 เสียง ที่ลงมติให้มือที่มองเห็น แห่งกรุงลอนดอน พ้นผิดจากคดีซุกหุ้น นายสมชัย จึงประเสริฐ 1 ใน 5 เสือ ก.ก.ต. ที่มักจะลงมติตรงกันข้าม กับ 4 คน ที่เหลือ เสมอๆ และอีกหลายๆคน ตั้งแท่นรออยู่แล้ว วุฒิสภาชุดนี้ จะเป็นผู้มีอำนาจในการเห็นชอบกับรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหา ส่งเข้ามา ดังนั้นอย่าได้กระพริบตา เพราะกระบวนการล้อบบี้เพื่อดึง ส.ว.มาอยู่ในคอก เหมือนที่เคยทำได้มาแล้ว กำลังทำอย่างต่อเนื่อง และคงดุเดือดเผ็ดร้อน ยิ่งกว่าการเลือกประธานวุฒิฯ เดิมพันครั้งนี้สูงยิ่ง เพราะหากปฏิบัติการยึดสภาสูงทำได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาตร์ 2 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น อีก 2 คน รวมเป็น 4 คน จากจำนวนตุลาการัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คน ย่อมเป็นไปตามใบสั่ง และหากหาพวกได้เพิ่มอีกเพียง 1 คน จากสายผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ก็สามารถมีเสียงข้างมากได้ จากนั้นกระบวนการส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ความเป็น อยู่ คือ ของ ค.ต.ส. ก็จะตามมา และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ที่มาของ ค.ต.ส.ไม่ชอบ การกระทำของ ค.ต.ส.ที่ผ่านมา ถือเป็นโมฆะทั้งหมด รวมทั้งคดี ที่อยู่ในมือ และอยู่ในชั้นศาล เมื่อถึงวันนั้น คงมีการปิดประเทศฉลองให้ มือที่มองเห็น...อย่างเอิกเกริก ...ขณะที่ประชาชน เริ่มออกจากบ้านยึด สนามหลวง และ ราชดำเนิน เป็นที่ชุมนุม อีกครั้ง....
|