| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
. ค่ำวันที่ 3 เมษายน 2551 ในงานบำเพ็ญกุศลศพคุณยาย(น้าของคุณแม่) คุณแม่บอกกับผมว่า "ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างปกติ ยกเว้น ไขมันในเลือดสูงเล็กน้อย ทั้งพ่อและแม่ " แม่บอกว่าจะไปตรวจอีกครั้ง เพื่อความสบายใจ ในใจผมคิด...อย่างน้อย ๆ แม่กับพ่อ คงอยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ลูกหลานไปอีก ไม่ต่ำกว่า 10 ปี อย่างแน่นอน ก็...แม่ของผม เพิ่งจะมีอายุครบ 67 ปี ไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม นี่เอง... . เย็นวันที่ 5 เมษายน 2551 หลังจากงานฌาปนกิจศพคุณยายเรียบร้อย...ผมลาแม่กลับสุราษฏร์ธานีก่อนพร้อมญาติ... ทิ้งแม่ซึ่งเป็นหลานรักของคุณยาย อยู่ช่วยงานลอยอังคาร...ด้วยการเอียงแก้มให้คุณแม่หอม โดยไม่ต้องให้แม่ร้องขอ แม่ยังบอกว่า "รู้มากจริงนะ" . เช้าวันที่ 6 เมษายน 2551 ผมโทรฯคุยกับแม่ได้ไม่กี่คำ แต่ทราบว่าทางสงขลาเรียบร้อยดี...ก่อนเที่ยงผมและคู่ชีวิต เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่ามีอะไรมาดลใจระหว่างทาง เราพูดคุยกันแต่เรื่องระหว่างแม่และผม.... ประมาณหกโมงเย็น คู่ชีวิตผมโทรฯ หาแม่ แต่ไม่มีคนรับสาย... ผมบอกว่า แม่อาจจะอยู่ระหว่างการเดินทางกลับสุราษฎร์ธานี เดี๋ยวก็คงโทรฯกลับมา เหมือนทุกครั้ง ที่แม่มักจะขึ้นต้นด้วยประโยค"มีอะไรหรือลูก" หกโมงกว่า ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นเหมือนที่ผมคาด แต่ไม่ใช่สายจากแม่ กลับเป็นญาติที่สงขลาโทรฯมา ถามว่าถึงไหนแล้ว... เป็นประโยคคำถามปกติ ที่ถามคนที่กำลังขับรถยนต์จุดหมายหนึ่งไปอีกจุดหมายหนึ่ง...ผมตอบว่า "ถึงสมุทรสงครามแล้ว" ญาติผมแจ้งว่า "เกิดอุบัติเหตุกับแม่ ขณะเป็นผู้โดยสารรถยนต์ของญาติเดินทางกลับสุราษฏร์ธานี แม่ผมอาการหนักที่สุด...ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลเวียงสระ" ผมอึ้งไปชั่วขณะ...ก่อนถามกลับว่าคนอื่น(รวมทั้งพ่อ) บาดเจ็บมากไหม ญาติบอกว่า 4 คนที่เหลือไม่ได้รับบาดเจ็บเลย... ผมใจชื้นขึ้นเล็กน้อย..เพราะนั่งรถมาพร้อมกัน...คนอื่นไม่เป็นไรมาก แม่ผมก็คงอาจแค่สลบไป... . ผมโทรฯ หาน้องสาว ที่นครศรีธรรมราชทันที ซึ่งขณะนั้นน้องสาวทราบข่าวแล้ว...ผมบอกให้ตรวจสอบไปที่โรงพยาบาลเวียงสระ และหากเป็นไปได้ให้รีบย้ายแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ทันทีเผื่อต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เพราะโรงพยาบาลเวียงสระซึ่งเป็นโรงพบาบาลประจำอำเภอ และวันนั้นเป็นวันหยุดราชการ อาจไม่มีศักยภาพพอที่จะทำได้.. . จากนั้นผมโทรฯแจ้งน้องชาย ที่กำลังถ่ายหนังอยู่ที่กองถ่ายแถวปากเกร็ด...และผมพยายามจะหาที่กลับรถ... จนแล้วจนรอดผมก็หาที่กลับรถไม่ได้...แบตเตอรี่โทรศัพท์ก็กำลังจะหมด...ขณะที่ผมต้องใช้มันในการสื่อสารตลอดเวลา . จนล่วงเข้าสมุทรสาคร ผมตัดสินใจเลี้ยวเข้าทางแยกไปกระทุ่มแบน...คู่ชีวิตวิ่งลงไปซื้ออุปกรณ์ชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่... ผมโทรฯหาความคืบหน้าของแม่อีกครั้ง...และได้คุยกับอา ที่กำลังอยู่ที่โรงพยาบาลเวียงสระ... . อาบอกว่า "แม่จากไปแล้ว" . ผมกลั้นใจถามออกไปว่า "แม่ทรมานแค่ไหนก่อนเสียชีวิต" อาบอกว่าแม่ผมเสียตั้งแต่วินาทีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว...ผมวางโทรศัพท์...ปล่อยโฮ...ออกมา... ด้วยความรู้สึกไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น...ทุกอย่างมันเร็วไปหมด...ไม่มีเวลาที่จะให้พวกเรายื้อชีวิตของแม่ของพวกเราเอาไว้เลย... . จากนั้นเมื่อสติกลับมา...ผมโทรฯหาน้องชายแจ้งข่าว..และนัดหมายกันที่บ้านของน้องชายที่พุทธมลฑลสาย 3 โดยแจ้งคู่ชีวิตว่า เราคงไม่กลับไปให้ถึงบ้านพัก...เสื้อผ้าที่จะใช้ในงานศพ ก็คือชุดเดิมที่ใช้ในงานคุณยาย... . คืนนั้น 3 ชีวิต ในความรู้สึกเดียวกันได้อาศัยเจ้า ฟรายเดย์ รถยนต์คู่ครอบครัวผม เดินทางไกลกว่า 600 กิโลเมตร กลับไปสุราษฏร์ธานีอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งจากมาเมื่อก่อนเที่ยงนี่เอง.. . ผมเป็นผู้ควบคุมเจ้าฟรายเดย์แต่เพียงผู้เดียว...เพราะน้องชายไม่ถนัดเกียร์ธรรมดา... หลายคนถามว่าไม่ง่วงเหรอ....ขับรถตั้งแต่ 11 โมงเช้าจนถึงตีห้าของอีกวัน... ผมตอบเขาว่า...ระหว่างทางในช่วงที่คนอื่นหลับไหลเพราะความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ...ผมมีเรื่องคิดถึงแม่ผมมากมาย จนหลับไม่ลง.. 46 ปี ของความเป็นแม่ลูก...มีเรื่องให้ระลึกถึงมากมายนัก จะหลับได้อย่างไร...ในเมื่อมีแม่คอยนำทางให้กลับบ้าน.... . ตีห้ากว่า ๆ เราถึงบ้านดอน สุราษฏร์ธานี ท่ามกลางหมอกหนาบนท้องถนนและในท้องทุ่งกว้าง... ผมจอดรถหน้าบ้าน...แต่ไม่ยอมลงจากรถ...ในใจคิดว่าปาฎิหาริย์จะมีจริง...ผมปล่อยให้น้องชายและคู่ชีวิตลงจากรถไปก่อน... ในใจหวังว่า...ไม่เกินอึดใจรอ...แม่ผมคงเดินยิ้มออกมาที่หน้าบ้าน...พร้อมทั้งบอกว่า "แม่ขอโทษที่หลอกให้ลูกกลับบ้านด้วยวิธีนี้" . แต่ปาฎิหาริย์ไม่มีจริงครับ...มีแต่เสียงร่ำไห้ของน้อง ๆ และคุณพ่อเท่านั้นที่ผมได้ยิน.. ผมตระหนักได้ว่า...ถึงเวลาที่ผมจะต้องยอมรับความจริงเสียที...ว่า แม่ผมได้สละร่างกาย ที่มีสถานะของความเป็น.."แม่" "คู่ชีวิต" "เพื่อน" "ลูก" "พี่น้อง" "คุณครู" รวมทั้ง "พลเมืองดีของประเทศ"ที่หยิบยืมมาจากธรรมชาติให้กลับคืนสู่ธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว ทิ้งให้พวกเราอยู่ต่อสู้กับโลกนี้ต่อไป... . นับแต่นี้..ผมไม่มีแม่...ที่คอยหอมแก้ม..เวลา...จากหรือเจอ...ไม่มีแม่ที่คอยห่วงใยลูกๆเสมอ..แม้ว่าลูกจะอายุเท่าใด...อยู่ในสถานะใด...อีกแล้วครับ... .
. |