| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
โศกนาฏกรรมทางสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนมาก ในภาพข่าวที่เกิดขึ้นในวันนี้ (10 มิถุนายน 2551) คงหนีไม่พ้นการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ของน้องชนินาท รุ่งทิวาสุวรรณ นิสิตปี 4 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากข้อมูลที่ผมพอรวบรวมได้ สาเหตุที่น้องชนินาทฯ ทำอัตวินิบาตกรรม ในครั้งนี้น่าจะมีสาเหตุที่การเรียนของน้องตกต่ำลง เป็นสาเหตุหลัก แม้ว่าทางมหาวิทยาลัย และทางครอบครัวของน้องชนินาทฯ พยายามบอกว่า ก่อนเสียชีวิตน้องเค้าไม่ได้มีอาการผิดปกติ และมีภาวะเครียดแต่อย่างใด... อย่างไรก็ตาม คุณพ่อก็ได้ให้ข้อมูลว่า น้องชนินาทฯ ไม่มีปัญหาเรื่องอื่นๆ เรื่องเพื่อนชายก็ไม่มี แต่ช่วงหลังเก็บตัวเงียบ พูดน้อยลง และบ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ฯลฯ ประกอบกับเมื่อ 2 ปีก่อน เคยเข้ารับการรักษาอาการโรคซึมเศร้า ดังนั้นหากไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายในครั้งนี้ ผมก็เลยขออนุมานเอาว่าน้องชนินาทฯเครียดกับเรื่องการเรียน จนนำไปสู่การปลิดชีพตนเอง น้องชนินาทฯเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งมาตลอด เคยได้รับรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมาแล้ว ฉะนั้นน้องชนินาทฯจึงเป็นความหวังของผู้คนและหน่วยงานที่รายล้อมน้อง อย่างไม่ต้องสงสัย คงไม่มีใครรู้ว่าเด็กสาวน้อยๆคนหนึ่ง ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่สังคมมีต่อตัวเธอ มานานเพียงใด สังคมไทยที่ปัจจุบัน ให้โอกาสกับคนที่เรียนหนังสือเก่ง และจบจากสถาบัน ที่พวกเราอุปโลกน์ขึ้นมาเองว่าดีที่สุด เป็นอย่างมาก ค่านิยมเหล่านั้นฝังตัวลงรากลึก อยู่ในแนวคิดของคนไทยมาเนิ่นนาน และนับวันยิ่งลงรากปักฐานมั่งคงขึ้นแทบทุกวินาที สถาบันครอบครัว เป็นองค์กรที่ผมคิดว่ามีส่วนในการฆาตกรรมน้องชนินาทฯ... เราต้องยอมว่าบางครั้งพวกเราในฐานะเสาหลักของครอบครัว ได้ทำร้ายลูกหลานของเราทีละนิดคนละหน่อยโดยที่เราไม่รู้ตัว.... พ่อแม่ส่วนมากตั้งความหวังเอาจากตัวลูกมากมายนัก เหมือนกับเอาสิ่งที่ตนเองคาดหวังแต่ทำไม่ได้ในอดีต มาโถมทับใส่ตัวลูก โดยหวังให้ลูกหลานได้ทำแทนเรา เพราะเราพลาดโอกาสมาแล้วในอดีต... จะบ้าเหรอครับ...ชีวิตใครก็ชีวิตมันซีครับ...เด็กๆทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในการที่เลือกเรียน เลือกศึกษาหาความรู้ เลือกอาชีพของตนเองได้อย่างเสรี....พ่อแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนพวกเขาให้ถึงฝั่งฝันเท่านั้น...ย้ำพ่อแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนพวกเขาให้ถึงฝั่งฝันเท่านั้น.... แต่เมื่อหันมามองสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมเมือง...น่าเศร้าครับ...พ่อแม่ส่วนมากรักลูกจนเกินเหตุ ทุ่มเทให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกไม่ต้องลำบาก...มีหน้าที่เรียนหนังสือ ตามแนวทางที่พ่อแม่ตระเตรียมไว้ให้เพียงอย่างเดียว...โดยหวังว่าเมื่อลูกจบการศึกษาจากสถาบันที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดแล้ว ลูกๆคงสบายในภายภาคหน้า... ถามจริงๆเถอะครับ...คนที่เรียนหนังสือเก่งๆ มีไอคิวสูงกระฉูด....จบการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง...ต้อง...ทำงานดี....ปรับตัวเข้ากับผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ดี...มีความสุขในชีวิต...และเป็นคนดี มีคุณธรรม...จริงๆหรือ คำตอบคือไม่ครับ...ต่อให้คุณมีไอคิวสูงแค่ไหน แต่คุณไม่มีอีคิว ที่จะเรียนรู้ที่ปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้...คุณก็เป็นได้แค่นักวิชาการที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ...หรือเป็นผู้นำที่มีความเผด็จการทางความคิดคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อไหร่หนอสังคมไทยจะได้สำเหนียกเสียทีว่า คนที่มีการศึกษานั้น ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่คนที่มีการศึกษาต้องหมายถึง คนที่ใฝ่เรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น และนำความรู้ที่มีอยู่มารับใช้สังคมไทย สังคมโลก ให้เกิดความวัฒนาผาสุกได้ ทำไมพวกเราจึงต้องยอมรับและให้โอกาส เฉพาะคนที่มีจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเท่านั้น...แล้วเมื่อไหร่คนที่เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่มีภูมิปัญญาชาวบ้าน และสามารถนำมาปฏิบัติจนเห็นผลได้ จะมีที่ยืนในสังคมไทยได้ เหมือนกับคนที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษา เราเป็นประเทศที่มีการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้มากที่สุด และรวดเร็วที่สุด...แต่ทำไมเราไม่นำเอาเรื่องเกี่ยวกับการให้การศึกษา ของเยาวชนตะวันตกมาปรับใช้กับสังคมไทยให้มากกว่านี้ เด็กๆฝรั่ง มีการบ้านคือการค้นคว้า หาความรู้อื่นๆ ที่ไม่มีในตำรา แล้วนำมานำเสนอหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนๆได้ฟังด้วย...แต่เด็กไทยตั้งแต่ชั้นประถม ยัน จบมหาวิทยาลัย กลับคร่ำเคร่งกับการอ่านตำราเรียน และคำบรรยายของครู อาจารย์ ผู้สอน เพื่อจดจำให้ได้มากที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบข้อสอบให้ได้มากที่สุด ตรงกับความคิดอาจารย์มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงว่าตนเองจะได้เกรด เอ และถือว่าตนเองเก่งแล้ว..(เรื่องนี้น่ากังวลใจเป็นที่สุดครับ) เด็กฝรั่ง เมื่อจบมัธยมปลายแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่สังคมภายนอก ด้วยความมั่นใจว่าจะอยู่ในสังคมนั้นได้ แต่เด็กไทยเหรอครับ จบมอหกแล้ว ยังต้องให้พ่อแม่พาไปสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ให้พ่อแม่เลือกสาขาที่เรียนให้อยู่เลยครับ พวกเรารู้หรือปล่าวว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในโลกนี้ หรือสังคมไทยนี้ ที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัย มีมากมายนัก ตัวอย่าง เช่น นายบิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ก็หันหลังให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกมหาวิทยาลัยหนึ่ง เมื่อตอนเขาอายุเพียง 20 ปีเศษ หรือแม้แต่ คุณสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารของเครือเนชั่น ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ชีวิตส่วนตัว และเป็นผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ ดีที่สุดคนหนึ่งของคนไทย ก็ลาออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อาชีพที่เขาใฝ่ฝัน... ระหว่างที่ผมเขียนข้อเขียนนี้ ทำให้ไพล่ไปนึกถึง บล็อกเกอร์ของเราอย่างน้อยก็ 2 คน ที่ผมชื่นชมในแนวคิด ที่จะทำให้เด็กๆของพวกเราได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข...คนแรกที่ขอเอ่ยนามคือ คุณธมลวรรณ คุณครูที่แสนดี ของนักเรียน ผู้บริหารที่มีคุณธรรมของเพื่อนครู....คนต่อมาคือคุณปฏิจจชน คุณพ่อลูกสอง ที่พร่ำสอนให้ หลานทั้งสองของผม เป็นคนดี มีคุณธรรม และเข้มแข็งพอที่อยู่ในสังคมไหนๆก็ได้...ขอให้กัลยาณมิตรของผมทั้งสอง ทำหน้าที่ของท่านต่อไป เพื่ออนาคตของสังคมไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตายของน้องชนินาทฯ คงไม่สูญเปล่า แต่จะเป็นบทเรียนให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ว่าพวกเราเดินหลงทางกันมานานพอแล้ว พวกเราเป็นตัวการร่วม ในการฆาตกรรมเด็กๆของพวกเรามานานพอแล้ว...ถึงเวลาที่จะยกภาระอันหนักอึ้งออกจากบ่าน้อยๆ ของเด็กน้อยของพวกเราเสียที ขอบคุณบทเพลง ที่นำมอบให้ผองเพื่อนพี่น้องทุกคน
|