• สงราษฎร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : anupeud@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-27
  • จำนวนเรื่อง : 61
  • จำนวนผู้ชม : 22614
  • จำนวนผู้โหวต : 68
  • ส่ง msg :
หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง

ขับรถยนต์…ไปเยือนเมืองมรดกโลก “ หลวงพระบาง “ ตอนที่ 2

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน 2551
สังคมไทย...ฆาตกรรม.. น้องชนินาท??
Posted by สงราษฎร์ , ผู้อ่าน : 458 , 11:58:24 น.  
พิมพ์หน้านี้


                                                   

       โศกนาฏกรรมทางสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนมาก ในภาพข่าวที่เกิดขึ้นในวันนี้ (10 มิถุนายน 2551)  คงหนีไม่พ้นการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ของน้องชนินาท รุ่งทิวาสุวรรณ นิสิตปี 4 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จากข้อมูลที่ผมพอรวบรวมได้ สาเหตุที่น้องชนินาทฯ ทำอัตวินิบาตกรรม ในครั้งนี้น่าจะมีสาเหตุที่การเรียนของน้องตกต่ำลง เป็นสาเหตุหลัก  แม้ว่าทางมหาวิทยาลัย และทางครอบครัวของน้องชนินาทฯ พยายามบอกว่า ก่อนเสียชีวิตน้องเค้าไม่ได้มีอาการผิดปกติ และมีภาวะเครียดแต่อย่างใด...

     อย่างไรก็ตาม คุณพ่อก็ได้ให้ข้อมูลว่า น้องชนินาทฯ ไม่มีปัญหาเรื่องอื่นๆ เรื่องเพื่อนชายก็ไม่มี แต่ช่วงหลังเก็บตัวเงียบ พูดน้อยลง และบ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ฯลฯ ประกอบกับเมื่อ 2 ปีก่อน เคยเข้ารับการรักษาอาการโรคซึมเศร้า

   ดังนั้นหากไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายในครั้งนี้  ผมก็เลยขออนุมานเอาว่าน้องชนินาทฯเครียดกับเรื่องการเรียน จนนำไปสู่การปลิดชีพตนเอง 

    น้องชนินาทฯเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งมาตลอด เคยได้รับรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมาแล้ว ฉะนั้นน้องชนินาทฯจึงเป็นความหวังของผู้คนและหน่วยงานที่รายล้อมน้อง อย่างไม่ต้องสงสัย  คงไม่มีใครรู้ว่าเด็กสาวน้อยๆคนหนึ่ง ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่สังคมมีต่อตัวเธอ มานานเพียงใด

   สังคมไทยที่ปัจจุบัน ให้โอกาสกับคนที่เรียนหนังสือเก่ง และจบจากสถาบัน ที่พวกเราอุปโลกน์ขึ้นมาเองว่าดีที่สุด เป็นอย่างมาก

   ค่านิยมเหล่านั้นฝังตัวลงรากลึก อยู่ในแนวคิดของคนไทยมาเนิ่นนาน และนับวันยิ่งลงรากปักฐานมั่งคงขึ้นแทบทุกวินาที 

   สถาบันครอบครัว เป็นองค์กรที่ผมคิดว่ามีส่วนในการฆาตกรรมน้องชนินาทฯ...  เราต้องยอมว่าบางครั้งพวกเราในฐานะเสาหลักของครอบครัว ได้ทำร้ายลูกหลานของเราทีละนิดคนละหน่อยโดยที่เราไม่รู้ตัว....

   พ่อแม่ส่วนมากตั้งความหวังเอาจากตัวลูกมากมายนัก  เหมือนกับเอาสิ่งที่ตนเองคาดหวังแต่ทำไม่ได้ในอดีต มาโถมทับใส่ตัวลูก โดยหวังให้ลูกหลานได้ทำแทนเรา เพราะเราพลาดโอกาสมาแล้วในอดีต...

   จะบ้าเหรอครับ...ชีวิตใครก็ชีวิตมันซีครับ...เด็กๆทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในการที่เลือกเรียน เลือกศึกษาหาความรู้  เลือกอาชีพของตนเองได้อย่างเสรี....พ่อแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนพวกเขาให้ถึงฝั่งฝันเท่านั้น...ย้ำพ่อแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนพวกเขาให้ถึงฝั่งฝันเท่านั้น....

    แต่เมื่อหันมามองสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมเมือง...น่าเศร้าครับ...พ่อแม่ส่วนมากรักลูกจนเกินเหตุ ทุ่มเทให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกไม่ต้องลำบาก...มีหน้าที่เรียนหนังสือ ตามแนวทางที่พ่อแม่ตระเตรียมไว้ให้เพียงอย่างเดียว...โดยหวังว่าเมื่อลูกจบการศึกษาจากสถาบันที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดแล้ว  ลูกๆคงสบายในภายภาคหน้า...

    ถามจริงๆเถอะครับ...คนที่เรียนหนังสือเก่งๆ มีไอคิวสูงกระฉูด....จบการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง...ต้อง...ทำงานดี....ปรับตัวเข้ากับผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ดี...มีความสุขในชีวิต...และเป็นคนดี มีคุณธรรม...จริงๆหรือ

   คำตอบคือไม่ครับ...ต่อให้คุณมีไอคิวสูงแค่ไหน   แต่คุณไม่มีอีคิว  ที่จะเรียนรู้ที่ปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้...คุณก็เป็นได้แค่นักวิชาการที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ...หรือเป็นผู้นำที่มีความเผด็จการทางความคิดคนหนึ่งเท่านั้น 

    เมื่อไหร่หนอสังคมไทยจะได้สำเหนียกเสียทีว่า  คนที่มีการศึกษานั้น  ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเท่านั้น   แต่คนที่มีการศึกษาต้องหมายถึง คนที่ใฝ่เรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น และนำความรู้ที่มีอยู่มารับใช้สังคมไทย สังคมโลก ให้เกิดความวัฒนาผาสุกได้

    ทำไมพวกเราจึงต้องยอมรับและให้โอกาส เฉพาะคนที่มีจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเท่านั้น...แล้วเมื่อไหร่คนที่เป็นชาวบ้านธรรมดา  แต่มีภูมิปัญญาชาวบ้าน  และสามารถนำมาปฏิบัติจนเห็นผลได้  จะมีที่ยืนในสังคมไทยได้ เหมือนกับคนที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษา

    เราเป็นประเทศที่มีการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้มากที่สุด และรวดเร็วที่สุด...แต่ทำไมเราไม่นำเอาเรื่องเกี่ยวกับการให้การศึกษา ของเยาวชนตะวันตกมาปรับใช้กับสังคมไทยให้มากกว่านี้

    เด็กๆฝรั่ง มีการบ้านคือการค้นคว้า หาความรู้อื่นๆ ที่ไม่มีในตำรา แล้วนำมานำเสนอหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนๆได้ฟังด้วย...แต่เด็กไทยตั้งแต่ชั้นประถม ยัน จบมหาวิทยาลัย กลับคร่ำเคร่งกับการอ่านตำราเรียน และคำบรรยายของครู อาจารย์ ผู้สอน  เพื่อจดจำให้ได้มากที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบข้อสอบให้ได้มากที่สุด ตรงกับความคิดอาจารย์มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงว่าตนเองจะได้เกรด เอ และถือว่าตนเองเก่งแล้ว..(เรื่องนี้น่ากังวลใจเป็นที่สุดครับ)

  เด็กฝรั่ง เมื่อจบมัธยมปลายแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่สังคมภายนอก ด้วยความมั่นใจว่าจะอยู่ในสังคมนั้นได้  แต่เด็กไทยเหรอครับ จบมอหกแล้ว ยังต้องให้พ่อแม่พาไปสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ให้พ่อแม่เลือกสาขาที่เรียนให้อยู่เลยครับ

    พวกเรารู้หรือปล่าวว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในโลกนี้ หรือสังคมไทยนี้ ที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัย มีมากมายนัก ตัวอย่าง เช่น นายบิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ก็หันหลังให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกมหาวิทยาลัยหนึ่ง เมื่อตอนเขาอายุเพียง 20 ปีเศษ

   หรือแม้แต่ คุณสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารของเครือเนชั่น ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ชีวิตส่วนตัว และเป็นผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ ดีที่สุดคนหนึ่งของคนไทย ก็ลาออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อาชีพที่เขาใฝ่ฝัน...

    ระหว่างที่ผมเขียนข้อเขียนนี้ ทำให้ไพล่ไปนึกถึง บล็อกเกอร์ของเราอย่างน้อยก็ 2 คน ที่ผมชื่นชมในแนวคิด ที่จะทำให้เด็กๆของพวกเราได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข...คนแรกที่ขอเอ่ยนามคือ คุณธมลวรรณ  คุณครูที่แสนดี ของนักเรียน ผู้บริหารที่มีคุณธรรมของเพื่อนครู....คนต่อมาคือคุณปฏิจจชน คุณพ่อลูกสอง ที่พร่ำสอนให้ หลานทั้งสองของผม เป็นคนดี มีคุณธรรม และเข้มแข็งพอที่อยู่ในสังคมไหนๆก็ได้...ขอให้กัลยาณมิตรของผมทั้งสอง ทำหน้าที่ของท่านต่อไป เพื่ออนาคตของสังคมไทย

     และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตายของน้องชนินาทฯ คงไม่สูญเปล่า  แต่จะเป็นบทเรียนให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ว่าพวกเราเดินหลงทางกันมานานพอแล้ว พวกเราเป็นตัวการร่วม ในการฆาตกรรมเด็กๆของพวกเรามานานพอแล้ว...ถึงเวลาที่จะยกภาระอันหนักอึ้งออกจากบ่าน้อยๆ ของเด็กน้อยของพวกเราเสียที

ขอบคุณบทเพลง ที่นำมอบให้ผองเพื่อนพี่น้องทุกคน

    

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 40
ปภาโต วันที่ : 24/07/2008 เวลา : 09.47 น.
http://www.oknation.net/blog/thaihouse

หาคำตอบให้ตัวเองว่าเกิดมาทำไม อย่าตายโดยไม่ได้อะไรติดตัวไปภพหน้า
ความคิดเห็นที่ 39
pukpik วันที่ : 09/07/2008 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/pukpik
My  name's  PP.. 

หายไปนานมาก พี่เรา
ความคิดเห็นที่ 38
ธมลวรรณ วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 22.24 น.
http://www.oknation.net/blog/tamonwan
เรียนรู้เพื่ออยู่และรักอย่างรู้คุณค่า

ขอกราบขอบพระคุณก่อนนะคะ แม้รู้สึกว่าเขินเล็กน้อย
.
การมีทักษะด้านการเรียนแต่ขาดทักษะทางสังคมและการใช้ชีวิตของเด็ก เป็นเรื่องน่าสงสารและน่าเห็นใจมากที่สุด คนที่จะช่วยคือทั้งครูและผู้ปกครอง
.
การศึกษาที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็มีส่วน แต่เด็กอยู่บ้านมากกว่าโรงเรียน
.
ครูสอนให้คะขาทั้งห้อง ใยเด็กจึงคะขาบางคน
.
สังคม คนใกล้ชิด ต้องช่วยกันดูแล และสังเกต บางคำพูดต้องระมัดระวัง เหมือนให้กำลังใจแต่อาจเป็นการกดดัน
ยกตัวอย่างนะคะ ด.ณ ก. เป็นความสมหวังของพ่อแม่มาตลอด เป็นเด็กที่เก่งมาก รางวัลมากมาย เป็นความคาดหวังมากเท่าไร ก็กดดันมากเท่านั้น
.
ถ้า ด.ญ ก. พูดว่า " หนูเกรงจะสอบไม่ได้" (บอกปัญหาบางอย่าง) พ่อแม่อย่าพูด อย่าให้กำลังว่า " ลูก ต้องได้ หนูเก่งอยู่แล้ว ตั้งใจขนาดนี้ต้องได้อยู่แล้ว" เพราะอาจเป็นการย้ำว่า ลูกคือความหวังนะ
.
บางกรณีใช้ได้ แต่ไม่เหมาะกับกรณีที่สังเกตแล้วว่าลูกเศร้า อมทุกข์

ควรบอกว่า " สอบไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร หนูก็เป็นคนดีพ่อแม่ก็ดีใขแล้ว หนูเป็นคนพิเศษของพ่อแม่อยู่แล้ว"
.
สังคมต้องช่วยกันแสดงให้เห็นว่าการสอบ การแข่งขัน การเอาชนะ ดีเด่นมากมายไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตเสมอไป
.
เขียนยาวเพราะสงสารเด็กและครอบครัวจริงๆเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 37
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 19.25 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

หวัดดีลุง...
แวะมาทักทายค่ะ...ล้างเกลือเมื่อไหร่ไปบอกบ้างนะคะ

...ยังกลับบ้านไม่ได้เพราะฝนตกหนักมากเลยค่ะ...

555...ใคร ๆ ก็เรียกพี่ปี๊ดกันหมดแล้ว...มีหวังโดนตามตัวแน่...แหะแหะ
ความคิดเห็นที่ 36
red_ant วันที่ : 16/06/2008 เวลา : 12.41 น.
http://www.oknation.net/blog/captant
 Iไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา...ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไปI

ไม่ใช่เด็กคนแรกที่แก้ปัญหาชีวิตไม่ได้
เด็กสมัยนี้ เข้า ป.1 พ่อแม่ก็เริ่มวางแผน เรียนพิเศษ อัดวิชาการเข้าสมองลูก
ความคิดเห็นที่ 35
patijjachon วันที่ : 14/06/2008 เวลา : 03.43 น.
http://www.oknation.net/blog/patijjachon
ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

เรื่องนี้จะสมบูรณ์แบบมากครับพี่ปื๊ด ... หากไม่มีการกล่าวถึงนามปฏิจจชนในตอนท้าย

กรณีของน้องชนินาท ... เรามีบทเรียนมาอย่างมากมายในอดีต และผมเชื่อว่า เหตุการณ์แบบนี้ยังจะเกิดขึ้นอีก หากสังคมซึ่งนำโดยผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังไม่เปลี่ยนแนวคิดอย่างที่พี่ว่า

ผู้ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง แม้จะมีความเข้าใจว่าอะไรสำคัญที่สุดต่อชีวิตการเรียนรู้ของลูกน้อย ... แต่การประคับประคองให้เขาดำเนินชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของสังคมที่มีกฎเกณฑ์อันไม่ค่อยเอื้ออำนวยนัก ... ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเหมือนกันครับ
ความคิดเห็นที่ 34
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 13/06/2008 เวลา : 18.40 น.
http://www.oknation.net/blog/konto
  http://www.oknation.net/blog/konto2 

ชื่นชมบล็อกเกอร์ทั้งสองท่านที่เอ่ยนามมาเช่นกัน
ความคิดเห็นที่ 33
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 13/06/2008 เวลา : 11.37 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

แวะมารับกำลังใจแทนค่ะพี่...

กำลังหัวฟูอ่ะ
ความคิดเห็นที่ 32
คุณนายหวี วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 19.23 น.
http://www.oknation.net/blog/hello

เสียดาย...

ความคิดเห็นที่ 31
สงราษฎร์ วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 16.41 น.
http://www.oknation.net/blog/Leo

หย่ง...เผลอ หรือเจตนา เรียกชื่อเล่นของผม...เดี๋ยว เป็ดเหลิม รู้เข้า...แจ้งตำหนวด ว่า เจอ ปื๊ด แล้ว ผมแย่เลย...ฮา
ความคิดเห็นที่ 30
วาปี วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 15.45 น.
http://www.oknation.net/blog/vapi

ลูกเป็นลูกของท่าน แต่ไม่ใชของของท่าน...
เห็นด้วยกับเรื่องการศึกษาของบ้านเราที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ เราพัฒนาเรื่องแฟชั่น อาหารการกิน กิริยามารยาทไปตามแบบชาติตะวันตก แต่ไม่พัฒนาคน...
ความคิดเห็นที่ 29
yongchan วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 14.42 น.
http://www.oknation.net/blog/yongchan

พี่ปื๊ดคะ... ปรกติพี่เป็นคนเขียนเรื่องดีอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ่านเจอถึงบรรทัดที่ว่า "จะบ้าเหรอครับ...ชีวิตใครก็ชีวิตมันซีครับ..." แล้วก็หัวเราะก๊าก.. คือว่าได้อารมณ์มากๆๆๆ นึกหน้าพี่ออกเลยค่ะ

พี่พูดถูกจริงๆ ล่ะ น้องเขาคงแบกความคาดหวังจากครอบครัวและสังคมไว้มากจริงๆ ได้อ่านแล้วก็ต้องเตือนตัวเองว่า ถ้ามีลูกกับเขาบ้าง ต้องไม่คาดหวังหรือบังคับ แต่ทำหน้าที่ "สนับสนุน" ต่างหาก

หนูขอเพิ่มชื่ออีกคนที่น่าชื่นชมในลิสต์ของพี่ ซึ่งก็คือพี่นั่นแหละ... อยากให้พี่เขียนเรื่องดีๆ เตือนสติคนไทยด้วยกันเยอะๆ ชื่นชมคนมีหลักการและพูดตรงไปตรงมาอย่างนี้นะคะ...

ป.ล. เพลงประกอบเพราะมากๆๆๆ น้ำตาจะไหล โฮๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 28
tuty วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 14.36 น.
http://www.oknation.net/blog/tuty

เห็นด้วยว่าเด็กต้องแบกภาระอันหนักอึ้งทีเดียว
กะคำว่า...ความหวังของใครๆ
เสียดายคนเก่งหลายๆคน
ความคิดเห็นที่ 27
ภาษาหลากสี วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 14.24 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

เห็นด้วยค่ะ เด็กเก่งๆ บางครั้งก็พ่ายแพ้ต่อตัวเอง และสร้างความกดดันให้ตัวเองมากไป มีประสบการณ์เห็นคนรอบตัวเป็นแบบนี้หลายรายแล้วค่ะ

เราควรจะสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องความผิดหวังบ้าง เพื่อที่เด็กจะได้มีภูมิต้านทานค่ะ
ความคิดเห็นที่ 26
รณบุตร วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 13.49 น.
http://www.oknation.net/blog/wayuboot2499
รณบุตร จุดไฟฝัน แบ่งปันฮัก ปฏิปักษ์คนกังฉิน กินบ้านเมือง 

เห็นด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 25
wullopp วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 13.46 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนน... สนับสนุนให้คนไทยสู้ชีวิตครับ เชียร์ และเชียร์ ไม่สนับสนุนให้ฆ่าตัวตาย //
ความคิดเห็นที่ 24
นายหัวไทร วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 13.32 น.
http://www.oknation.net/blog/naiman

บ้านเมืองไม่เรียบร้อย สังคมก็ไม่สงบดี
ทำให้คนเครียดมาก...จุดนิดเดียวทำให้
คนตัดสินใจ ทำอะไรลงไปได้นะคร้าบ
ความคิดเห็นที่ 23
pukpik วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/pukpik
My  name's  PP.. 

ความฝันอันสูงสุด อยากเรียนดี คะแนนเยี่ยม
ในทางกลับกัน..
ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว
พ่อแม่เคยบอกลูกมั๊ย..
การเกิดมา แล้วมีชีวิตอยู่ให้ได้ ต้องทำอย่างไร
เรียนเก่ง เรียนดี แต่ทนสภาวะความผิดหวังเพียงน้อยนิด (แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของน้อง) ไม่ได้เลย
ใครนะ ไม่สอนน้องให้รู้จักความผิดหวัง
ความคิดเห็นที่ 22
naitiwa วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 13.16 น.
http://www.oknation.net/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...

สวัสดีครับ
อ่านแล้วเห็นด้วยจริง ๆ
ระบบการศึกษา(แบบไทยไทย)
สอนให้จำ
และท่องจำ
ยิ่งจำได้มากก็ยิ่งเก่ง
เราไม่สอนให้คิด
ไม่สอนให้นำไปใช้
ไม่สอนให้ปรับเพื่อใช้
ใครคิด
ใครช่างสงสัย
ใครมีคำถาม
กลายเป็นพวกนอกคอก
แล้วเราก็เป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ครับ

แหะ แหะ
สวัสดีครับ
ความคิดเห็นที่ 21
น้ำใส วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 11.40 น.
http://www.oknation.net/blog/chayada

ระบบการศึกษาสมควรได้รับการปรับ
ที่เป็นอยู่สร้างความเครียดความกดดันให้เด็ก
ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อปัญหาใดใด ของเด็ก บกพร่อง
ช่วยกันผลักดันให้ปรับแก้ได้แล้วค่ะ

สังคมแก่งแย่งแข่งขัน
โอกาสดีดีมีไม่มาก
ต่างยื้อแย่งโอกาสนั้นเพื่อชีวิตที่ดีของตน
หากพ่อแม่จะผลักดันลูก
ก็ต้องดูแลจิตใจเขาด้วย
หากทำไม่ได้ ต้องยุติ
ความคิดเห็นที่ 20
สงราษฎร์ วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 10.06 น.
http://www.oknation.net/blog/Leo

ขบวนการยัดเยียด ครอบงำ ทางความคิด ให้ประชาชน เห่อเหิม ไปกับวัตถุนิยม ...มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในทุกอณูของสังคมไทย
เมื่อคืน นั่งดูรายการ ทางไทยทีวี ทีวีสาธารณะ...เรื่องค่านิยมในการกินผักของคนในสังคม...ที่ต้องกินผักที่ใบสวย ต้นโต...ไม่มีร่องรอยแมลงชอนไช...จนส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก ต้องวนเวียนอยู่ในกงกรรมกงเกวียน ของการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ที่ราคาแพงขึ้นๆ ทุกวัน และต้องใช้ในปริมาณมากขึ้นทุกวันๆ โดยไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพตนเอง และสิ่งแวดล้อม...
เพราะหากไม่ทำพ่อค้าคนกลาง กดราคาผัก...
สรุปแล้ว...คนปลูก จน+กำลังจะตายเพราะยาฆ่าแมลง....คนกินผักก็ตายผ่อนส่งกับยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่...แต่นายทุนคนขายยาฆ่าแมลงกับปุ๋ย รวยขึ้นทุกวันๆ คุณรู้ไหมว่ายาฆ่าแมลงบางขวดราคา7-8พัน จะบ้าตาย...สังคมไทย
ความคิดเห็นที่ 19
ฅนผ่านทาง วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 01.35 น.
http://www.oknation.net/blog/konphantang
OK Nature @ Save Nature Save Life

สังคมยุคนี้มีอะไรหลายอย่างที่ชวนสับสนเสมอครับ และมันได้แผ่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหง สังคมแห่งอำนาจแห่งเงินตราก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ค่านิยมแปลกประหลาดถือกำเนิดขึ้นอย่างมากมาย

หรือ Child Center ของการศึกษาในปัจจุบันจะล้มเหลว

Child Center จริงหรือ?

ผู้ปกครองบางคนก็เพี้ยนไปตามกระแส หวังเพียงอัดแต่ความรู้ที่หวังเพียงเพื่อผลการเรียน โดยไม่ได้สนใจถึงความรู้แห่งการดำเนินชีวิตอย่างตลอดรอดฝั่ง

คิดถึงสมัยที่เรายังเด็กๆ นะครับพี่ เดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนวัด ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีแป๊ะเจี๊ย ไม่มีอะไรเลย แต่สิ่งที่มีคือการได้เรียนรู้จากประสบการณ์รอบตัวที่รายล้อม.. ทั้งดีแลร้าย และการเอาตัวรอดในการดำรงอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยนานารูปแบบ

หวัดดีพี่หลวงดึกๆ ครับ
ความคิดเห็นที่ 18
yai2333 วันที่ : 11/06/2008 เวลา : 20.14 น.
http://www.oknation.net/blog/yai2333
..Everything can do... If you done..

ขอให้เป็นบทเรียนสำหรับพ่อแม่ที่รักลูกจริง ๆ ซักที...







สวัสดีครับพี่...

...
ความคิดเห็นที่ 17
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 11/06/2008 เวลา : 18.45 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้องชนินาทและเสียใจกับคุณแม่คุณพ่อของน้อง ๆ ที่ต้องเสียลูกสาวด้วยค่ะ

เสียดายจังเราพบกันช้าไปจริง ๆ ค่ะ...เพราะถ้าพี่รู้จักน้องก่อนหน้านี้พี่จะบอกว่า "การเรียนไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตนะ" เพราะโลกนี้ยังมีอะไรให้เราค้นหาอีกมากมายจริง ๆ

ยังรู้สึกอนาจใจกับบรรทัดฐานของสังคมไทยที่มักจะเป็นแดนประหารของใครอีกหลายคนไม่ได้...ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นเหยื่อให้กับสังคมเยี่ยงนี้...

คุณค่าของมนุษย์...อยู่ที่วัตถุภายนอกมากกว่าคุณค่าและคุณงามความดีในจิตใจหรือ...ไม่รู้เมื่อไหร่สังคมนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากกว่านี้...คงเป็นคำถามที่ต้องถามกันไปอีกชั่วนานตาปี...หลายศตวรรษ หลายสมัย
กันเลยทีเดียว

อยากเห็นผู้คนทำแต่สิ่งดี ๆ เริ่มต้นจากตนเองก่อนแล้ว Duplicate ต่อ ๆ กันไป...อีกไม่นานสังคมคงจะดีขึ้นมากกว่านี้...นี่คงฝันที่ยิ่งใหญ่ของฉันเลยทีเดียว...

ไม่ว่าอย่างไรขอให้น้องไปสู่สุคตินะคนดี
ความคิดเห็นที่ 16
ลานเทวา วันที่ : 11/06/2008 เวลา : 17.30 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

แลหรือการศึกษา มิได้ช่วยอะไรเลย
ความคิดเห็นที่ 15
สงราษฎร์ วันที่ : 11/06/2008 เวลา : 17.29 น.
http://www.oknation.net/blog/Leo

มอบเพลงกำลังใจให้...เด็กน้อย..ของพวกเรา...
ความคิดเห็นที่ 14
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 11/06/2008 เวลา : 17.27 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

ฝากยิ้มไว้ก่อนนะคะ...เดี๋ยวกลับมาอ่านนะคะ
ความคิดเห็นที่ 13
Augustman วันที่ : 10/06/2008 เวลา : 22.19 น.
http://www.oknation.net/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

ทราบข่าวนี้แล้ว สลดใจ ครับ

ความคิดเห็นที่ 12
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 10/06/2008 เวลา : 19.59 น.
http://www.oknation.net/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

เราถูกสอนให้มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางปัญญา
เป็นเลิศในทักษะมากมายร้อยแปด ฯลฯ
ก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะได้โน่นได้นี่ เป็นโน่นเป็นนี่ ฯลฯ
แต่เรื่องของใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
เรากลับเติมภูมิให้กับเด็กๆน้อยมาก
สงสารน้องนะคะ ไม่อยากเห็นเด็กๆอ่อนไหวเปราะบางเช่นนี้เลย
ความคิดเห็นที่ 11
paedophile วันที่ : 10/06/2008 เวลา : 19.31 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
สัญชาติฌาณมังกรย่อมไม่ร้องครวญครางให้เป็นที่รำคาญของกุ้งฝอย