| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง" ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| หลวงพระบาง : บางกอก - วังเวียง | ||
ขับรถยนต์ ไปเยือนเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ตอนที่ 2 |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
31 กรกฎาคม 2551 ศาลอาญา มีคำพิพากษาจำคุก พจมาน ชินวัตร(จำเลยที่ 2) และบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (จำเลยที่ 1) คนละ 3 ปี ใน 2 ฐานความผิด และจำคุก กาญจนาภา หงษ์เหิน(จำเลยที่ 3) 2 ปี .... แม้คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นแค่คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งหมายความว่า จำเลยทั้งสาม มีสิทธิตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์ ไปยังศาลอุทธรณ์ และสิ้นสุดที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุด แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ได้ทำให้ประชาชนคนไทย ทั่วประเทศ เริ่มมีความหวัง และเชื่อมั่น ในระบบยุติธรรม ของประเทศสยามแห่งนี้มากขึ้น อย่างน้อย ค่านิยมที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยที่ว่า คุกมีไว้ขังหมา กับ คนจน เท่านั้น ก็ค่อยๆถูกทำลายลงได้ระดับหนึ่ง... และที่สำคัญที่สุดที่พวกเราไม่สามารถละเลย หรือมองข้าม นัยสำคัญที่แฝงอยู่ในคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ นั่นคือ บทสรุปของศาล ก่อนถึงข้อสรุปของคำพิพากษา ที่ระบุว่า จำเลยทั้งสามมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอัน เป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ ดี สมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลย ที่1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวน ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีไปตามกฎหมายเช่น พลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง สามจึงร้ายแรง ผมไม่แน่ใจว่า ขณะที่คุณหญิงพจมานฯ และครอบครัว ได้ยินข้อสรุปของศาลดังกล่าว ในห้องพิจารณาคดี จะมีความรู้สึกเช่นไร....รู้สึกผิด...เฉยๆ...หรือ ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง... แต่สำหรับผมในฐานะประชาชนคนไทย ที่เสียภาษีครบถ้วน เต็มเม็ดเต็มหน่วย...ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มที่อยู่ในสินค้าและบริการ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และภาษีจากรายได้ซึ่งเป็นเงินเดือน ที่หักภาษีนะที่จ่ายทุกเดือน.... ผมรู้สึกมีความหวังครับ...หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจน ในสังคมไทย จะลดช่องว่างลงบ้างไม่มากก็น้อย เพราะเราอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน....
ผมยังจำถ้อยคำที่ คุณทักษิณ ชินวัตร ป่าวประกาศไปทั่วว่า "ผมรวยแล้ว ผมไม่โกง หรือ ผมเสียภาษีครบถ้วน และมากกว่าพวกที่มากล่าวหาว่าผมไม่เสียภาษี รวมกันเสียอีก..." หลายๆคน ยังมีความคิดแบบนั้น.... แบบที่เชื่อว่า คุณทักษิณ รวยแล้วไม่โกง.... แต่หากเราพิจารณาพฤติกรรมของคุณทักษิณและครอบครัว ต่อการทำธุรกรรมหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีให้ประเทศชาติแล้ว เราจะพบความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ครอบครัวคุณทักษิณ มีพฤติกรรม หลบเลี่ยงการเสียภาษี หลายต่อหลายครั้ง นอกจากกรณีข้างต้นแล้ว ยังมีกรณีการขายหุ้นมูลค่า เกือบแสนล้านบาทให้กลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ที่เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้ คนชั้นกลางของประเทศลุกขึ้นมาขับไล่คุณทักษิณ เมื่อปี 2549.... หรือกรณีซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ของคุณหญิงอ้อ...ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมือง...ที่คุณทักษิณ ลงทุนประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันทำงานปกติของราชการ เพื่อให้คุณหญิงอ้อ..ได้รับโอนที่ดินรัชดาฯที่ซื้อมาราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยอัตราภาษีเก่า เพราะหากไปจดทะเบียนในวันเปิดทำงานของราชการหลังปีใหม่ ต้องใช้อัตราภาษีใหม่ ซึ่งต้องจ่ายภาษีมากกว่าเดิมหลายเท่า..... นอกจาก 2 กรณีนี้แล้ว ยังมีกรณีการแก้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือ บริษัทในเครือชินคอร์ปฯ ให้มีการจ่ายภาษีน้อยลง....และที่ไม่ควรลืมเลือนคือกรณี ไอทีวี...ที่ยังมีเรื่องคาราคาซังอยู่ ในการเรียกค่าเสียหายกลับคืนให้แผ่นดิน ด้วยพฤติกรรมดังกล่าวของคุณทักษิณ และครอบครัว ประกอบกับข้อสรุปของคำพิพากษาของศาลอาญาจึงเป็นการพิสูจน์ให้สังคมได้รับรู้ว่า รวยแล้วไม่โกง นั้นอาจจะมี แต่ไม่ใช่เกิดกับครอบครัวชิณวัตร อย่างแน่นอน เพราะพฤติกรรมของคุณทักษิณและครอบครัว อยู่ในประเภท ยิ่งรวยยิ่งโกง....ยิ่งมีอำนาจรัฐ...ยิ่งโกงได้มากกว่า..
|