พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อมีทฤษฎี ก็ต้องมีปฏิบัติ.. เมื่อมีบุ๋น ก็ต้องมีบู๊ เมื่อมี Fear ก็จะต้องมี Faith เมื่อรู้จากการอ่าน ก็ถึงเวลาลองทำตาม บ่นอะไรเนี่ย..จริง ๆ แล้วก็แค่จะโยงความรู้สึก ความนึกคิดจากประสบการณ์ของคนอื่นในเรื่องมอเตอร์ไซต์ในเมืองเวียดซึ่งผมได้รับทราบมาว่าเจ้ามอเตอร์ไซต์หรือ motorbike ในฮานอยมันวิ่งเล่นกันให้ขวักไขว่ทุกถนนหนทาง วิ่งแข่งกันธรรมดาเงียบ ๆ กันไม่เป็นต้องมีการตะโกนโหวกเหวกทักทายกันเกือบทุกคัน ในคืนแรกในเมืองฮานอยเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสเหล่าแก๊งส์ motorbike ที่นี่ และสัมผัสในฐานะคนเดินถนนครับและเพราะความหิวก็จำเป็นต้องออกหาอะไรมาจุนเจือท้องก่อนเพราะฉะนั้นก็ต้องเดินออกจากโรงแรม แต่ก่อนออกจากโรงแรมก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่แปลกตาไม่เคยมาและจะหลงแน่นอนถ้าไม่มีเครื่องมือนำทางเพราะฉะนั้นก็ต้องขอเครื่องมือนี้จากทางโรงแรมครับ มันก็คือแผนที่เมืองฮานอยนั่นเอง เป็นกระดาษขนาด A3 ที่ทางโรงแรมมีไว้บริการลูกค้าอยู่แล้วเพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมมาจากเมืองไทยหรือเรียกอีกอย่างว่าใช้บริการจากทางโรงแรมให้คุ้มนั่น เอง มันวิ่งไม่เป็นระเบียบจริง ๆ ด้วยครับ ในคืนแรกที่เจอผมคิดว่ามันเก่งจริง ๆ พี่วินมอไซต์ของเราที่เมืองไทยว่าเก่งแล้ว ผมว่าที่นี่เก่งกว่าอีก ความเก่งอันดับแรกที่เห็นได้เลยในคืนแรกก็คือเก่งในการหลบหลีกผู้คนบนถนน เป็นความจริงที่ว่าเมื่อเราตัดสินใจจะเดินข้ามถนนหรือเดินไปในเส้นทางเดินไหนแล้วก็เดินไปเลยถ้าไปเปลี่ยนใจกลางทางมันอาจช้าไป อาจลองนึกภาพตอนที่เรากำลังเดินขึ้นบันได สมมุติว่าเราเดินชิดขวาขึ้นบันไดแต่ขณะเดียวกันมีอีกคนกำลังเดินลงมาในแนวเดียวกันแล้วก็กำลังจะชนกับเรา ถ้าเกิดเปลี่ยนใจพร้อมกันยังไงซะก็ชนกัน เปรียบเทียบแล้วแบบนี้เราควรเป็นฝ่ายไม่เปลี่ยนใจและปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนใจเอง หลักการณ์นี้อาจใช้ไม่ได้และไม่ได้ผลถ้าอีกฝ่ายคิดเหมือนกันกับเราว่าตูไม่หลีกเมื่อไม่หลีกกับไม่หลีกมาเจอกันมันก็คือชน แต่ผมคิดว่ากับมอเตอร์ไบค์มันเปลี่ยนใจได้เร็วกว่าเพราะอัตราความเร็วมันมากกว่าเพราะฉะนั้นให้เขาเปลี่ยนใจซะส่วนเราเดินไปเรื่อยและพยายามไม่คิดมากและเชื่อว่าไม่ชนหรอก :) ส่วนความเก่งอันดับสองก็คือเก่งในเรื่องอารมณ์ แค่คืนแรกก็รับรู้ได้เลยว่าคนขี่มอไซต์ที่เนี่ยควบคุมอารมณ์เก่งจัง สังเกตุได้ว่าไม่มีอารมณ์ใด ๆ กับฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาในกระบวนท่าไหนก็ไม่แคร์ มีวิชาหลบหลีกได้ แต่เชื่อว่าที่มอไซต์ทั้งหลายไม่แสดงทางสีหน้าเพราะมีเครื่องมือทรงประสิทธิภาพ มีแล้วอุ่นใจสุด ๆ เมื่อไม่พอใจใครก็ไม่ต้องใช้ปากในการตะโกนด่า ไม่ต้องใช้นิ้วมือตรงกลางแจกให้กันและกัน ไม่ต้องใช้มือกำเป็นกำปั้น ไม่ต้องเกร็งพลังเท้าให้กันและกัน และเครื่องมือประสิทธิภาพที่ว่ามันก็คือ....แตร ช่างครื้นเครงดีจังในคืนแรก จริง ๆ ด้วยเขาบีบแตรกันเป็นว่าเล่นเลยแฮะ ความรู้สึกคื้นเครงกับเสียงแตรเกิดขึ้นกับผมคล้าย ๆ รักแรกพบ :) รุ่งเช้า.... ไม่รีรอที่จะหามอเตอร์ไซต์และไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็เลยใช้บริการจากทางโรงแรม ผมเข้าใจว่าที่โรงแรมคงจะไม่มีบริการให้เช่ามอเตอร์ไซต์เป็นของตัวเอง ค่าบริการที่ต้องจ่ายไปก็เลยแพงกว่าปกติคือผมเช่ามาในราคา 10 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเป็นราคาปกติก็จะประมาณ 5-6 ดอลลาร์ แต่ถือว่าใช้บริการความง่ายก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ระหว่างที่รอเจ้ามอเตอร์ไซต์ก็ต้องหาอะไรรองท้องไปก่อนครับ เช้านี้กินขนมปังกับไข่ดาวซะ ได้เวลา..... ผมถือว่าเป็นเซียนมอไซต์คนหนึ่งเพราะสมัยเรียนก็ขี่มอไซต์มาโดยตลอด แต่ที่ขี่ก็ไม่ได้คิดว่าเท่ห์หรอกแต่ไม่มีตังค์ซื้อรถเก๋งไง มาคราวนี้ก็เรียกว่าไม่กลัวหละ ผมคิดในใจว่าลองพิสูจน์ดูสิว่าตูจะกลายเป็นหนุ่มเวียดนามบนมอไซต์ได้หรือเปล่า ..ลองดู |