วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551
วัยรุ่นVSความรุนแรง
Posted by
จันจ้าว
,
ผู้อ่าน : 151
, 21:58:55 น.
| หมวดหมู่ :
เที่ยว เวียงจันทร์ นครหลวงของชาวลาว
พิมพ์หน้านี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรรณิภา ทัพวงศ์รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า... นิสิต นักศึกษาคือกลุ่มคนที่เรียกว่าปัญญาชน มาตรการเข้มงวดบีบบังคับจึงไม่เหมาะไม่ควร จิตสำนึกของการให้เกียรติสถาบัน จึงเป็นสิ่งที่ปัญญาชนควรมี จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วัยรุ่นยิงเพื่อนนักเรียนเสียชีวิต ยกพวกตีกันระหว่างสถาบัน ไม่เว้นแม้แต่บนรถเมล์ และล่าสุด นักศึกษาของสถาบันแห่งหนึ่ง รุ่นพี่คณะรัฐศาสตร์ปี3 ยิงรุ่นน้องวิศวกรรมศาสตร์ปางตาย และนี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่มีเหตุการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นอีก เห็นได้ตามสื่อต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ จัดว่าเป็นปัญหาทางสังคม ที่นับวันได้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะวัยนี้พยายามที่จะค้นหาความเข้าใจตนเอง ยิ่งในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โลกทัศน์ของวัยรุ่นกว้างขึ้น บางคนก็ค้นพบตนเองในทางที่ถูกต้อง แต่บางคนกลับหันเหไปในทางที่ผิด ทำให้เป็นบ่อเกิดของปัญหาที่เราเห็นในปัจจุบัน ตามรายงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2548 สิงหาคม 2549 มีเหตุการณ์วัยรุ่นตีกันรวมกว่า 3,000 ครั้ง การยกพวกตีกันสาเหตุ คือ การรักษาหรือป้องกันศักดิ์ศรีของสถาบัน รวมทั้งเพื่อนฝูง และจากระบบอาวุโสในสถานศึกษา ซึ่งรวมแล้วเป็นร้อยละ 80 ของสาเหตุทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานับสิบๆปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและถูกจุดเสียที มิหนำซ้ำเหตุการณ์ยังรุนแรง ถี่ขึ้นและบานปลายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะปราบปรามได้เลย ในปี ค.ศ.1984 มีนักจิตวิทยาคลินิกชื่อ Dr.Stanton E. Samenew เขียนหนังสือชื่อ Inside the criminal mind และปรับปรุงแก้ไขในปี ค.ศ.1984 เป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่งของอเมริกา ดร.เซมนาว มองปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่ก่ออาชญากรรมว่า เป็นที่ตัวเด็กเอง จริงอยู่ส่วนใหญ่เรามักจะโยนความผิดไปที่สถาบันทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สื่อมวลชนหรือแม้แต่สภาพแวดล้อมทางสังคม แต่เด็กที่อยู่ในสภาพที่เป็นปัญหาเหมือนๆกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อปัญหารุนแรงหรือก่ออาชญากรรมทุกคน ตัวเด็กเองก็มีส่วนสำคัญ เด็กที่ก่ออาชญากรรม ก้าวร้าวและก่อเหตุรุนแรงจะปฏิเสธพ่อแม่ ทั้งๆที่พ่อแม่ไม่ได้ปฏิเสธเขา เขาจะปฏิเสธครูและการเรียน ขณะที่ครูพยายามสอนให้เขาเป็นคนดี เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งสอนทางศาสนา ทั้งๆที่ศาสนาเป็นหลักการที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคม เพราะฉะนั้นการที่สังคมกำลังปกป้องเด็กกลุ่มนี้มากเกินไป โดยการโยนความผิดไปให้สถาบันทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่รู้สึกว่าตนเองผิด และสามารถก่อเหตุได้เสมอๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์วัยรุ่น มองว่าปัญหาของเด็กเหล่านี้เกิดมาจากสังคม แวดล้อมที่เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันต้องมองกลับไปยังสังคมจุดเล็กๆ ที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาคือ ครอบครัว ซึ่งเด็กส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน หรือครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุนิยม ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวจนแทบไม่มีเวลาให้กับลูก การเยียวยารักษานั้น พญ.อัมพรชี้แนะว่า โรคนี้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ความรักและการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่และครอบครัวจะกลายเป็นวัคซีนป้องกันอย่างดีที่จะไม่ให้เด็กหลงทาง ซึ่งพ่อแม่ต้องให้ต้นทุนที่ดีกับลูก พ่อแม่ควรจะใกล้ชิดและป้อนสิ่งดีๆให้กับลูก แต่ถ้าปล่อยปละละเลยใน เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นและมีพฤติกรรมที่แปลกแยกจากสังคมไป ถึงตอนนั้นการดึงลูกกลับบ้านก็คงทำได้ยากแล้ว.....
|