พิมพ์หน้านี้
|
บางส่วนของบทกวี นอกจากเรื่องเหลือเชื่อแล้ว คงจะมีประวัติศาสตร์อยู่บ้าง และยากที่จะแยกความจริง ออกมาจากเรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเรื่องปกติที่ตำนานกับประวัติศาสตร์ จะอยู่ในเรื่องเล่า เรื่องเดียวกัน "พ่อครับ น้ำจะท่วมโลกจริง ๆ หรือครับ" ต้น เด็กน้อยวัย 6 ขวบ ถามพ่อขณะที่นอนอยู่บนเตียง เป็นเวลาที่เด็กทุกคนในวัยนี้ควรจะเข้านอน "เรือโนอาห์มีจริงมั้ย แล้วถ้าน้ำท่วมโลกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะครับ" ต้นต้องการคำตอบ "ลูกต้องหลับตาก่อนนะครับ แล้วคุณพ่อจะเล่าให้ฟัง" พ่อน้องต้นพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วพระเจ้าก็ตรัสกับโนอาห์...เจ้าจงสร้างเรือจากไม้โกเฟอร์ สร้างห้องหลาย ๆ ห้อง ไว้ในลำเรือ จงยา ภายในและภายนอกด้วยน้ำมันดิน...(เจเนซิส) นั่นคือพระดำรัสของพระเจ้าต่อโนอาห์ ก่อนพระองค์ส่งน้ำมาล้างโลก โนอาห์สร้างเรือตามพระบัญชาของพระเจ้า นำครอบครัวพร้อมด้วยสัตว์นา ๆ ชนิด อย่างละคู่ ลงเรือหนีน้ำท่วมจากฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุด ไม่หย่อน ถึง 40 วัน 40 คืน จนกระทั่งในที่สุดน้ำก็เริ่มลด แผ่นดินเริ่มแห้ง เรืออาร์ค(ARK) ของโนอาห์ก็ไปจอดเกยตื้นอยู่ที่ภูเขาอารารัต เรื่องราวในพระคัมภีร์นี้ เป็นที่รู้จักกันจนขึ้นใจ โดยเฉพาะในบรรดาชาวคริสต์ ยิว และมุสลิม แล้วน้องต้นก็หลับก่อนที่พ่อจะเล่าจบ แต่เรื่องน้ำท่วมโลกนี้เป็นเรื่องจริงหรือ? โนอาห์และเรืออาร์คมีจริงหรือไม่? รูปรอยเรือขนาดใหญ่ที่มีผู้เห็นฝังจมอยู่ในน้ำแข็งบนภูเขาอารารัตในตุรกีนั้นจะเป็นเรืออาร์คจริงไหม? หรือเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเพียงตำนานบวกอภินิหารที่ต่อเติมเสริมแต่งเพื่อสร้องศรัทธาในพระเจ้าเท่านั้น? มันคือจินตนาการหรือบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์กันแน่?
ในเรื่องน้ำท่วมโลกนั้น ตำนานเกี่ยวกับเรื่องนี้มิได้มีเฉพาะในคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น แต่มีอยู่ในตำนานชนชาติเก่าแก่ทั่วโลกมานับพันปีแล้ว อัสซีเรียโนอาห์ ในชื่อ อัต-นาปิชติม (UT- NAPISHTIM) แห่งมหากาพย์กิลกาเมช ผู้ได้รับการเตือนจากเทพเจ้า ว่าน้ำจะท่วมโลก และเขาก็ได้สร้างเรือพาครอบครัวหนีมาได้ ตำนานกรีกมี ดิวคาเลียน (DEUCALION) ที่พาครอบครัวกับสัตว์ทั้งหลายลงเรือที่มีลักษณะเหมือนกับหีบหนีน้ำท่วม ซิอูซุนดรา (ZIUSUNDRA) กษัตริย์แห่งบาบิโลนก็ได้รับการเตือนจากเทพเจ้าให้สร้างเรือใหญ่ พาครอบครัว เพื่อนพ้อง สัตว์ และเสบียงหนีน้ำท่วมโลก ในคัมภีร์ปุราณะของอินเดีย พระมนูกับสหายก็เป็นผู้หนีรอดมาจากน้ำท่วมโดยมี พระวิษณุในปางอวตารเป็นปลาใหญ่ช่วยลากเรือ แม้อินเดียอดงในทวีปอเมริกา ก็มีตำนานทำนองนี้มาตั้งแต่ยังไม่ถูกชาวยุโรปรุกราน บิดาผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาพาครอบครัวและสัตว์บางชนิดลงแพใหญ่ที่มีผนังปิดโดยรอบหนีน้ำท่วม ตำนานของเผ่าอินคาบอกว่าตัวลามาเป็นผู้เตือนเรื่องน้ำท่วม และพาเจ้าของหนีน้ำขึ้นไปบนเทือกเขาแอนดีส ส่วนแอสเท็คก็มีผู้หนีรอดจากน้ำท่วมโลกมาด้วยเรือใหญ่ที่ทำจากสนไซเปรสเช่นกัน
การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองเออร์ (UR) ในดินแดนเมโสโปเตเมียเมื่อปี 1920 โดยเลโอนาร์ด วูลลี่ นั้น เขาได้ใช้วิธีขุดเจาะลงไปในดินเป็นปล่องลึกและเก็บวัสดุใต้ดินขึ้นมาดูเป็นชั้น ๆ ไป เศษโบราณวัตถุนานาชนิดถูกขุดเจาะขึ้นมาจากชั้นดินที่ย้อนหลังไปถึงยุคหลายพันปีก่อนคริสต์กาล แล้วจู่ ๆ เศษวัตถุโบราณเหล่นนั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง การขุดเจาะไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากโคลน แต่วูลลี่ก็ยังคงเดินหน้าขุดเจาะต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และเมื่อผ่านชั้นโคลนที่หนาราว ๆ 12 ฟุต ชั้นดินที่มีเศษโบราณวัตถุก็ปารกฏขึ้นอีกครั้ง ด้วยอีกอารยธรรมที่แตกต่าง และรุ่งเรื่องอยู่ก่อนหน้าการไหลบ่าของโคลน ชั้นดินโคลนที่หนาราว 12 ฟุตนั้น บ่งบอกว่านั่นมิใช่โคลนจากน้ำท่วมตามฤดูกาลประจำปีอย่างแน่นอน แต่เป็นน้ำท่วมระยะยาวนาน ก่อนจะเหือดแห้ง วูลลี่สรุปว่าชั้นโคลนหนาประมาณนี้มาจากน้ำท่วมที่สูงประมาณ 25 ฟุต ซึ่งนั่นก็เป็นระยะความสูงที่เทียบเคียงได้กับเรื่องราวในไบเบิล ที่บอกว่า "..กว่า 15 คิวบิตที่น้ำบ่าท้น.."
เหตุการณน้ำท่วมครั้งใหญ่และยาวนานมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในดินแดนตะวันออกกลางเท่านั้น เคยมีผู้พบโครงกระดูกปลาวาฬบนภูเขาหิมาลัย พบเปลือกหอยและก้างปลาบนภูเขาอารารัต ที่ซากเมืองโบราณติอาฮัวนาโคในโบลิเวียที่เก่าแก่ถึง 15,000 ปี ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปบนเทือกเขาแอนดีสถึง 2 ไมล์ ก็มีรอยเกลือทะเลเป็นแนว นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าริมทะเล ทั้งทะเลสาบติติคาคาใกล้กันนั้นครั้งหนึ่งก็เคยติดต่อกับมหาสมุทร ชาวเกาะคานารีกกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นชนผิวขาวตาสีฟ้าก็อ้างว่าชนเผ่าของตนเป็นชนกลุ่มสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ทำลายเมืองอันยิ่งยงของพวกตนไปจนหมดสิ้น และเกาะที่อยู่ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นยอดเขาสูงในดินแดนนั้น นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าทะเลดำทะเลแคสเปียน และทะเลสาบอูราลนั้นเคยเชื่อมต่อกันเป็นทะเลหลวง โดยมีฝั่งตะวันออกของทะเลอยู่ที่โกบีตะวันตก และเรืออาร์คของโนอาห์ก็มิได้มาจากทางใต้ (ตำนานบาบิโลนบอกไว้ว่า เรืออาร์คสร้างขึ้นที่เมืองมาลา - MAALA ใกล้อาเดนในเยเมนปัจจุบัน) แต่มาจากทะเลใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือนี้ซึ่งปัจจุบันท้องทะเลได้กลายเป็นทะเลทรายไปแล้ว
เราจะบอกได้ว่าหาดทรายชายฝั่งดั้งเดิมนั้นอยู่ ณ ตำแหน่งใดนั้น ดูได้จากทรายและกรวด เพราะหาดทรายเกิดจากการที่คลื่นซัดสาดชายฝั่ง ทำให้เกิดทรายและกรวดที่กลมเกลี้ยงตามที่ต่าง ๆ ในโลก มีทั้งหาดทรายชายฝั่งโบราณและซากสัตว์ทะเลที่อยู่สูงเลยระดับน้ำทะเลขึ้นไปนับร้อยฟุต อย่างในอลาสกา แคลิฟอร์เนีย นอเวย์ และอีกหลาย ๆ ที่เช่นกัน หาดทรายและชายฝั่งก็จมลึกลงไปใต้น้ำ ซากแมมมอธมาสโตดอน และกระดูกมนุษย์พร้อมเครื่องก่อนประวัติศาสตร์ถูกขุดขึ้นมาจากท้องทะเลบริเวณดอกเกอร์แบงก์ ที่ทะเลเหนือ มีหาดทรายอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกที่อะซอเรส ในบางที่หาดทรายอยู่ลึกลงไปในท้องทะเลถึง 3 ไมล์ครึ่ง มีซากอะไรบางอย่างที่เหมือนเมืองโบราณจมอยู่ในทะเลเมดิเตอเรเนียน ที่นอดชายฝั่งแอฟริกา ที่ใกล้อะซอเรส ที่หมู่เกาะมารีดา และบนไหล่ทวีปใกล้คิวบากับบาฮามาส์ ส่วนนอกชายฝั่งเปรูก็ยังมีกำแพงฝีมือมนุษย์ทอดยาวลึกลงไปในทะเลราว 1 ไมล์ หลักฐานทั้งมวลนี้ดูจะชี้ไปในทางเดียวกันว่า ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนและดินแดนบนโลกทั้งหมด บ้านเมืองและผู้คนส่วนใหญ่สูญสิ้นไปกับสายน้ำ แผ่นดินเปลี่ยนแปลง ที่สูงกลายเป็นที่ต่ำ และที่ต่ำก็อาจถูกยกสูงขึ้น คงจะมีผู้คนจำนวนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ และสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้น
เจมส์ เออร์วิน นักบินอวกาศผู้ลงเหยียบดวงจันทร์เมื่อปี 1971 ผู้เป็นหนึ่งในทีมสำรวจหาเรือโนอาห์ เขาพยายามขอเข้าไปสำรวจภูเขาอารารัตถึง 5 ครั้ง แต่ประสบอุปสรรคจากอากาศที่เลวร้ายบ้าง กองโจรเคอร์ดิชบ้าง และที่ถึงทางตันที่สุดก็คือคำสั่งห้ามของกองทัพตุรกี จนในที่สุดเขาก็ล้มเลิกโครงการไป ต่อมา แดเนียล แม็คจิเวิร์น นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวโฮโนลูลู ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกกำลังสานต่อโครงการณ์ของ เออร์วิน ในปี 2003 เขาว่าจ้างดาวเทียมกำลังขยายสูงให้ถ่ายภาพบริเวณยอดเขาอารารัตในช่วงฤดูร้อนที่น้ำแข็งละลายไปมากกว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมา ภาพที่ได้จากดาวเทียมนั้นภาพหนึ่งแสดงให้เห็นเรืออย่างชัดเจน เห็นกระทั่งคานเรือและแผ่นไม้ เขามั่นใจกว่า 90% ว่าใช่แน่นอน จึงทุ่มทุนถึง 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อจะส่งคณะสำรวจขึ้นไปบนยอดเขาอารารัต...ถ้าเพียงแต่รัฐบาลตุรกียอมให้เข้าไป โรเบิร์ต บอลลาร์ด นักสมุทรศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นอีกคนที่กำลังค้นคว้าในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันนี้ เขามิได้ค้นหาเรือโนอาห์ แต่เขากำลังสำรวจท้องทะเลดำเพื่อหาหลังฐานน้ำท่วมโลกสมัยท่านผู้เฒ่าแห่งคัมภีร์ไบเบิลนั้น บอลลาร์ดมีหุ่นยนต์ที่ทำงานได้ในน้ำลึก เป็นเครื่องมือสำคัญ หุ่นยนต์นี้เคยช่วยเขาค้นหาเรือลูซิตาเนียและไททานิคมาแล้ว ทั้งในทะเลเมดิเตอเรเนียนนี้ เขาก็เคยพบซากเรือโบราณอายุ 3,000 ปีในน้ำลึกกว่าพันฟุตด้วย เขาเชื่อว่าการสำรวจทะเลดำเป็นงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทะเลดำเป็นห้วงน้ำใหญ่แห่งเดียวในโลกที่ไม่มีออกซิเจนในส่วนลึกเบื้องล่าง จุลินทรีย์ที่ทำลายเนื้อไม้ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ใต้ท้องทะเลดำ ดังนั้น เรือและสิ่งใด ๆ ที่จมอยู่ก้นทะเลดำย่อมจะคงสภาพดีอยู่ได้ในน้ำนั้น------------------------------------------------------------------------------------จากนิตยสารต่วยตูนพิเศษ ฉบับที่ 366 ประจำเดือนสิงหาคม 2548
ภาวะโลกร้อน ความจริงช็อกโลก!!!
ภาวะโลกร้อน ความจริงช็อกโลก!!! สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม ขณะที่บ้านเราเจอภาวะฝนตกน้ำท่วม ไม่มีฤดูหนาว หรือแม้กระทั่งแผ่นดินไหวที่ จ.เชียงใหม่ อีกด้านในซีกโลกตะวันตก ผู้คนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อน ร้อนจนร่างกายทนไม่ไหว ทำให้คนในยุโรปเสียชีวิตถึง 30,000 ศพ และในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตไป 1,500 ศพ เมื่อปี 2003 ที่ผ่านมา
เหตุที่เกิดปรากฏการณ์เหล่านี้ในทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า เป็น ภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซ อื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติดักจับความร้อนออกไปยังบรรยากาศของโลก ก๊าซเหล่านี้จะรวมตัวกันจนกลายเป็นผ้าห่มหนา ๆ ดักจับความร้อนของดวงอาทิตย์ และทำให้โลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้น ยิ่งก๊าซเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งเมื่อเกิดปรากฎการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้บางพื้นที่กลายเป็นทะเลทราย สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะสูญพันธ์ บางพื้นที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแข็งขั้วโลกและบนยอดเขาสูงละลาย ทำให้ปริมาณ น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบ บางพื้นที่อาจจมหายไปอย่างถาวร และประชาชนอาจจะเจอคลื่นความร้อนที่มีอำนาจทำลายล้างแรงกว่าที่เคยพบมา
เหตุการภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกำลังเตือนภัยอะไรเราชาวโลก ซึ่งหากเรายังปล่อยให้เกิด "ภาวะโลกร้อน" อยู่เช่นนี้ เชื่อได้ว่า อาจเกิดปรากฎการณ์ความจริง ช็อกหัวใจชาวโลกขึ้นอีกครั้งแน่นอน ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือ ทุกคนต้องลดใช้พลังงาน อันเป็นบ่อเกิดของมลพิษเพื่อให้โลกได้ปรับสมดุล และช่วยกันปลูกป่า เพื่อให้ธรรมชาติกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ไม่งั้น หากเกิน 10 ปี โลกเราอาจเข้าสู่จุดที่ไม่ สามารถกลับตัวได้
สาเหตุหลักของปัญหานี้ ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ครับ (Greenhouse gases) ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศกรองพลังงานจากดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของเรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)
หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่
"The great famine which I sense approaching will often turn then become universal. It will be so vast and long lasting That (peopple) will grab roots from the trees and children from the breast." (C.1 Q.67) "ความอดอยากหิวกระหายที่ฉันรู้สึกกำลังใกล้เข้ามา มันเกิดขึ้นเป็นแห่ง ๆ แล้วลามไปทั่วโลก มันจะแผ่กว้าง และนาน ผู้คนแก่งแย่งรากไม้ เด็ก ๆ โผเข้าหาเต้านมแม่..."
คำทำนายของนอสตราดามุสในโคลงบทนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของโคลงทำนาย อีกหลาย ๆ บท ระบุถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานมาสู่สังคมมนุษย์อย่างช้า ๆ แต่แน่นอน นอสตราดามุสได้บ่งบอกถึงกาลเวลาได้อย่างแม่นยำ เอ่ยถึงรอบโคจรและการปรากฏตัวของดาวหางฮัลเลย์ ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับการอดอยากแร้นแค้นในเอธิโอเปีย การพรรณนาถึงความอดอยากของมนุษย์ ความหิวโหย ขาดอาหาร ถึงขั้นที่ผู้คนต้องตะกุยตะกายแก่งแย่งกันแทะกินเปลือกไม้ รากไม้ ทารกร้องระงมไขว่คว้าหาเต้านมแม่ที่แห้งผาก ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่จะเกิด"กลียุค" ในสังคมตามภาพในจิตทัศน์ของนอสตราดามุสเมื่อกว่าสี่ร้อยปีมาแล้ว
มนุษยชาติกำลังเผชิญกับความวิปริตของบรรยากาศรอบผิวโลก มลภาวะที่ก่อเกิดจากการทำลายระบบนิเวศวิทยาโดยน้ำมือมนุษย์ ทำให้บรรยากาศของโลกแปรปรวน นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนเอาไว้อย่างหนักแน่นว่า ถ้ามนุษย์ไม่ยุติการก่อสภาพมลภาวะอย่างที่ทำกันอยู่แล้ว ภายในทศวรรษนี้บรรยากาศของโลกจะเกิดความผันผวนอย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มนุษย์ทั่วโลกจะเริ่มรู้สึกถึงความวิปริตของดินฟ้าอากาศ บรรยากาศโลกจะตกอยู่ในสภาพเรือนไม้ปรับอากาศ มีความร้อน เย็น ชื้น ขึ้นลงฮวบฮาบ แถบหนาวก็จะหนาวเหน็บที่สุด แถบอากาศร้อนก็จะร้อนระอุจนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ นอสตราดามุสเชื่อว่า มนุษย์กับดาวพระเคราะห์ที่อาศัยอยู่ในห้วงสุริยจักรวาลนั้น แท้จริงแล้วเป็นอินทรีย์ระบบเดียวกัน ทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกันไม่อาจแตกแยกออกจากกันได้ เขายกตัวอย่างในจดหมายเหตุที่เขียนถึงซีซาร์ เดอร์ นอสเตรดัม ลูกชายว่า ถ้าคนเราไม่รักษาตัวปล่อยให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเจ็บป่วยหรือติดโรคร้าย ความไม่ปกติที่เกิดขึ้นพลอยมีส่วนกระทบกระเทือนไปถึงอวัยวะอื่น ๆ ทั่วสรรพางค์กาย
พ.ศ. 2543 / ค.ศ.2000 13 ม.ค. - ประเทศเอล ซัลวาดอร์ ทวีปอเมริกาใต้ เกิดแผ่นดินไหวที่มีความแรงราว 7.6 ริกเตอร์ ทำให้ภูเขาสูงประมาณ 500 เมตรที่อยู่ใกล้เคียงกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดถล่มลงมาใส่บ้านเรือนผู้คน เป็นเหตุให้มีผูเสียชีวิตประมาณ 1,200 คน 26 ม.ค. - ที่รัฐกุชรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย มีคนเสียชีวิตไปเกือบ 20,000 คน มากกว่า 1 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย และปีนี้ยังเป็นปีที่อินเดียประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ จากจำนวน 11 รัฐที่ประสบภัยแล้ง รัฐกุชรัฐเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ผลกระทบนั้นกว้างขวางมาก ประชากรจำนวนราว 170 ล้านคนจาก 1 แสนหมู่บ้านเดือดร้อนอย่างหนัก จากภัยแล้ง พ.ศ. 2545 / ค.ศ.2002 เดือนมกราคม - เกิดภูเขาไฟระเบิด ทางตะวันออกของเมืองโกม่า ประเทศคองโก การระเบิดที่นานถึง 2 วันของภูเขาไฟชื่อไนอิร่ากองโก้ ทำให้ผูคนหลายพันคนต้องอพยพหนี มีคนตายจากเหตุดังกล่าวร่วม 50 คน เดือนมิถุนายน - เกิดแผ่นดินไหวทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านบริเวณที่ใกล้กับทะเลแคสเปียน ความรุนแรง 6.0 ริคเตอร์ ทำให้บ้านเรือนที่สร้างด้วยดิน และหินพังพินาศมีคนถูกฝังอยู่ใต้เศษซากบ้านเรือนประมาณ 500 คน อีกสองพันกว่าคนบาดเจ็บ ไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 25,000 คน เดือนสิงหาคม - ที่เดรสเด็น เยอรมัน ทางการต้องอพยพผู้คนออกจากเมืองเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเอลเบสูงขึ้นมาก จนถึงระดับที่ไม่เคยสูงขนาดนั้นมาก่อน และกลัวว่าเขื่อนกั้นน้ำอาจแตกได้ พ.ศ. 2546 / ค.ศ.2003 เดือนกุมภาพันธ์- เมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเจอพายุหิมะอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ แทบทุกเมืองขาวโพลนไปด้วยหิมะที่ตกหนักอย่างผิดปกติ มีผูเสียชิวิต 20 คนจากเหตุการณ์นี้ เดือนมีนาคม - ฮ่องกง ก็ได้รูจักกับ Sars เดือนพฤภาคม - ทางตอนใต้ของตุรกีอาคารหอพักแห่งหนึ่งพังทลายลงมาจากสาเหตุแผ่นดินไหว ทำให้ผู้คนที่อยู่ในนั้นเสียชีวิตไปกว่าร้อยคน เดือนสิงหาคม - เกิดคลื่นความร้อนผิดปกติเข้าปกคลุมยุโรป เฉพาะที่ประเทศฝรั่งเศษ มีคนเสียชีวิตกว่า 3 พันคน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส เดือนกันยายน - มีพายุไต้ฝุ่นที่รุณแรงที่สุดครั้งหนึ่งพัดเข้าถล่มคาบสมุทรเกาหลี พายุที่มีความเร็วลมสูงถึง 214 กม./ชม. ทำให้มีคนตายร่วม 100 คน สูญหายอีกหลายสิบคน เดือนธันวาคม - ชีวิตผู้คนจำนวนมากกว่า 26,000 คน ต้องสูญสิ้นไปกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของอิหร่าน นอกจากนั้น เมืองแบมซึ่งเป็นเมืองโบราณที่สำคัญเมืองหนึ่งยังเสียหายอย่างหนักด้วย พ.ศ.2547 / ค.ศ. 2004 เดือนมกราคม - ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ จนทำให้เกิดแผ่นดินถล่มตามมาที่เมืองโนโว ฟริเบอร์โก้ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของริโอ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 31 คน และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยสูงถึง 12,000 คน เดือนกุมภาพันธ์ - แผ่นดินไหวที่เมืองชายฝั่งของประเทศโมร็อคโค ที่แอฟริกาเหนือ มีคนตายไปไม่ต่ำกว่า 500 คน เดือนธันวาคม - วันมหาวิปโยคของชาวโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลครั้งใหญ่นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย เป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นยักษ์พัดเข้าทำลายชายฝั่งหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย ตัวเลขของผู้เสียชีวิตทั้งหมดรวมกันจาก 12 ประเทศมากกว่า 200,000 ชีวิต พ.ศ.2548 / ค.ศ.2005 เดือนกุมภาพันธ์ - ที่จังหวัดเคอร์มานในประเทศอิหร่าน มีคนตายจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ริคเตอร์ หลายร้อยคน เดือนมีนาคม - เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.7 ริคเตอร์ นอกชายฝั่งสุมาตรา มีผู้เสียชีวิตราว 500 คน เดือนมิถุนายน - เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มีผู้เสียชีวิตไป 64 คน จากโคลนถล่ม เดือนสิงหาคม - น้ำท่วมที่เชียงใหม่ ไม่ต้องมีคำบรรยาย
ภาพจาก http://chubby.exteen.com/category-V-Enviroment เดือนตุลาคม - ความสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับชาวปากีสถานอีกครั้ง เพราะแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริคเตอร์ 73,000 คน เสียชีวิต
และมาถึง แคทริน่า เฮอริเคนที่มีความรุนแรงระดับ 5 เคลื่นตัวสู่อ่าวเม็กซิโก ของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้เกิดความเสียหายครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ มันเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ขึ้นฝั่งสหรัฐอเมริกา และเป็นอันดับที่ 6 ของเฮอริเคนที่มีความรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ความเสียหายกระจายไปทั่วรัฐหลุยเซียน่าและมิซซิสซิปปี้
เมืองนิวออลีนส์เกิดน้ำท่วมถึง 80%ของพื้นที่ นอกจากนั้น น้ำยังคงท่วมขังต่อไปอีกเป็นเวลาหลายเดือนหลังพายุสงบ มีผู้เสียชีวิตไปทั้งสิ้นเกือบ 1,900 คน ความเสียหายของทรัพย์สินและเศรษฐกิจรวมแล้วประมาณ 81.2 พันล้านดอลล่าร์
เรายังรักสบายกันอยู่มั้ย เรายังเห็นแก่ตัวกันอยู่รึเปล่า โลกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง สนใจอะไร ดาราคนนี้หล่อจัง ผู้หญิงคนนั้นสวยดี ค่ำแล้วกินเหล้ากันดีกว่า ไฟ ปิดมันทำไม กูมีตังจ่าย ก็มันร้อน ไม่ให้เปิดแอร์ได้ไง น้ำมันแพงแล้วไง อั๊วจะซิ่ง โอ๊ยต้นไม้ ปลูกไม่เป็นหรอก ปลูกไปก็ตาย ยาบ้าน่ะ เสพกันเข้าไปสิ สมองถึงเป็นงี้ไง
เราทุกคนต้องช่วยกันนะครับ แยกขยะไม่เป็นก็ทิ้งให้ ลงถังละกัน แอร์ถ้าไม่ร้อนก็อย่าเปิดเลยทนหน่อย ไฟ ก็อย่าเปิดทั้งบ้านเลยครับไม่ใช่งานวัด ข้าวก็ทานแต่ พออิ่มอย่าให้เหลือ อาหารก็ขอให้ปรุงสุก ล้างมือบ่อย ๆ ปลูกต้นไม้คนละต้นก็ยังดี เกมก็อย่าเล่นมันทั้งวัน อ่านหนังสือบ้าง ระบบขนส่งบ้านเราก็okอย่าไปอวด รวยเลย เหล้ายาก็เพลา ๆ กันหน่อย เข้าวัด เข้าโบสถ์ เข้ามัสยิดไปละหมาดบ้าง สามัคคีคือพลังครับ
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ทนอ่าน เวปทุกเวป หนังสือทุกเล่ม และชาวเนชั่นทุกคนครับ |
| inconvinence | ||
เสียงเตือนจาก อัล กอร์ หยุดโลกร้อน...คุณทำได้ ! |
||
|
View All |
||
| พายุแบบโหด ๆ | ||
พายุแบบโหด ๆ |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |