พิมพ์หน้านี้
![]() วรรณกรรมสอนอะไรสำหรับข้าพเจ้าแล้ว วรรณกรรมจีนเปรียบเสมือนที่สงบจิตใจ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาที่แก้ไม่ตกมักจะหยิบนิยายกำลังภายในสักเล่มขึ้นมาอ่าน"มันดียังไง?" สำหรับข้าพเจ้า ทุกครั้งที่อ่านเหมือนได้รับการขัดเกลาจิตใจที่ร้อนรุ่ม ให้เย็นลง มองปัญหาในหลายๆแง่ และกล้าที่จะยอมรับในตัวเองยอมรับในตัวผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรากว่าที่เคย อาจารย์ที่แต่งวรรณกรรมเหล่านั้น เปรียบเสมือนอาจารย์ที่สั่งสอนให้เรารู้จักตนเองและผู้อื่นในด้านที่ไม่อยากยอมรับ แต่ในขณะที่เรากำลังขัดเกลาจิตใจตัวเองอยู่นั้น เราก็กำลังเพลิดเพลินในเนื้อหาอิงประวัติศาสตร์ที่สนุกสนานอีกด้วย สั้งหวี่เถียน คือ จอมคนพรรคมาร ซึ่งหวงอี้ทุ่มเทฝีมือการประพันธ์ ผลักดันตัวละครจนมี เสน่ห์และพลังใฝ่ฝันแห่งความเป็นมนุษย์ อย่างถึงขีดสุด สร้างที่ยืนอันดับต้นในหัวใจของผู้อ่านได้สำเร็จหวงอี้ได้เน้นย้ำเสมอในงานเขียนของเขาว่า พรรคมารหรือสำนักศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ได้หมายถึง ความเลวร้ายเสมอไป เพียงแต่ยึดถือแนวคิดที่แตกต่างจากกระแสหลักหรือคนส่วนใหญ่ พ่ายแพ้ในการช่วงชิงเสียงสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ทำให้แนวคิดกลายเป็นกระแสรอง ไม่ได้รับความนิยมจากมวลชนซึ่งถูกชนชั้นปกครองครอบงำผ่านแนวคิดกระแสหลัก หากพิจารณาในมุมมองนี้ พรรคมารกลับกลายเป็นผู้ถูกกระทำจากสังคมและอำนาจการเมือง เสน่ห์ของสั้งหวี่เถียนอยู่ตรงที่ อิสรภาพ ทั้งทางความคิดและการกระทำ สมกับที่เป็น จอมคนพรรคมารขนานแท้ เนื่องจาก นิยามร่วม ของพรรคมารที่แตกกิ่งก้านสาขาไปมากมายนั้น คือ การเคลื่อนไหวเพียงลำพัง เน้นความเป็นปัจเจก ผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่สามารถรวบรวมสมาชิกให้เข้าร่วมปฏิบัติการได้ แต่ความลักลั่นขัดแย้ง Paradox ได้เกิดขึ้น เพราะลักษณะสำคัญของพรรค คือ ความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกและการปฏิบัติตามกฏระเบียบ ความเป็นปัจเจกสุดขั้วของสั้งหวี่เถียน จึงถูกโจมตีว่า ขาดคุณสมบัติ แต่หากพิจารณาอีกมุมหนึ่ง สั้งหวี่เถียนเป็นพรรคมารขนานแท้ดั้งเดิมตามนิยามแห่งความเป็นปัจเจก ด้วยความขัดแย้งนี้ เราอาจขนานนามเขาว่า จอมมารสยบมารความเป็นมารที่แปลกแยกจากมารทั่วไป คือ ความน่าประทับใจของสั้งหวี่เถียน ซึ่งหวงอี้ได้บรรจงสร้างขึ้น ทำให้ เอี้ยนเฟย เห็นช่องทางในการเกลี้ยกล่อม ขุมกำลังหลัก ของพรรคมารเข้าเป็นพวก สั้งหวี่เถียน กลับหลงรักในเสน่ห์ของ เมืองเปียนฮวน ซึ่งเป็นเมืองศัตรู ความเป็นอิสระทางความคิดและจิตใจ ทำให้เขาไม่ยึดติดงมงาย สามารถชื่นชมต่อสิ่งดีงามของฝ่ายตรงข้าม เช่นเดียวกัน ความกระหายเลือดซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของคนพรรคมาร กลับเป็นข้อยกเว้นของสั้งหวี่เถียน ข้อห้ามในวิชาฝีมือเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เหตุผลแท้จริงน่าจะอยู่ที่อุปนิสัยส่วนตัวและความมีเหตุมีผลมากกว่า ขอเพียงปฏิบัติการบรรลุผล ไยต้องฆ่าคนวุ่นวายในที่สุดด้วยบุคลิกที่แตกต่างจากคนพรรคมารนี่เอง ทำให้ชาวฮวนถึงกลับเกิดความรักและชื่นชอบศัตรู ไม่อยากเห็นจอมมารผู้น่ารักรายนี้ต้องตกตายภายใต้คมกระบี่ของเอี้ยนเฟย สั้งหวี่เถียน ยังคงมีลักษณะของคนพรรคมารอย่างเต็มเปี่ยม คือ กระทำตามผลประโยชน์และมุมมองของตัวเองเป็นด้านหลัก การละทิ้งพรรคมาร การช่วยเหลือเอี้ยนเฟย ล้วนมีเหตุผลส่วนตัวรองรับ ไม่ได้เน้นไปที่ความเมตตาปราณีเป็นด้านหลักเหมือนตัวละครฝ่ายธรรมะ ขณะที่ตู้เฟิ่งซัน แม้จะดูเหี้ยมโหดดุร้าย แต่การตัดสินใจยังอิงกับความคิดเห็นของหมู่คณะ ไม่ได้มีมุมมองและความคิดที่เป็นปัจเจกสุดขั้วตามแบบฉบับพรรคมารทั่วไป นี่คือ ความแยบยลละเอียดอ่อนในการสร้างตัวละครพรรคมารที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของหวงอี้ ส่วนใหญ่แล้ววรรณกรรมจีน จะแบ่งอธรรมและธรรมมะออกจากกันอย่างชัดเจน แต่จะบอกเล่าว่าเหตุใดจึงมีพรรคมาร เหตุใดจึงมีพรรคฝ่ายธรรมมะเพราะหากไม่มีฝ่ายใดเกิดขึ้นมาอกีฝ่ายย่อมไม่เกิดตามมาเช่นกัน แต่การเล่าเรื่องไม่ได้จบลงแค่ธรรมมะและอธรรมเท่านั้น เพราะเหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ในพรรคธรรมมะหรือพรรคอธรรม นั้นไม่ได้เป็นเหมือนชื่อพรรคที่ตนเองสังกัดเสมอไป ตัวอย่างเช่น สั้งหวี่เถียน อ้างอิงจาก http://boolim.blogspot.com/2007/05/blog-post_26.html |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||