• อยู่ในที่มืด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vee_sahacon@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-16
  • จำนวนเรื่อง : 124
  • จำนวนผู้ชม : 25266
  • จำนวนผู้โหวต : 440
  • ส่ง msg :
จริงจัง ฮาแตก แดกแฟชั่น
แนวๆ ความรู้ พ่วงเซ็กซี่
Permalink : http://www.oknation.net/blog/M-5W
วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551
ทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก
Posted by อยู่ในที่มืด , ผู้อ่าน : 106 , 17:35:36 น.   | หมวดหมู่ : ความรู้ใส่สมองพัฒนาตัว  
พิมพ์หน้านี้


ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่ต้นปีมาดูเหมือนว่านักลงทุนในตลาดหุ้นจะเจ็บตัวกันหนักและเป็นการเปลี่ยนภาพที่สดใสของตลาดหุ้นจากปีที่ผ่านมา    ตัวเลขคร่าว ๆ  ก็คือ  ปีที่แล้วดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาประมาณ  26%  ยังไม่นับรวมปันผลอีกประมาณ  3 – 4 %  ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมทั้ง  ๆ   ที่ประเทศไทย   “มีปัญหา”  มาตลอดทั้งปี     ปี 2551 นี้   นักวิเคราะห์ต่างก็ตั้งเป้าหมายว่าดัชนีหุ้นจะดีขึ้นไปอีกมาก   บางคนบอกว่าจะไปถึง 1,000 จุด เพราะ  สถานการณ์ต่าง  ๆ   โดยเฉพาะการเมืองจะดีขึ้น    แต่แล้ว   ปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ  เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของซับไพร์มที่สหรัฐอเมริกาก็ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำกันทั่วโลก    ผลก็คือ   เพียงแค่ประมาณเดือนเดียวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเราก็ตกลงมาแล้วประมาณ  11%  คือตกจากประมาณ 858 จุดเหลือเพียง 760 จุดในวันที่ 25 มกราคม 2551   และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นบทเรียนให้เรารู้ว่า   ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่  “คาดไม่ได้”   และความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีอยู่ตลอดเวลา  โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เรารู้สึกดีและสบายใจในการลงทุน

เมื่อตลาดตกอย่างหนักก็มักจะมีคนถามผมเสมอว่าเขาควรทำอย่างไร?   ขายทิ้งก่อนดีไหม?   บางคนก็ถามว่า  ควรจะ  “เข้า” หรือยัง?   ส่วนใหญ่ผมก็มักจะตอบว่าควร  “อยู่เฉย ๆ”  เพราะเราไม่รู้ว่าตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรแม้ว่าที่ผ่านมา 2-3 สัปดาห์แทบจะเรียกว่าเลวร้ายเกือบทุกวันและนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิในตลาดเกือบทุกวัน    เหตุผลของผมก็คือ   พื้นฐานของเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ  ทุกอย่างยังเป็นปกติ  เพียงแต่ว่าเราค่อนข้างจะโตช้ากว่าเพื่อนบ้านบ้างในช่วงปีที่ผ่านมาและอนาคตคือในปีนี้ก็ยังดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคอยู่โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่อาจจะโตช้าลงจากความถดถอยของเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดขึ้น    แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้คงไม่ทำให้เราเกิดวิกฤติ    เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ   ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว    ดังนั้น   ถ้าเราขายหุ้นในวันนี้อาจจะเป็นว่าเราได้ขายไปในราคาถูก   ในทางตรงกันข้าม   ถ้าเราเข้าไปซื้อเพราะคิดว่าราคาหุ้นได้ตกลงมามากแล้ว   เราก็อาจจะผิดหวัง เพราะราคาหุ้นอาจจะลงต่อไปอีกเพราะความผันผวนของตลาดหุ้นโลกยังไม่สงบลงก็ได้

ส่วนตัวผมเองนั้น   ในภาวะที่ดัชนีตลาดตกต่ำลงมาก ๆ   ผมมักจะเฝ้าดูราคาหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยมทั้งที่ผมถือหุ้นอยู่และที่ผมอาจจะยังไม่ได้เป็นเจ้าของ    ดูว่าราคาหุ้นตัวนั้นตกต่ำลงมามากน้อยแค่ไหน   ถึงจุดที่น่าสนใจพอหรือยัง   ถ้ายังไม่ต่ำพอผมก็จะอยู่เฉย ๆ   แต่ถ้าราคาต่ำลงจนถึงจุดที่น่าสนใจมาก ๆ   ผมก็จะเริ่มคิดที่จะหาเงินมาลงทุน   ซึ่งน่าเสียดายว่าผมมักจะไม่มีเงินสดเหลือเพราะผมลงทุนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว    ถ้าผมต้องการเงินมาลงทุนผมก็ต้องขายหุ้นตัวอื่นที่ผมถืออยู่    ซึ่งก็มักจะน่าเสียดายอีกว่าผมไม่อยากขาย   เพราะราคามันลงมามาก   การขายในเวลาที่เลวร้ายอย่างนั้นผมรู้สึกว่าจะทำใจได้ยาก    ดังนั้น   โดยสรุปแล้ว   ช่วงที่ดัชนีตลาดตกต่ำอย่างหนัก   ผมมักจะไม่ค่อยทำอะไร    ผมชอบเปรียบตัวเองเหมือนเต่า   นั่นก็คือ   ในยามที่เกิดพายุฝนตกฟ้าคะนองรุนแรง   เต่าจะอยู่นิ่ง  ๆ   หลบฝนอยู่ในที่กำบัง  และถ้าจะให้ดีก็คือ   หดหัวไม่มองดูสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน   ว่าที่จริง   เวลาหุ้นตกหนักผมชอบที่จะหนีไปเล่นกอล์ฟเพื่อจะได้ไม่ต้องพะวงกับการตกลงของราคาหุ้นมากนัก

เมื่อเวลาผ่านไป    ผมเชื่อว่าหุ้นก็มักจะกลับมาสู่ราคาที่มันควรเป็นตามปัจจัยพื้นฐานของมัน    ที่จริงมันก็เป็นอย่างนั้นทุกครั้ง   ดังนั้นถ้าเรา  “กอดหุ้น”  ที่ทำธุรกิจที่เรามั่นใจว่าจะสามารถฝ่ากระแสของเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยได้   เราก็ไม่เห็นว่าจะต้องกลัวอะไร     บางคนบอกว่า   เขาไม่ได้กลัวเรื่องของธุรกิจของบริษัทที่เขาลงทุน   แต่เขาคิดว่าหุ้นกำลังตกด้วยอิทธิพลของกระแสเงินหรือเดี๋ยวนี้ชอบเรียกว่า   “Fund Flow”  ดังนั้นเขาคิดว่าอย่างไรหุ้นก็จะต้องตกต่อ   เพราะในยามที่นักลงทุนกำลังขายหุ้นเพราะต้องการถอนตัวออกจากตลาด   ปัจจัยพื้นฐานก็ไม่มีความหมาย   เราจึงควรขายไปก่อนเพื่อความปลอดภัยและกลับไปซื้อภายหลังเมื่อหุ้น “นิ่ง” แล้ว    แต่นี่ก็จะกลับไปสู่ประเด็นเดิมที่ว่า  “เราคิดว่าเรารู้ว่าเมื่อไรที่หุ้นจะนิ่ง”  ซึ่งผมก็อยากจะพูดย้ำอีกครั้งว่า   “เราไม่รู้”    และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ  ดัชนีหุ้นที่ดีดตัวขึ้นมาถึง 31 จุดหรือเพิ่มขึ้นถึง 4.1%  ในวันที่ 25 มกราคม 2551  เมื่อมีข่าวว่ารัฐสภาสหรัฐตกลงอนุมัติแผนกู้เศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุช

สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนผม   ผมคิดว่าการที่หุ้นตกลงมามากนั้น   เป็นโอกาสที่เราจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีที่เดิมเราไม่อยากซื้อเพราะราคาหุ้นแพงเกินไป     ดัชนีหุ้นที่ตกลงมามากนั้น   ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะดึงราคาของหุ้นตัวอื่น  ๆ  ลงมาด้วยทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลง   ถ้าเรากล้าที่จะเข้าไปเก็บหุ้นเหล่านั้นและพร้อมที่จะถือยาวโดยไม่สนใจกับราคาหุ้นที่อาจจะปรับตัวลงต่อ   โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต  3-4 ปีขึ้นไปก็มักจะสูงกว่าปกติ    และความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็มักจะน้อยกว่าปกติ      การขายหุ้นไปก่อนเมื่อดัชนีกำลังอยู่ในช่วงตกหนักนั้น   ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน   เพราะบ่อยครั้งก็ทำให้นักลงทุนหลายคน   “เอาตัวรอดไปได้”  และก็มาเล่าให้คนทั้งหลายฟัง     แต่หลายคนก็เสียหายหนัก  เพราะ  “หุ้นฟื้นอย่างไม่คาดฝัน”  และคนเหล่านั้นไม่ได้มาพูด   ข้อสรุปที่แท้จริงก็คือ   ไม่รู้ว่าคนที่เอาตัวรอดไปได้กับคนที่เสียหายเนื่องจากการขายหุ้น  ฝ่ายไหนจะมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่า   สำหรับนักเก็งกำไรแล้ว   การที่ดัชนีตลาดปรับตัวผันผวนรุนแรง  พวกเขาจะต้องเฝ้ากระดานและมักจะมี  Action  นั่นคือ  ไม่ซื้อก็ขายกันมากขึ้นมาก   แต่สำหรับนักลงทุน   โดยเฉพาะที่เป็น Value Investor  ผมคิดว่าเขาควรจะซื้อมากกว่าขาย   ส่วนตัวผมเองนั้น   ผมยึดภาษิตที่ว่า   Stay Calm, Stay Invest  นั่นก็คือ  ทำใจให้สงบและลงทุนต่อไป   


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 02/02/2008 เวลา : 17.58 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สวัสดีวันเสาร์ค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความ .. มีความสุขทุกวันในเดือนแห่งความรักนี้นะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29