พิมพ์หน้านี้
|
จากยูนิฟอร์มอนุบาลกุ๊กไก่
เสื้อขาวกางเกงแดงรีดเนี๊ยบ
รองเท้าหนังสีดำขัดมันปล๊าบ (แม่ทูนหัวเขาจัดให้ เพราะนังส์แม่มัวแต่่ยุ่งหัวฟู) แต่เมื่อมาอยู่เยอรมนี โดเรม่อนไม่ต้องใส่ชุด ยูนิฟอร์มเหล่านี้อีกแล้ว หากแต่แต่งกายฟรีสไตล์ ให้เข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศ ไปโรงเรียนอนุบาลก็เป็นพอ อย่างที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวูดนั่นล่ะ หน้าร้อน เด็กผู้หญิงก็นุ่งกระโปรงมินิ สวมสายเดี่ยว มาโรงเรียน ส่วนเด็กชายก็นุ่งขาสั้น สวมเสื้อยืด ลากรองเท้าอีแตะ ว่ากันไปตามแต่สภาพดินฟ้าอากาศ หลังจากย้ายมาอยู่เยอรมนียังไม่ทันถึงหนึ่งเดือน โดเรม่อนก็ต้องถูกส่งไปเข้าอนุบาล ทั้งๆ ที่อียังล้งเล้งส่งภาษากับใครไม่รู้เรื่อง แต่ก็ต้องไปเพราะอายุห้าขวดกับอีกหลายช้อนชาแล้ว
อนุบาลนี้ร่มรื่น มีต้นไม้ พุ่มไม้ ให้เด็กๆ ได้มุดเล่น และปีนป่ายอย่างจุใจ นับเป็นความโชคดี อย่างหนึ่งของประเทศนี้ ที่ไม่ค่อยมีงูพิษ และสัตว์มีพิษจำพวกตะขาบ หรือแมงป่อง โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกที่ไป เป็นอนุบาลในเครือข่ายของคริสต์ศาสนา นิกาย โปรเตสแตนท์ ที่ประเทศเยอรมนีนอกจากจะมีโรงเรียนอนุบาลของรัฐที่ทางรัฐบาลจัดสรรให้ทั่วประเทศแล้ว ยังมีโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเครือข่ายของโปรเตสแตนท์ โรงเรียนอนุบาลในเครือข่ายของคาทอลิก และโรงเรียนอนุบาลที่จัดตั้งโดยบริษัทเอกชน โรงเรียนอนุบาลที่จัดตั้งโดยบริษัทเอกชน ส่วนมากจะมีอยู่เฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ และมักจะจัดเก็บค่าเล่าเรียน ค่าดูแลเด็กแพงกว่าโรงเรียนอนุบาลประเภทอื่นๆ พ่อแม่ที่รวยๆ หรือ พ่อแม่ที่อยากให้ลูกตัวเอง “ได้” หรือ “กลายเป็น” เด็กที่พิเศษกว่าเด็กอื่นๆ มักนิยมส่งลูกไปโรงเรียนเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายแพงๆ เหล่านี้ ส่วนลูกชายของฉันน่ะ มีวาสนาแค่ได้เรียนโรงเรียนวัด เหมือนเด็กจากครอบครัวชนชั้นกลาง คนอื่นๆ เท่านั้นล่ะ ! ฉันสงสัยและคาใจมานาน ว่าโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเครือข่ายของโปรเตสแตนท์ และอนุบาลคาทอลิกเนี่ย เขาได้เงินสนับสนุน จากองค์กร คริสต์ศาสนาหรือเปล่านะ เพราะทราบมาว่าประเทศเยอรมนีมีการจัดเก็บภาษี เพื่อบำรุงคริสต์ศาสนาในประเทศนี้ด้วย และทางคริสต์ศาสนาก็อาจนำเงินที่ได้ แบ่งปันออกไปสนับสนุนโรงเรียน หรือโรงพยาบาลต่างๆ ฉันได้แต่สงสัย คิดเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่จะต้องถามผู้รู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้หายคาใจให้ได้ ใครจะคิดว่าฉันเป็นพวก “ชอบสอดรู้สอดเห็น “ เรื่องของพวกฝรั่งอั้งม่อก็ช่าง อ๊าว! ก็อาศัยอยู่บ้านเขาเมืองเขานี่นะ จะมาปิดหูปิดตา ดักดาน ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจจะรับรู้ข่าวสารบ้านเมือง ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่เลย นั่นไม่ใช่ฉันแน่ๆ (ตัวปลอมชัวร์) ล่าสุดที่แสนรู้มาก็คือ ในปัจจุบันมีประชาชนจำนวนไม่น้อย แจ้งกับทางราชการว่าตนไม่นับถือศาสนาใดๆ แจ้งเป็นบุคคลไม่มีศาสนา ก็จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีบำรุงศาสนา ฉันเลยทะลึ่งสงสัยแบบคันยุกยิก “เอ๊ แล้วจะมีบ้างมั้ยนะ คนที่ไม่อยากจ่ายภาษีบำรุงศาสนา แต่ทำเนียน บอกว่า “ไม่เชื่อในพระเจ้า” ?“
โรงเรียนอนุบาลของรัฐบาล เมืองที่ฉันอยู่ เมียงๆมองๆจากนอกรั้ว โอ้ ว แม่เจ้า ของเล่นเพียบ ! โรงเรียนอนุบาลที่ประเทศนี้ เขามีแบ่งเป็นแบบ อยู่ครึ่งวัน หรืออยู่แบบเต็มวันด้วย แต่โดยส่วนมาก มักจะมีบริการดูแลเด็ก แบบครึ่งวันเช้า ไม่มีบริการอาหารกลางวัน ตกเที่ยงวันผู้ปกครองต้องมารับกลับบ้านหมด เพื่อไปทานอาหารที่บ้าน แล้วเปิดรับเด็กอีกทีตอนช่วงบ่าย ให้เด็กมาอยู่ประมาณสองชั่วโมง(แปลกดีเนอะ) ในเมืองๆ หนึ่ง จะมีอนุบาลแบบ ดูแลเด็กเต็มวัน(07.30 – 17.00น.)น้อยมาก โดยเฉลี่ยน่าจะเป็น ในอนุบาล 3 แห่ง มีแบบดูแลเด็กเต็มวันเพียง 1 แห่ง อนุบาลแบบเต็มวัน ส่วนมากจะมีเปิดกรุ๊ปพิเศษ รับดูแลเด็กนักเรียนประถมศึกษาหลังเลิกเรียน ที่เรียกว่า Kinderhort ด้วย เด็กHort เขาจะรับจำนวนจำกัด เพียงประมาณ 10-15 คน และเด็กเหล่านี้ พ่อแม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายต่อหัว ต่อเดือน ร่วม 200 ยูโร คือเกือบหนึ่งหมื่นบาทไทย (แต่ละแห่งเก็บไม่เท่ากัน แต่เรียกเก็บราวๆ ประมาณนี้ )เพื่อที่เด็กจะได้แวะไปทานอาหารกลางวัน ทำการบ้าน และวิ่งเล่นที่ฮอร์ทช่วงหลังเลิกเรียน (โรงเรียนบางแห่งก็มีSchulhort) โดยที่เด็กไม่ต้องตรงรี่กลับมาทานกลางวันที่บ้าน สาเหตุที่มีการจัดฮอร์ทดูแลเด็กนักเรียนชั้นประถมฯ หลังเลิกเรียนก็เพราะ โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศเยอรมนี ยังมีการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบเรียนแค่ครึ่งวันอยู่ ดังนั้นเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกผู้ปกครองส่งไปฮอร์ท มักจะมาจากครอบครัว ที่พ่อแม่ ต้องทำงานเต็มวันทั้งคู่ ฮอร์ทจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยดูแลเด็ก ที่อายุยังไม่ถึงสิบสองขวบหลังเลิกเรียน
เจ้าหนูนี่ดันหันมาเห็นกล้องแล้วรีบตะโกนบอกเพื่อน “เฮ้ย พวกเรา มีปาปารัซซี่มาแอบถ่ายรูปพวกเรา(ว่ะ)“ จบเห่กัน
เด็กๆ เลยรู้ตัว
พากันวิ่งหนีหลบกล้อง เด็กๆคงนึก "นังหน้าประหลาดนี่ มาแอบถ่ายรูปพวกเราไปทำไมฟะ ?" และเนื่องจากอนุบาลเปิดแบบเต็มวันบ้าง ครึ่งวันบ้าง วันและเวลาในการมาทำงานของคุณครูพี่เลี้ยง จึงแตกต่างกัน ออกไป ครูบางคนมาทำงานแค่วันละ 4ชั่วโมง บางคนมา 5 บางคนมา 8(เลขสวยนิ) บางคนโผล่มาแค่สัปดาห์ละ 2 วัน อีก 3 วัน sheนอนเกาพุง หรือไม่ก็แปลงร่างเป็นนางแจ๋ว เช็ดกลอนประตู ขัดถูรูกุญแจ ทำความสะอาดบ้านช่องอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ต้องวอรี่อะไร เพราะอย่างที่เราทราบกันดี ว่าประเทศฝรั่งเขาใช้ระบบนับชั่วโมงจ่ายเงินในการทำงาน แรกๆ ฉันรู้สึกงงราวกับโดนผีหลอก ที่ตอนเช้ายังเห็นครูประจำกรุ๊ปของลูกอยู่หลัดๆ พอเที่ยงไปรับลูกกลับ อ้าว ครูคนนั้นหาย(หัว)ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ กลายเป็นครูอีกคนมาอยู่คอยส่งเด็กๆ แทน เรื่องเวลาทำงานนี่ บางคนเด็ดเสียยิ่งกว่าเด็ด ไม่ใกล้ ไม่ไกลหรอก เพื่อนบ้านฉันเอง แม่สาวลูกแฝด ผู้เพิ่งเบ่งลูกแพร่ดๆ ออกมาร้องแว๊ๆ เมื่อไม่นาน เธอเปรยให้ฟังว่า ราวต้นปีหน้าเธอจะแขวนผ้าอ้อม กลับไปทำงานในตำแหน่ง มาร์เก็ตติ้ง อาทิตย์ละ 1วัน ! หนึ่งวันจริงๆ หูฉันไม่ได้ฟังเพี้ยน เอ้า...มีเด็ดยิ่งกว่าเด็ดเด็ดอีกนะ บางคนมีสามีรวย หรือมีมรดกเยอะ ไปทำงานแค่ เดือนละหนึ่งวันก็มี ฉันเคยสงสัยว่า “แล้วจะทำงานไปทำไม ?“ คำตอบที่ได้ก็คือ ทำเพื่อโชว์กิ๊บโชว์เก๋ไง ว่า “เดี๊ยนมีความรู้ ความสามารถเหมือนเหมือนกันนะยะ ไม่ใช่พวกสาวบลอนดี้งี่เง่าสมองกลวงนะเฟ้ย” แต่ที่เด็ดสุดๆ ยิ่งกว่าใคร ก็คือ พวกนอนกินเงินตกงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องทำงานอะไรก็มีกินใช้ บางคนตระหนี่ถี่เหนียว ประหยัดกินประหยัดใช้ อยู่ห้องเช่าซอมซ่อที่รัฐสงเคราะห์ให้ แล้วเก็บสะสมเงินตกงานไปกินไปเที่ยว สุดสะวิงริงโก้อีโต้บั๊มพ์ ราวกับเศรษฐีอยู่ที่เมืองไทยโน่น ก็มีให้เห็นเยอะแยะ ง่า โม้นอกเรื่องซ้า
นี่ก็อนุบาล ความที่ลูกชายไปโรงเรียนอนุบาลเพียงแค่ครึ่งวันเช้า พอตอนพักเที่ยงวัน ฉันต้องรีบไปรับลูกกลับมาทานอาหารที่บ้าน แต่หลังจากบ่ายสองโมงแล้ว หากเด็กคนใดอยากมาโรงเรียนก็มาได้อีกช่วง แต่สามารถอยู่เล่นที่นั่นได้ถึงแค่ สี่โมงเย็นก็ต้อง กลับบ้านกันหมด เหอ เหอ ใครจะขยันไปรับไปส่งลูกวันละแปดรอบ ! (นับทั้งไปกลับ) ก็ทำไปเต๊อะ ฉันไม่เอาด้วยหรอก ฉันสมัครใจยอมให้ลูกวิ่งเล่น กวนประสาทตัวอยู่กับบ้านในช่วงบ่ายดีกว่า เรื่องอะไรจะยอมลากขาพาลูกเดินไปส่งโรงเรียนอีกรอบ เพียงเพื่อให้วิ่งเล่นตอนบ่ายในนั้น ก็บ้านของเราอยู่ห่างจากโรงเรียนตั้งมาก แถมต้องเดินขึ้น เดินลงเนินด้วย ไม่ไหวล่ะ ใครจะปลาแดกว่าฉันขี้เกียจก็ช่างหัว(ก็มันขี้เกียจจริงๆนี่หว่า ฮิฮิ ห้ามเอาเยี่ยงอย่างเชียว) ช่วงปีแรกที่มาอยู่ ยังไม่มีรถยนต์ใช้ส่วนตัว ตอนเช้าทั้งแม่ทั้งลูกจึงต้องติดรถยนต์ไปกับปาป๊า พอเที่ยงฉันกลับจากเรียน ต้องรีบดิ่งหัวไปรับลูก แล้วเดินกลับบ้านด้วยกัน อันที่จริง การเดินไปไหนมาไหนไม่ว่าใกล้ไกล ถือเป็นเรื่องปรกติของผู้คนที่นี่ แต่ที่ไม่ปรกติก็คือ บ้านเราดันอยู่ไกลโรงเรียนไปหน่อย ไกลตั้งเกือบสองกิโลแม้ว จึงเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อที่ต้องเดินย่ำต๊อกๆ ผ่านหมู่บ้านที่ค่อนข้างเงียบราวกับป่าช้า เพราะ ผู้คนอยู่แบบบ้านใครบ้านมัน ร้านรวงขายของกิ๊บๆ เก๋ๆ ก็ไม่มีให้เจริญตา มีแต่ตอองุ่นแห้งๆ ให้เดินผ่าน เดินแบบนี้วันละหลายรอบทุกวี่ทุกวัน ฉันล่ะอยากจะกลั้นใจตาย วันละหลายๆรอบ
น่าเบื่อจริงๆ เฮ้อ!
ย้อนอดีตรำลึกนึกไปนึกมาแล้วก็เซ็งหมูเซ็งเป็ด
ว่าแต่ว่า นี่ชั้นจะเขียนบ่นไปทำไม
ให้ใครเขาสมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะฟะ(ถ้าทนไม่ได้ แล้วเจือกมาอยู่ทำไม?) หัดคิดอะไรๆ ให้มันโพสิถีบ บลิ๊งค์ๆไบร้ท์ๆ บ้างดีกว่ามั้ง ! ข้อดีของการเดินมีตั้งเยอะแยะ ไหนจะเป็นการประหยัดค่าน้ำมันรถ ประหยัดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของโลก(เชียวนะ) และเมื่อไม่มีรถ ก็เท่ากับช่วยลดการสร้างมลพิษทางอากาศ และการเดินมากๆ เนี่ย เท่ากับเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ช่วยให้หุ่นดี และได้น่องเป็นมัดๆ เป็นของแถมด้วย คิดเสียว่าสวย(หลีกเลี่ยงไม่ได้)อย่างนักกีฬา ก็แล้วกัน จะได้จิตไม่ตก เจ้าโดเรม่อนเกลียดการเดินกลับบ้านเป็นที่สุด
บ่นหน้าหงิกหน้างอ บางวันร้องไห้ด้วย แทบจะเรียกได้ว่า เดินไป บ่นไป ร้องไห้ไป ตลอดทางกลับบ้านแทบทุกวัน ระยะนั้นใครที่ผ่านไปมาเห็นเราสองแม่ลูกเข้า เขาคงนึกในใจว่า ยัยเอเชียหัวดำนี่ต้องทุบตีหยิกทึ้งลูกตัวเองแน่ๆ โชคดีที่ไม่มีใครแส่โทรไปแจ้งตำรวจ ว่ามีเด็กถูกทำร้ายร่างกายร้องลั่นถนน ใครเลยจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว ที่เจ้าม่อนแหกปากร้องไห้เนี่ย เพราะคิดถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่เมืองไทย ที่เคยนั่งซ้อน ท้าย แป๊ดไป แป๊ดมา ไม่ว่าใกล้หรือไกล โดยไม่ต้องเดินให้เมื่อยขา และยังคิดถึงรถตู้รับส่งนักเรียน ที่ตัวเองเคยนั่งเจ๋อเสนอหน้าคู่คนขับ ไปโรงเรียนทุกวันตอนอยู่เมืองไทยนั่นด้วยต่างหาก ก็มันสบายกว่ากันเยอะเลยนี่นา "ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมแม่ต้องพาม่อน มาตกระกำลำบากเดินย่ำหิมะอยู่ที่นี่ด้วยฮึ Ich hasse Laufen! หนูเกลียดการเดินที่สุดเลย“ ลูกชายตัวดีตีอกชกหัวโวยวาย ช่วงที่มาอยู่เยอรมนีใหม่ๆ ฉันเองก็เกลียดการเดินอย่างแรงเหมือนกัน ก็แหมม อยู่เมืองไทยเคยเดินเท้าไปไหนมาไหน ไกลๆ เสียที่ไหนกัน ยกเว้นลงรถเมล์ผิดป้าย(จำใจเดิน) และ เดินช้อปปิ้ง(สมัครใจเดิน)555 อันหลังนี้แม่อีหนูสู้ตายฮ่ะ ให้เดินทั้งวันก็ยังได้ ฉันมีเรียนในช่วงเช้า จันทร์ ถึง พฤหัสฯ พอเลิกเรียนปุ๊บ ก็ต้องรีบใส่เกียร์dog เผ่นออกจากห้องเรียนทันที แล้วพุ่งทยานขึ้นรถเมล์ให้ทันเที่ยวเที่ยงวัน เพื่อที่จะได้ดิ่งหัวกลับมารับลูกได้ทันเวลา ก่อนที่ประตูโรงเรียนจะปิดช่วงพักกลางวันเสียก่อน ต้องทนทุลักทุเลอยู่อย่างนี้นานเกือบปี กว่าฉันจะเรียนจบคอร์สภาษาเยอรมันขั้นพื้นฐาน และลงสอบรับใบประกาศจนผ่าน ได้ใบประกาศ(การันตีว่าฟังฝรั่งด่า และด่าฝรั่งกลับได้แล้ว)มาแปะฝาบ้านเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ ไหนจะต้องไปเรียนภาษา ไหนจะต้องรีบเผ่นกลับมารับลูก ฉันล่ะเข็ดเขี้ยวกับชีวิตช่วงนั้น เหลือเกิน เลิกเรียนแทนที่จะได้อยู่สรวลเสเฮฮาเม้าท์อย่างเมามือ(ครือ ซาปิ๊คด๊อยทช์กานยางม่ายลูเลื่องน่านเอง) กับเพื่อนฝูงร่วมคอร์ส หรือได้เดินเด๊าะแด๊ะ ลากหาง
เฮ้ย ลากเกี๊ยะ
เอ้อระเหยกินลมชมสินค้าข้าวของ(ลดราคา)
ในเมือง อย่างที่คนอื่นๆ เขาปฏิบัติกัน ก็ทำไม่ได้ การมีลูกมีเต้าอยู่บ้านนี้เมืองนี้นี่ มันช่างยุ่งเสียจริงๆ โรงเรียนที่นี่ทำไมไม่ให้เด็กๆ อยู่โรงเรียนเต็มวันกันทุกคน เหมือนประเทศอื่นๆนะ ขืนเป็นอย่างนี้ คนเป็นแม่ก็ไม่ต้องออกไปทำมาหา(แหลก)รับประทานกันพอดี เรื่องโรงเรียนเต็มวัน หรือเรียนครึ่งวันนี้ ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ มีชาวเยอรมัน จำนวนไม่น้อย ยังอยากให้เด็กไปเรียนแค่ครึ่งวันเหมือนเก่าก่อน ส่วนอีกครึ่งวันที่เหลือเด็กควรได้อยู่กับผู้ปกครอง โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้เด็กต้องเรียนหนักเกินความจำเป็น และเด็กควรได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิด ผู้ปกครองให้มาก รวมทั้งเด็กควรได้มีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มีแต่ตะบี้ตะบันเรียนกันอย่างเดียว ดูอย่างฟินแลนด์ก็ได้ ระบบการเรียนของเด็กเขาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่มีชั่วโมงเรียน น้อยกว่าประเทศเยอรมนีด้วยซ้ำ โชคดีที่วันศุกร์ฉันไม่มีเรียนภาษา จึงได้ถือโอกาสปั่นจักรยานลงไปรับลูก กลับมาทานอาหาร กลางวันที่บ้าน โดยฉันคิดว่าจะปั่นแค่ขาลงไป เพราะว่ามันลงเนิน วิ้วเดียวก็ถึง ส่วนขากลับ ก็จูงจักรยานเดินมาพร้อมลูก เพราะปาป๊าเคยบอกไว้ว่า คนที่นี่เขาจะไม่นำเด็กนั่งซ้อนท้าย จักรยาน หากไม่มีเบาะนั่งซ้อนท้ายสำหรับเด็กที่เหมาะสม และปลอดภัย ครั้นปั่นมาถึงโรงเรียน
พอเจ้าลูกชายเห็นจักรยานแม่เท่านั้นล่ะ
ดวงตาเป็นประกาย วิบวับ
กระโดดนั่งซ้อนท้ายหมับ
แถมเกาะแน่นเป็นปลิง โหย
ไม่ว่าจะอธิบายยังไง คุณชาย ก็ไม่ฟังเสียงแล้ว สุดท้ายฉันเลยต้องจูงจักรยานพาเจ้ากระเหรี่ยงน้อย ซ้อนท้ายกลับบ้านจนได้ เพราะความสงสาร ครั้นจะปั่นก็ไม่ไหว เมื่อซิ่งลงเนิน 50 องศามา ก็ต้องตะกายขึ้นเนิน 50 องศากลับ แม้ว่าจักรยานของฉันจะมีเกียร์ รวมทั้งหมดตั้ง21 เกียร์ แต่ความที่ยังเซ่อใช้เกียร์ต่างๆ ไม่คล่องไม่เป็น จึงต้องยอมแพ้ให้แก่เจ้าเนินบ้านี่ทุกครั้ง จูงจักรยานไป ก็ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เสียวหน้าเสียวหลังว่าตำรวจจะมาจับชั้นรึเปล่านี่ ที่ให้ลูกนั่งซ้อนท้ายอย่างนี้ ก็บ้านนี้เมืองนี้ มันยิ่งมีกฏระเบียบยุบยับ บ้าบอคอแตก ร้อยแปดสารพัดพิศดารอยู่ด้วย บางครั้งบางคราฉันก็ยอมรับสารภาพตรงๆ นะ ว่าอายไม่น้อยที่ต้องจูงจักรยานพาลูก กลับบ้าน กลางวันแสกๆ อายเพราะว่า
ขณะที่จูงพลาง หอบแฮ่กๆ
ไปพลางนั้น มีคุณยายฝรั่งวัยกล้วยไม้ โผล่มาจากไหนไม่รู้ ซิ่งจักรยานปาดหน้า แซงฉันขึ้นเนินไปอย่างหน้าตาเฉย แถมคุณยายยังหันมาขยิบตา แล้วยิ้มให้แบบมีนัย(ใจร้าย)อีกแน่ะ ว้าย...กรี๊ด...ไม่ย้อม ไม่ยอม "โอ๊ย
คุณยาย โด๊ปด้วยอะไรคะนั่น
ยี่ห้อเดียวกับที่พวกแชมป์โอลิมปิค โด๊ปกันรึเปล่าคะคุณยายขา ? " |
| may it be | ||
When the night is overcome You may rise To find the sun Mornié Utúlie Believe and you Will find your way |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||