• นูเทลล่า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-11
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 22723
  • จำนวนผู้โหวต : 295
  • ส่ง msg :
ครอบครัวแสบสันต์ของฝรั่งขี้นก
http://hexenhexen.exteen.com/>> http://mblog.manager.co.th/farangkeenok/
Permalink : http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD
วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550
*...ความเหมือนที่แตกต่าง...*(ระบบการศึกษาในเยอรมนี) ฉ บั บ แ ก้ ไ ข ป รั บ ป รุ ง ใ ห ม่
Posted by นูเทลล่า , ผู้อ่าน : 301 , 23:30:03 น.  
พิมพ์หน้านี้


ระบบการศึกษาของเยอรมนี


ระบบการศึกษาของเยอรมนี ไม่ได้ดีที่สุดในโลก และเด็กเยอรมันก็ไม่ได้เรียนเก่งจนได้แชมป์โอลิมปิก หรือ ปีซ่า (Pisa) แต่เยอรมนีเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษา ที่ค่อนข้างแปลกประหลาด และน่าสนใจไม่น้อย

ก่อนปิดเทอมภาคฤดูร้อนปีสุดท้ายของการอยู่โรงเรียนอนุบาล ทางโรงเรียนได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ปกครองพาเด็ก ฟอร์ชูลคินด์ vorschulkind(อนุบาลปีสุดท้าย) ไปทำการตรวจสุขภาพพลานามัย ตราจความพร้อมของร่างกาย ยังสำนักงานสาธารณสุขประจำเขต เพื่อเช็คดูว่าเด็กมีร่างกายแข็งแกร่ง พร้อมที่จะเข้าสู่สังเวียนแห่งการเรียนรู้ ในโลกของโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาพอหรือยัง

 พอได้รับทราบว่าต้องส่งลูกไปตรวจร่างกาย ก่อนการส่งตัวไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา ฉันก็เริ่มวิตกกังวลเล็กน้อย คิดไปต่างๆ นานา ว่าลูกตัวเองจะมีอะไรผิดปรกติไหม และหมอจะมีคำสั่งยับยั้งการเข้าเรียน หรือยืดเยื้อเวลาให้อยู่อนุบาลต่อไปอีกหนึ่งปีหรือเปล่า

 ฉันพอจะจำได้เล็กน้อยว่า ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เขาได้ตรวจวัดสายตาเด็กๆ ตรวจวัดน้ำหนักและส่วนสูง มีการทดสอบสมรรถภาพความพร้อมในการเรียนรู้ ด้วยการนำสื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ต่างๆ ออกมาหลอกล่อแล้วชวนเด็กคุย ตั้งคำถามให้เด็กตอบ มีการทดสอบด้านภาษาและการออกเสียงคำต่างๆ

 จากนั้นก็มาถึงคิวตรวจสอบความแข็งแรงของร่างกาย โดยให้เด็กวิ่งบ้าง กระโดดบ้าง เล่นเอาเด็กๆ สนุกสนานกันใหญ่ เพราะเขาพยายามสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน เป็นกันเอง จนเด็กๆ แทบไม่รู้ตัวว่าตน กำลังถูกทำการทดสอบ ตรวจสอบร่างกายอยู่

 ผลจากการตรวจปรากฎว่า โดเรม่อนมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงปรกติดีทุกประการ สามารถไปโรงเรียนได้ แต่ฉันได้ทราบจากสำนักข่าวชาวบ้านหัวทองว่า มีเด็กร่วมห้องอนุบาลเดียวกันกับโดเรม่อนสองคน ที่ผู้ปกครองได้รับคำแนะนำว่า ควรรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือเด็กคนหนึ่งถูกตรวจพบว่ามีสายตาสั้น ต้องพาเด็กไปตัดแว่นสายตา

 และเด็กอีกคนหนึ่ง ผู้ปกครองควรพาไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อบำบัดการพูดออกเสียงพยัญชนะบางตัวให้ชัดเจน เนื่องจากภายในช่องปากของเด็ก มีปัญหาบางอย่างที่ผิดปรกติ ทำให้เด็กพูดคำบางคำได้ไม่ชัด แต่เด็กก็ได้รับการอนุญาตให้ไปเข้าโรงเรียนได้ตามปรกติ เพียงแต่ต้องพาไปพบหมอเพื่อบำบัด ตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมอ

ภาพจากเน็ต

ในที่สุดวันแห่งการรอคอยก็มาถึง โดเรม่อนได้ไปโรงเรียนเป็นวันแรก

พวกเราล้วนตื่นเต้นกันทั้งบ้าน โดยเฉพาะเจ้าตัว

ตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กอดกรวยของขวัญ(Schultuete) สีเหลืองสด ที่ตกแต่งเป็นรูปหน้าสิงโตอย่างแนบแน่น แทบไม่ยอมวางให้ห่างตัว

 หลังจากส่งลูกหลานกับคุณครูประจำชั้น เพื่อเข้าห้องเรียน ทักทายทำความรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนักเรียนใหม่และบรรดาผู้ปกครองต่างก็ทยอยกันไปที่หอประชุม เพื่อฟังการปฐมนิเทศ และการแสดงของเด็กนักเรียนที่เตรียมมาแสดงโชว์ เมื่อเสร็จสิ้นการปฐมนิเทศ

ผู้ปกครองนักเรียนใหม่ ทุกคนต่างก็แยกย้ายออกมาพบปะรวมกันอีกครั้งในห้องเรียน

 ผู้ปกครองได้มีโอกาสซักถามพูดคุย กับครูประจำชั้นอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับบรรดาผู้ปกครองเด็กคนอื่นๆ ด้วย


รุ่นพี่กับการแสดง เขย่าขวัญ สั่นประสาทน้องใหม่ เหอ เหอ เหอ

เด็กๆ ที่นี่โชคดี ไม่ว่าจะจนหรือรวย นอกจากจะได้เรียนฟรีแล้ว ยังได้หนังสือยืมเรียนฟรีเท่าเทียมกันทุกคนอีกด้วย พอสิ้นปีการศึกษาจึงส่งคืน โดยครูจะย้ำกับนักเรียนทุกคน และผู้ปกครอง ว่าควรห่อปกและดูแลหนังสือให้อยู่ในสภาพดี เพื่อที่เด็กรุ่นต่อๆ ไปจะได้ยืมเรียนอีก โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่า หนังสือเรียนเล่มหนึ่ง ควรได้ใช้เรียนกันประมาณ 5 รุ่น

 ฉันสังเกตว่าพ่อแม่ผู้ปกครองชาวเยอรมัน ส่วนใหญ่ค่อนข้างใส่ใจให้ความสำคัญ กับการศึกษาของบุตรหลานตนเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการที่เวลาโรงเรียนมีงาน หรือจัดกิจกรรมต่างๆ แล้วเชิญชวนผู้ปกครองให้มาร่วมงาน เหล่าผู้ปกครองทั้งหลายมักจะให้ความร่วมมือ มาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง

เฉกเช่นเดียวกับวันส่งมอบตัวเด็กนักเรียนใหม่ไปโรงเรียน บางครอบครัวยกขบวนกันมาเป็นกำลังใจให้บุตรหลานกันทั้งตระกูล เรียกว่ามากันครบ ทั้งคุณป้าคุณน้าคุณอา คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ดูน่ารักน่าอบอุ่นเชียว แต่ละครอบครัวต่างก็ตื่นเต้นยินดี ชุลมุนถ่ายรูปบรรยากาศในการไปโรงเรียนในวันแรกของลูกๆ หลานๆ เป็นการใหญ่

 ครอบครัวของเรา ปาป๊าและคุณอาต่างก็ลางาน มาร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจโดเรม่อน ในวันแรกของการไปโรงเรียนเช่นกัน ส่วนคุณปู่คุณย่า และคุณตาคุณยาย อาศัยอยู่ไกลเกินกว่าที่จะมาร่วมแสดงความยินดีได้ แต่ทุกคนก็ล้วนโทรศัพท์ และส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้กำลังใจหลาน

 พอกลับมาถึงบ้าน โดเรม่อนก็รีบจัดการเปิดกรวยของขวัญทันที

 กรวยของขวัญนั้นผู้ปกครองส่วนมาก มักจะใส่ขนมนมเนยที่ลูกชอบ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเรียน บางครอบครัวใส่ของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ในกรวยให้เด็กด้วย

อุ้มกรวยและแบกเป้หนังสือไปโรงเรียนวันแรก ฝรั่งเขาหัดให้เด็กแบกเป้ให้คุ้นเคยไว้ตั้งแต่เล็ก

 โตขึ้นจะได้ชิน แบกเป้ไปตะลอนเที่ยวให้ทั่วโลก


 

พิธีการต้อนรับนักเรียนใหม่ผ่านพ้นไปด้วยดี เด็กๆ ล้วนแต่ตื้นเต้นกระตือรือล้น ที่จะได้ไปโรงเรียนในวันต่อๆ ไป เด็ก สมัยนี้ไม่ว่าไทยหรือเทศ คงแทบไม่มีใครร้องไห้ขี้มูกโป่ง ในวันที่ต้องไปโรงเรียนเป็นครั้งแรกกันแล้วกระมัง เพราะเด็กๆ ต่างก็คุ้นเคยกับการไปโรงเรียนอนุบาลกันมาก่อนแล้ว

 ต่างกับสมัยที่ฉันยังเป็นเด็ก(บ้านนอก) บรรยากาศในวันเข้าโรงเรียนวันแรก มีแทบครบทุกอารมณ์เลย และอารมณ์ที่เป็นภาพฝังใจที่สุดก็คือ เศร้า ชีวิตรันทด หดหู่สิ้นหวัง เด็กบางคนวิ่งร้องไห้โหยหวนกระเซอะกระเซิงตามพ่อแม่ จะกลับแต่บ้านท่าเดียวก็มี

เด็กแก่แดดอย่างฉันน่ะไม่มีร้องโวยวายหรอก แค่แอบฉี่รดกระโปรงนักเรียนแบบเงียบๆ เท่านั้นเอง ฮี่ๆ


 โรงเรียนประถมศึกษาตอนต้น(Grundschule) โดยทั่วไป ของประเทศเยอรมนี แบ่งเป็น 4 ระดับชั้นเรียน คือ Class 1 – 4 เด็กนักเรียนใหม่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในช่วงเดือนแรกๆ ที่ไปโรงเรียน มักจะเลิกเรียนเร็ว

 โดเรม่อนไปเข้าเรียน8 โมงเช้า พอ11 โมง โผล่หน้ากลับมาบ้านแล้ว เล่นเอาฉันทำอาหารเที่ยงรอรับแทบไม่ทัน น่าอิจฉาเด็กๆ ที่นี่จริงๆ ไปโรงเรียนแค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็ได้กลับมานอนแผ่ดูการ์ตูนที่บ้านแล้ว

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ปกครองของบ้านนี้เมืองนี้ ว่านี่คือนโยบายบวกกุศโลบายของการศึกษาที่นี่ อย่างว่าล่ะ จะเอาอะไรกันนักกันหนากับเด็กนักเรียนใหม่ชั้นป.หนึ่ง ของแบบนี้มันต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ ก่อน เรียนให้น้อย เล่นให้มาก ให้เด็กตายใจ หลงรักโรงเรียนจนหัวปักหัวปำ แล้วค่อยทุบ เง้ย ยัดความรู้ใส่หัวเด็กอย่างช้าๆ แบบเนียนๆ

 เนียนขนาดที่ว่า ชั้น ป. 1 (Class 1) ไม่มีการให้เกรดผลการเรียนแก่เด็ก

 ที่ไม่ให้ใช่ว่าเขาหวง แต่เขาเป็นห่วง เกรงว่าการให้เกรดเด็กตั้งแต่ชั้น ป.1 อาจเป็นการ สร้างความกดดัน การแข่งขัน สร้างความเครียดให้แก่เด็กเร็วเกินไป ประเดี๋ยวเทวดาน้อยๆ ทั้งหลายเกิด ลมบ่จอย ฮึดฮัดไม่อยากไปโรงเรียนขึ้นมา จะยุ่งไปกันใหญ่ ครูจึงเริ่มให้เกรดการเรียนแก่เด็กในระดับชั้น ป. 2เป็นต้นไป 

 เมื่อเด็กเรียนถึงClass 4 ทางโรงเรียนจะทำการคัดแยกเด็ก โดยดูจากผลการเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เข้าไปเรียน Class 5 ในโรงเรียนประเภทต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งฉันจะขออธิบายคร่าวๆ ตามความเข้าใจของตัวเองดังนี้  

 เด็กที่ผลการเรียนอ่อน ให้ไปเรียนต่อClass 5 ที่ เฮ้าพท์ชูเล่ (Hauptschule) ซึ่งมักจะอยู่ร่วมกับประถมฯ ตอนต้นนั่นล่ะ ไม่ต้องย้ายไปไหนอื่นไกล เด็กจะเรียนที่นั่นตั้งแต่Class 5-9 (บางแห่งถึงชั้น10) ก็เป็นอันจบมัธยมศึกษาตอนต้น สามรถออกไปหาสมัครงาน หรือ สมัครเรียนต่อสายอาชีพได้

 เด็กผลการเรียนปานกลาง จัดให้ไปเรียนClass 5-10 ที่ เรอัลชูเล่(Realschule) ซึ่งเน้นเรียนไปทางสายอาชีพ หรือหากบางเมืองมีโรงเรียนมัธยมแบบเรียนรวม(Gesamtschule)ถึงClass 10 ด้วย ผู้ปกครองและตัวเด็กนักเรียน ก็จะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ว่าจะเลือกไปเข้าเรียนในโรงเรียนแบบไหนดี

เด็กผลการเรียนดี จนถึงดีมาก จะถูกแนะนำให้ไปเรียน Class 5-12 (ระบบเก่าต้องเรียนถึงClass13 ) ในระบบGymnasium(เป็นโรงเรียนสายสามัญ เพื่อเตรียมเด็กเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย) เมื่อเรียนจบสอบผ่านได้ อาบิทัวร์ (Abitur)สามารถไปสมัครงาน หรือเรียนต่อสายอาชีพได้ โดยมีภาษีดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ผ่านการสอบ Abitur รวมทั้งสามารถสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ด้วย

ไปทัศนศึกษาที่เมืองฟูลด้า กับเพื่อนๆ ร่วม Hort

 


ตลอดการเรียนระดับชั้นประถม เจ้าโดเรม่อนของฉันมีผลการเรียนดี คุณครูจึงออกใบรับรองให้ไปเข้าเรียนClass 5 ในโรงเรียนระบบ Gymnasiumได้

 

 ครอบครัวเราจึงมีเฮแบบเล็กๆ ก็แหมม กว่าลูกจะแอดมิชชั่นเข้า Gymnasiumของเยอรมันได้นี่ ไม่ใช่หมูๆ นะคะ ปาป๊า ต้องดึง มาม้าต้องดันกันจนเหงื่อตกกลีบ ทั้งปลุกทั้งปล้ำห่ำหั่นสอนการบ้าน ฉันเองนั้นแม้นจะเกลียดแสนเกลียดภาษาเยอรมัน ด้วยว่าเป็นภาษาที่ฟังพูดอ่านเขียน

ออกเสียง ขากๆ เคอะๆ ยากเหลือเกิน แต่ก็พยายามกัดฟันรื้อฟื้นความรู้ทางภาษา อันมีอยู่น้อยนิด ขึ้นมา เพื่อจะได้ช่วยสอนการบ้านให้แก่ลูกได้บ้าง

 พ่อแม่ชาวเยอรมันที่มีการศึกษาดีๆ ส่วนใหญ่มักจะสอนการบ้านลูกด้วยตัวเอง ไม่ค่อยมีใครนิยมส่งลูกไปเรียนพิเศษกันมากนัก ด้วยว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง และการสอนการบ้านลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง นอกจากเด็กจะได้รับความอบอุ่นแล้ว พ่อแม่ยังได้รับรู้โดยอัตโนมัติว่าลูกตัวเองขี้เกียจ หรือตั้งใจสนใจเรียนมากน้อยแค่ไหน

 งานนี้เรียกว่าความพยายาม(ของพ่อแม่)อยู่ที่ไหน ความสำเร็จอันน่าชื่นใจของลูกย่อมอยู่ที่นั่น  

 เป็นของธรรมดานะคะ พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกตัวเองได้รับการศึกษาที่ดี เพื่อวันข้างหน้าลูกจะได้มีหน้าที่การงานที่ดี มีชีวิตที่สดใสไร้มลพิษ

ฉันเองก็พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยสนับสนุนให้ลูกรักการเรียน สนุกกับการเล่าเรียน และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดว่า ลูกควรจะตั้งใจเรียน เพื่อที่จะได้้เป็นโน่นเป็นนี่ในอนาคต เนื่องจากกลัวว่าลูกจะเครียด หรือรู้สึกว่าถูกพ่อแม่กดดัน เพราะเรื่องแบบนี้บังคับกันไปมากมายก็เท่านั้น สุดท้ายเด็กเขาก็เลือกเดินตามทางที่เขาต้องการด้วยตัวเองอยู่ดี

 อย่างเช่นเจ้าโดเรม่อนของฉันนั่นไง เมื่อครั้งที่เราพาลูกไปสัมภาษณ์ เพื่อสมัครเข้าเรียนใน Gymnasium ชื่อดังแห่งหนึ่งละแวกบ้าน ตามปรกติการสมัครเข้าโรงเรียนที่นี่เขาจะไม่มีการสัมภษณ์ แต่ในปีนั้นทางโรงเรียนแห่งนี้สามารถรับเด็กได้เพียงจำนวนจำกัด เขาจึงมีการนัดพูดคุยกับผู้ปกครองและเด็กทุกคน ก่อนที่จะตกลงรับหรือไม่รับเข้าเรียน

 เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจึงไม่ได้เตี๊ยมการตอบคำถามให้ฟังดูเจ๋งๆ กับลูกไว้ก่อน เพราะไม่คิดว่าทางโรงเรียน จะหลอกล่อชอนไชถามซอกแซกกับเด็กๆ ด้วยคำถามที่คาดไม่ถึง

แบบนี้

“หนูชอบดูรายการทีวีรายการไหนมากที่สุด เพราะอะไรจึงชอบ ?“

หนูได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้ถึงเวลาดึกขนาดไหน?“ “หนังสือเล่มโปรดของหนูคือ?“

นอกจากไปโรงเรียนแล้วเวลาว่างหนูทำอะไร?“

โห คุณคะ นี่เขาหลอกถามคุณภาพชีวิตครอบครัวจากเด็กๆ ชัดๆ

 และแล้วก็มาถึงคำถามที่เล่นเอาทั้งเจ๊ดันป๋าดัน เมื่อได้ฟังคำตอบแล้วแทบหงายหลังตกเก้าอี้

 ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเอ่ยถามโดเรม่อนว่า

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ?“

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucketภาพจากเน็ต


เจ้าโดเรม่อนยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ


"อยากเป็นคนเลี้ยงหมาครับ”



+หมายเหตุ+ ข้อมูลและตัวเลขต่างๆ เป็นข้อมูลโดยภาพรวมคร่าวๆ บางรัฐ บางเมือง อาจจะมีตัวเลข และข้อมูลแตกต่างออกไปเล็กน้อย


...

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


/1
<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31