พิมพ์หน้านี้
|
ดิฉันได้ติดตามอ่าน ที่บ้านย่า เป็นประจำทางนิตยสารฉบับหนึ่ง จนกระทั่งมีการรวมเล่ม จึงได้มีโอกาสฝากพี่สาวใจดีท่านหนึ่ง ให้ซื้อหามาให้จนได้ครอบครองอย่างสุขใจในที่สุด ที่บ้านย่าเป็นสารคดีซึ่งเขียนจากประสบการณ์ชีวิตในวัยเยาว์ ของผู้แต่งคือ คุณกริ่มกมล มหัธนวิศัลย์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ และเป็นอาจารย์พิเศษ เมื่อครั้งผู้แต่งได้ไปพักอยู่กับย่าเป็นเวลาหนึ่งขวบปี ด้วยเหตุที่บ้านย่าอยู่ในชนบทภาคเหนือ งานชุดนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้ และภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ่ายทอดผ่านแนวการเขียนอันสนุกสนาน สดใส และพาเพลิน รวมทั้งข้อคิดอันเฉียบคมของผู้แต่งในตอนท้ายบท ทุกบทเป็นที่สะดุดใจชวนให้คิดตาม โดยมีตัวละครซึ่งประกอบไปด้วย ย่า ผู้แสนใจดี มีเมตตา และเต็มไปด้วยภูมิปัญญา ถ่ายทอดสู่หลานๆ อ่านแล้วจะต้องทึ่ง คารวะในภูมิปัญญาของคนรุ่นคุณปู่คุณย่า พี่ชาย(หลานกำพร้าของย่า) ผู้น่ารัก เต็มไปด้วยไอเดียอันสร้างสรรค์บรรเจิด เก็บเงินจากใบไม้จนสามารถซื้อจักรยานพาน้องซ้อนเที่ยวได้ พี่ชายซึ่งปัจจุบันกลายเป็นนายตำรวจลูกทุ่ง ผู้รักการตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ และผองเพื่อนในวัยเด็ก
หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบน่ารักมาก ถูกใจดิฉันเป็นที่สุด วาดโดยคุณ มณีรัตน์ บัณฑุกัมพล นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังได้รับรางวัล จากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2549 ประเภทหนังสือสารคดี รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี ขอเล่า ตัดปะบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ มาเล่าสู่กันฟังพอสังเขป ของเล่น ผู้แต่งเล่าเรื่องได้อย่างน่ารักเกี่ยวกับของเล่น ที่ย่าพาทำเล่น โดยเฉพาะลูกปัดดินเผาสีสวย รวมถึง หม้อข้าวหม้อแกงดินเผาใบจิ๋ว ฉันเล่นซ้ำๆโดยไม่รู้เบื่อ จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่ชายได้เดินยิ้มร่าถือดอกชบาสีชมพูมาฝาก เขาบอกขอแลกกับการยืมหม้อใบเล็ก ซึ่งมีฝาปิดขนาดเท่ากำปั้นไปใบหนึ่ง แน่นอน ฉันไม่อยากให้เขาหรอก แต่ก็อดเสียดายดอกชบาไม่ได้ มิหนำซ้ำข้อเสนอที่ว่า จะยืมไปแค่ 2-3 วันแล้วจะนำมาคืนนั้น ยิ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สองวันต่อมาพี่ชายก็รักษาสัญญา ได้นำหม้อมาคืนอย่างที่ตกลงกันไว้จริงๆ แต่ดูเหมือนจะมีของแถมเป็นกลิ่นตุๆเล็ดลอดออกมาจากฝาหม้อด้วย เมื่อฝ่ายน้องเปิดดูก็ต้องวิ่งอ้าวเพราะในนั้นมีงูสับเป็นท่อนอัดอยู่ ส่วนเจ้าของความคิดได้ตะโกนตามหลัง ทำปลาร้างูมาให้ใส่แกงไง... ของเล่นที่ทำขึ้นมาเองเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะไม่มีความสวยเลอเลิศ เด็กๆจึงต้องแต่งแต้มจินตนาการลงไป เพื่อเพิ่มสีสัน ความสวยงาม และการเคลื่อนไหว ก็จะมีอะไรสำคัญมากไปกว่าจินตนาการเล่า ที่เรามีเครื่องบินนั่ง มีเครื่องซักผ้าใช้ หรือแม้แต่ได้ส่งยานไปดาวอังคาร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความสามารถดังกล่าวของมนุษย์หรอกหรือ หากพอยุคสมัยเปลี่ยนไป จะให้เด็กสมัยใหม่มานั่งปั้นดินเหนียว เล่นม้าก้านกล้วย ก็ดูจะผิดกาลเวลา เพราะพวกเขามีของเล่นที่เร้าใจมากกว่า สร้างความเพลิดเพลินได้มากกว่า การ์ตูนโทรทัศน์ เกมกดตามห้างสรรพสินค้า เกมบู๊ล้างผลาญหน้าจอคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความเสมือนจริง มีสีสันสวยงาม มีความสนุกสนาน เรียกได้ว่า ,มีความเต็มเปี่ยม, จนไม่เหลือช่องว่างให้เด็กได้เติมแต่งความคิดสร้างสรรค์ลงไป เหตุนี้หรือเปล่า เป็นผลให้ใครต่อใครต่างพากันบ่น เด็กรุ่นใหม่ไร้จินตนาการ ไร้ความคิดสร้างสรรค์ ความจริงปลูกสิ่งไหนก็ให้ผลอย่างนั้น ปลูกมะละกอแล้วจะรอเก็บผลมังคุดก็คงยาก แม้แต่ของเล่นยังไม่ส่งเสริมให้เด็กๆได้ใช้จินตนาการ แล้วจะให้พวกเขาเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร
กลัว ยาง พี่ชาย มาดู ใครก็ไม่รู้? ยางลงดอยมาขอข้าว ถ้าเราไม่ให้ มันจะเสกหนังควายเข้าท้องเรา ยาง ที่พี่ชายพูดถึง ไม่ได้เป็นคำใหม่สำหรับฉันเลย เพราะคนเหนือจะเรียกชาติพันธุ์กะเหรี่ยงว่ายาง อีกทั้งยามหลานสาวไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมแปรงฟัน หรือยามชอบทำอะไรสกปรก ย่าก็จะบอกเสมอ เจ้า ทำตัวเหมือนยาง ซึ่งมีนัยว่ายางเป็นเผ่าพันธุ์ที่สกปรก ไม่รักความสะอาดทำนองนั้น ในหลายครั้งที่ฉันอยู่ในหมู่บ้าน(หมู่บ้านของยาง ในช่วงผู้แต่งทำวิทยานิพนธ์) ได้สังเกตเห็นว่าในตอนเช้า เจ้าของบ้าน(ยาง)ผู้แสนจะใจดี ไม่เคยจะพับผ้าห่มสักครั้งก่อนลุกออกจากที่นอน พอเข้าไปในครัว ฉันก็มักจะเจอจานชามที่ล้างไม่สะอาด บางครายังมีเศษอาหารติดอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นครกที่ใช้แล้วก็ไม่มีการล้างเลย ไม่เพียงแค่นี้ ยังเก็บเป็นความอึดอัดมาพรั่งพรูต่อหน้าอาจารย์ผู้คุมวิทยานิพนธ์ ทำไมชาวบ้านถึงสกปรกจังคะ ถ้วยก็ล้างไม่สะอาด ครกก็ไม่ยอมล้าง จำได้ว่า อาจารย์ขมวดคิ้วนิดๆ ลดรอยยิ้ม แล้วพูดจาเสียงเรียบ ก็มันคนละวัฒนธรรม เราจะเอามาตรฐานของเราไปวัดเขาได้อย่างไร? มาตรองดูก็จริงเหมือนดังอาจารย์กล่าว ฉันได้นำมาตรฐานความสะอาดของคนในเมือง คนที่ได้รับการศึกษาเรื่องสุขอนามัยไปวัดพวกเขาจริงๆ โดยที่ตัวเองไม่เคยตั้งคำถามกับความสะอาด มันได้ทำให้สุขภาพดีขึ้นจริงหรือเปล่า? อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีรายงานว่า เด็กชาวญี่ปุ่นไวต่อการติดเชื้อต่างๆในอาหารมาก เพราะประเทศของเขากำหนดมาตรฐานความสะอาดไว้สูง จนเด็กมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคน้อยลง กระนั้น ฉันก็ไม่เคยนึกโกรธย่าที่ฝังหัวให้หลานดูถูกดูแคลนชาวปกาเกอะญอ มันเป็นธรรมดาที่คนเรามักจะดูถูกเผ่าพันธุ์ที่เห็นว่า ล้าหลัง กว่า คงเป็นเพราะเราถูกกระทำและถูกสอนให้เอาชาวตะวันตกมาเป็นที่ตั้ง ให้คุณค่าพวกเขาว่าทำดีทำถูกไปเสียหมด ไม่ว่าแฮมเบอร์เกอร์หรือผลแอปเปิ้ล ก็ล้วนเป็นสิ่งที่คิดว่าดีกว่าอาหารไทยและผลไม้ไทย เมื่อเรานำชาวตะวันตกมาเป็นที่ตั้งเสียแล้ว เราก็จะเห็นว่าตัวเองด้อยกว่า และพอเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องนึกถึงชาวปกาเกอะญอที่อยู่ไกลออกไป ว่าจะน่าดูถูกเหยียดหยามสักเพียงไร แล้วไม่ได้มีแต่เพียงย่า ความเอนเอียงเหล่านี้มีอยู่เกลื่อนกลาดในสังคม อย่างฝรั่งกินสเต๊กเนื้อสันที่ข้างในยังมีสีแดง คนญี่ปุ่นกินปลาดิบ สิ่งเหล่านี้เรากลับเลือกทำตาม โดยไม่เคยนึกเหยียดหยามว่าเขากินของสุกๆดิบๆ หากเรากลับเลือกที่จะหยิกๆกัดๆ คนลาว ซึ่งกินปลาร้า ทั้งๆที่มันก็ดิบๆสุกๆเหมือนกัน นี่ต้องบอกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และมีอคติทางวัฒนธรรม คุณผู้อ่านๆแล้วคิดกันอย่างไร? ท่านผู้ใดที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว อย่าลืมแวะมาพูดคุยกันบ้างนะคะ ว่าชอบอะไรในหนังสือเล่มนี้? ส่วนท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ขอให้รีบหามาอ่านเสีย แต่ระวังนะคะ อ่านแล้ว อาจจะตกหลุมรัก...ที่บ้านย่า เหมือนดิฉัน *หมายเหตุ* เพลงประกอบบล็อก มิได้มีเจตนาเพื่อการค้าใดๆ (หุหุ เสียววุ้ย) ตัวหนังสือสีน้ำเงินคือส่วนที่คัดลอกออกมาจากในหนังสือ
|
| may it be | ||
When the night is overcome You may rise To find the sun Mornié Utúlie Believe and you Will find your way |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |