|
มหกรรมการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนปี 2007 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยประเดิมที่เมืองต่างๆ ของแคว้น Nordrhein-Westfalen หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ก็ปิดภาคเรียนตามมาติดๆ ด้วยแคว้น Hessen ,Rheinland-Pfalz, และ Saarland แล้วตามด้วยแคว้นอื่นๆที่เหลือ ลดหลั่นกันไป แคว้นใดปิดเทอมก่อน ก็ต้องเปิดเรียนก่อนเช่นกัน โดยแต่ละแคว้นมีระยะเวลาปิดภาคฤดูร้อนเท่าเทียมกัน คือ ราวๆ 6 สัปดาห์ ลองนึกภาพดูนะคะ ประเทศใหญ่ขนาดมีประชากรร่วมกว่า 82 ล้านคน เกือบทุกครอบครัวมีรถยนต์ใช้กันอย่างน้อยหนึ่งคัน และชาวเยอรมันส่วนใหญ่ชอบเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ จะเกิดอะไรขึ้น หากโรงเรียนทุกโรงทั่วประเทศปิดและเปิดเทอมพร้อมกัน ? การปิด - เปิดเทอมแบบไม่พร้อมกันเช่นนี้ของประเทศเยอรมนี มีส่วนช่วยในการบรรเทาความคับคั่งแออัดจากการจราจรบนทางด่วน(เอาโต้บาห์น) สายหลักๆ ที่มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศ(โดยเฉพาะเส้นทางลงใต้)ได้ไม่น้อย บางครอบครัวที่ต้องเดินทางไกลโดยรถยนต์ ลงทุนเขียนจดหมายกุเรื่องลาครู เพื่อที่ลูกๆจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนในวันท้ายๆของสัปดาห์ก่อนปิดเทอม เพื่อออกเดินทางล่วงหน้าก่อนใครๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพียงเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรก็มีให้เห็นมาก ครูและทางโรงเรียนมักจะรู้แกวจดหมายประเภทลากิจ ลาป่วย(การเมือง)ประเภทนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าครูจะฝากย้ำเตือนเสมอๆ ว่าการไม่ดูแลส่งบุตรหลานไปเรียนตามวันเรียนปรกตินั้น มีโทษตามกฎหมายได้นะจ๊ะ หากโรงเรียนต้องการจะสืบสาวเอาเรื่อง แต่ถ้าพ่อแม่นอนยันว่าลูกลาป่วย ครูก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนำเอาเรื่องลาป่วยก่อนปิดเทอม ของเด็กคนนั้นๆ มาเป็นประเด็น คุยถามความคิดเห็นจากเด็กคนอื่นๆ ว่าเป็นเรื่องลาป่วยจริงหรือปลอม เพื่อให้เด็กๆส่วนที่เหลือได้แสดงความคิดเห็น ได้คิด ได้เห็นความสำคัญของการมาเรียนครบตามกำหนด การไม่พูดปด และการละอายใจในการไม่พูดความความจริง ซึ่งก็ค่อนข้างได้ผล เพราะเด็กๆ (โดยเฉพาะเด็กชั้นประถมฯ) มักจะ(ปากโป้ง)นำเรื่องราวจากโรงเรียนมาเล่าบอกต่อแก่ผู้ปกครอง ทำให้พ่อแม่ทั้งหลายที่กำลังคิดวางแผนโกหกลาป่วยการเมืองให้ลูก อาจจะต้องสะอึกหยุดคิดให้ดีๆ ด้วยความละอายใจ เพราะคำพูดของลูกตัวเอง ครอบครัวเราตัดสินใจออกเดินทางไปริเวียร่า(อิตาลี)ในวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งโดเรม่อน ยังต้องไปโรงเรียนเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดเทอม แม้จะไม่มีการเรียน และเด็กๆ จะได้กลับบ้านเร็วกว่าปรกติ แต่ก็ต้องไปโรงเรียนเพราะเป็นวันที่ครูจะแจก(หมัดเด็ด)ใบรายงานผลการเรียนให้เด็ก ใครไม่ส่งลูกไปก็เตรียมออดอ้อนขอให้ครูส่งมาให้ที่บ้านเองแล้วกัน (อาจมีเตะถ่วงจากครูเพื่อเป็นการสั่งสอนเล็กๆน้อยๆอิอิ) 
ตามแผนที่วางไว้คือ แม่และปาป๊าจะแพ๊คข้าวของสัมภาระใส่รถให้เรียบร้อย พร้อมสตาร์ทเครื่องรอ พอเจ้าโดเรม่อนกลับมาถึงบ้านปุ๊ป(ราวๆสิบโมงเช้า) เราจะจับลูกยัดใส่รถปั๊ป พร้อมแฮมเบอร์เกอร์ยัดปิดปาก แล้วออกรถทันที แต่แผนเรามีอันสะดุดเล็กน้อย เพราะเมื่อเจ้าโดเรม่อนมาถึงบ้าน ก็รีบหยิบใบรายงานผลการเรียนของป.สี่เทอมสองที่ได้รับมาโชว์ พร้อมปล่อยโฮร้องไห้ ว่าคุณครูที่สอนวิชาศิลปะไม่แฟร์เลย กดเกรดเด็กๆ ทุกคนจนไม่มีใครได้เกรดดีอย่างที่ควรจะเป็น โถโถ(เด็กทุกคนเห็นพ้องต้องกันหมด) กว่าจะปลอบและยัดกันขึ้นรถได้ เราก็ช้าไปจากแผนตั้งหนึ่งชั่วโมง อ๋ายหยา ป่านนี้ ครอบครัวอื่นๆคงเริ่มออกจากจุดสตาร์ทกันหมดแล้ว เราต้องรีบเหยียบคันเร่งแล้วล่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่จอดพักรถ ปวดอึปวดฉี่ก็ควรกลั้นไว้ (ยกเว้นเจ้าตัวเล็กอนุญาตให้อึ๊ใส่แพมเพิร์สได้) จนกว่าจะผ่านด่านเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เราจึงจะปลอดภัย พอมั่นใจได้ว่า ทริปนี้ปลอด Stau(รถติด) และทิ้งช่วงห่างจากรถป้ายเหลืองจากฮอลแลนด์ พอที่จะวางใจได้ว่าพวกเขาไล่จี้ตูดมาไม่ทันเราแน่ๆ สาเหตุที่ชาวเยอรมัน(จอมขรี้บ่น)ไม่ค่อยสบอารมณ์กับเหล่ารถป้ายเหลืองจากฮอลแลนด์นัก ก็เพราะชาวดั้ทช์นั้น นอกจากจะมาร่วมอาศัยใช้เอาโต้บาห์นของประเทศเยอรมนี(ฟรีๆ) เป็นจำนวนมากจนเต็มพรึดไปหมดแล้ว ยังเป็นเจ้าแห่งรถแคมพ์ปิ้ง และรถพ่วงแคมพ์ปิ้ง ซึ่งตามกฎจราจรของเยอรมนีให้วิ่งได้ไม่เกิน 80/100 km/h ผลก็คือ รถเหล่านี้มันจึงต้องวิ่งช้าเกะกะทางด่วนจนน่ารำคาญนั่นเอง (ชาวเยอรมันก็นิยมรถแคมพ์ปิ้ง แต่ดูเหมือนจะนิยมน้อยกว่าชาวฮอลแลนด์) (ภาพจากอินเทอร์เน็ต)
นอกจากจะจดจ่อกับการขับรถแล้ว โชเฟอร์ยังต้องคอยเงี่ยหูฟังวิทยุการรายงานสภาพการจราจรบนทางด่วนสายต่างๆเป็นระยะ เพื่อความไม่ประมาทในการตัดสินใจเลือกใช้เส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรให้มากที่สุด ตัวอย่างรายงานสภาพการจราจรทางวิทยุ เส้นทาง A 5 ทิศทางช่วงจากวาลดอร์ฟ ไปยัง ไฮเดลแบร์ก มีหมาตัวหนึ่งยืนเกาหูงงๆอยู่ข้างถนน ผู้ใช้ถนนโปรดระมัดระวัง(เพราะหมาอาจจะตัดสินใจทำอัตวินิบาตกรรมบนทางด่วนได้ทุกเมื่อ)..... ระหว่างฟังข่าวบนรถ มีรายงานข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ เรื่องเด็กนักเรียนระดับม.ปลาย(ยิมนาเซียม) จำนวนหนึ่งจากโรงเรียนในเมืองKoblenz รวมกลุ่มกันประท้วง เนื่องจากได้รับเกรดในหลายวิชาไม่แฟร์จากอาจารย์ผู้สอน พวกเด็กๆ เหล่านั้นได้นำใบผลการเรียน(ฉบับก๊อปปี้แหงๆ) ผูกติดกับลูกโป่งปล่อยลอยละล่องขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อเป็นการประท้วงว่า เมื่อเกรดไม่ดีไม่สวย ใบนี้ก็ไม่มีค่าไม่มีความหมาย เพราะเมื่อนำไปประกอบยื่นสมัครเข้าเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อตัวเลขไม่สวยเด็ด โอกาสที่มหาวิทยาลัยจะตอบรับเข้าเรียนต่อย่อมมีน้อย เอาล่ะ หลังจากขับรถไป ฟังข่าว ฟังเพลง สลับหลับแล้วหลับอีก (โชคดีที่โชเฟอร์ยังตื่นอยู่)เป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเราก็ปุเลงกันมาจนถึงด่านตรวจผ่านเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์เสียที จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ทางด่วนของสวิสฯ(Vignette) ไป 40 ฟรังก์ ได้สติกเกอร์รูปเอาโต้บาห์นเท่ๆมาติดหน้ากระจกรถหนึ่งใบ เป็นตราประทับรับรองว่า เดี๊ยนไป(นั่งรถผ่าน)สวิสฯ มาแล้วนะฮ๊า 555 เจ้าสติกเกอร์นี้มีอายุการใช้อนุญาตผ่านทางได้ตั้งหนึ่งปีเชียวนะคะ อย่างนี้ต้องกลับไปใช้ให้คุ้มอีกหลายๆรอบ ฮี่ๆ เอิ๊กๆ ในห้วงหุบเขาเบื้องหน้าคือ เมืองลูเซิร์น (Luzern)
หุบเขาและทะเลสาปสวยๆ ของสวิสเซอร์แลนด์
แดดออกแล้ว เย้ๆ
หลังจากลอดอุโมงค์ก็อทธาร์ด(Gotthard)ซึ่งยาวเป็นระยะทาง 16.9 km กิโลเมตรผ่านมาแล้ว เราขับรถเข้าเขตประเทศอิตาลีไปแบบเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก โดยมีจุดหมายปลายทางที่จุดดาวแดง หมู่บ้าน อาพริคาเล่ (Apricale)  เที่ยงคืนกว่าๆ ไชโย ถึงแล้ว 
เอ่อ อ่า ดูอีกที ช้าๆ ชัดๆ หมู่บ้านApricale กับสโลแกน Slow travel อันโด่งดัง(ถ้าจะจริงแหะ) 
อันที่จริงตอนเที่ยงคืนมันมองอะไรแทบไม่เห็นหรอก เลยเอาภาพถ่ายช่วงเย็นๆ ของวันอื่นมาแปะแทน
ภาพประกอบบางส่วนนำมาจากอินเทอร์เน็ต
|