พิมพ์หน้านี้
|
จู่ๆโชเฟอร์ของเราก็หยุดรถตรงหน้าป้ายชื่อของหมู่บ้าน Apricale แล้วหันไปรื้อหาลายแทงของหมู่บ้านจากแฟ้มสีแดงที่เราเตรียมกันมา ลายแทงนี้เจ้าของบ้านพักได้ส่งมาให้พร้อมกุญแจบ้าน ล่วงหน้าก่อนออกเดินทางหลายวัน คาดคะแนว่าเราจะมาถึงช่วงกลางคืนแน่ๆ เขาจึงส่งลายแทงฉบับกลางคืนมาให้ พร้อมกำชับห้ามลืมพกไฟฉายไปด้วยเป็นอันขาด เอาล่ะ เรามาล่าอ่านลายแทงพร้อมๆกัน จากป้ายชื่อหมู่บ้าน มองไปด้านซ้ายของถนนจะเห็นโรงงานร้าง และเมื่อมองขึ้นด้านบนเหนือโรงงานจะเห็นป้ายร้านอาหารร้างเช่นกัน(แว้กส์) เมื่อขับพ้นโค้งมาประมาณ 50 เมตร จะเห็นป้ายรถเมล์อยู่ทางขวา เมื่อมองทางซ้ายจะเป็นเส้นทางบันไดหินเล็กๆไต่ขึ้นไปสู่หมู่บ้าน อย่าไปสนใจบันได(อ้าว) ให้ตั้งหน้าขับเลยจากจุดนี้ไปอีก 200 เมตรเป๊ะๆ ห้ามขาดห้ามเกิน เพราะจุดนี้สำคัญ ต้องเลี้ยวซ้ายหักศอกเกือบ180 องศา ขับย้อนไต่ไปตามถนนเล็กและชัน(มาก) ขึ้นไปสู่อุโมงค์ลานจอดรถ หากขับรถเลย หาเส้นทางไม่เจอ ต้องกลับรถมาเริ่มใหม่ที่จุดป้ายรถเมล์ (หุหุ เหอเหอ แล้วจะหาเจอไหมเนี่ย) ให้ขับไปจอดด้านบนสุดของอุโมงค์ ด้านขวามือจะเป็นบ้านเรือนอัดแน่นเรียงรายตามความสูงชันของเนินเขา ณ จุดสิ้นสุดลานจอดรถนั้น จะมีเส้นทางเดินเล็กๆ นำขึ้นไปสู่หมู่บ้าน ให้เดินขึ้นตรงไปห้ามวอกแวกประมาณ 10 เมตร บ้านพักจะอยู่ทางขวามือของถนน ประตูทางเข้าบ้านตั้งในลักษณะขวางถนนเล็กน้อย(แปลแบบตรงๆคือ ถ้าไม่สังเกตดีๆจะหาประตูเข้าบ้านไม่เจอนั่นเอง อย่าทำเป็นเล่นไป) หมายเหตุเตือนความจำ บ้านเลขที่ 5 ถนน แองเจลิ ไฟฟ้า และ น้ำ ถูกปิดไว้ ในลายแทงมีบอกไว้ด้วยว่า มิเตอร์น้ำไฟและคัทเอ้าท์ต่างๆ ซุกซ่อนตัวอยู่ตามกำแพงบ้านด้านนอก ต้องใช้ไฟฉายส่องหาให้เจอ จึงจะเปิดไฟฟ้าใช้ได้ ที่หน้าประตูมีป้ายชื่อเจ้าของบ้านชาวเยอรมันทั้งสามคน เราดั้นด้นจนหลงทางกันจนได้(นึกแล้วเชียว) แทนที่จะไปจอดบนอุโมงค์ เรากลับขับหลงไปจอดในอุโมงค์ที่มืดตึ๊บตื๋อ มีรถจอดหร็อมแหร็มอยู่สองสามคัน ฝุ่นตลบไปทั่วอุโมงค์ โชเฟอร์เห็นว่าเราแหกลายแทงไปนิด ท่าจะไม่ดี จึงขอให้แม่และเจ้าตัวเล็ก รออยู่ในรถก่อน ส่วนตัวเองและเจ้าโดเรม่อนจะออกไปเซอร์เวย์หาบ้านพักก่อน อิชั้นมองซ้ายขวาหน้าหลัง ให้เรารออยู่ในอุโมงค์ที่เกือบๆร้างนี่นะ!(ทำไปด๊าย) จินตนาการไปถึงซีอุย หรือ แดร๊กคูล่า ขึ้นมาทันทีสิคะ อ๋าย...ม่ายอาวๆ ไปไหนไปด้วยว๊อย กระเตงกันไปให้หมดนี่ล่ะ เรื่องอะไรจะนั่งรอ ขนหัวลุกอยู่ในรถ บรือว์ๆ ในที่สุดเราก็หาบ้านกันจนเจอ กว่าจะโหลดข้าวของสัมภาระเสร็จ ต้องจัดผ้าปูเตียงเอง ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม เราต้องเตรียมไปเองทั้งนั้น แล้วโชเฟอร์ยังต้องนำรถลงไปจอดที่ริมถนนด้านล่างอีกนะคะ เพราะจริงๆ แล้วเราไม่สิทธิ์จอดรถในอุโมงค์(ร้าง)นี่ กว่าจะได้เข้านอนก็ปาเข้าไปตีสามกว่าๆ เฮ้อ... ยังจะมีใครอิจฉาพวกเราที่ได้ไปเที่ยวอีกไหมนี่ กั๊กๆๆ
หมู่บ้าน อาพริคาเล่ ตั้งอยู่ในแคว้น Liguria ซึ่งเป็นแคว้นชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี พื้นที่ด้านตะวันตกของแคว้นติดชายแดนฝรั่งเศส นอกจากชายฝั่งทะเลซึ่งทอดตัวโค้งยาวร่วม 100 กิโลเมตรแล้ว Liguriaยังเป็นแคว้นที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลที่เรียกว่า ชายขอบเทือกเขาแอลป์ (เนินเขาเตี้ย สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มากนัก ) หมู่บ้านอาพริคาเล่ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลItalian Rivieraหรือ Mar Ligureเพียงประมาณ 13 กิโลเมตร
ข้อสังเกตสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับชื่อเสียงเรียงนามของชายฝั่งทะเลแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ French Riviera ,Italian Riviera หรือ Mar Ligure และแม้แต่ชื่อ Côte d'Azur ในภาษาฝรั่งเศสอันแสนโรแมนติก ทั้งหลายเหล่านี้สิริรวมแล้วล้วนตั้งอยู่ในทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ทั้งนั้นแล เรียกว่าหากเป็นชายฝั่งทะเลของฝรั่งเศส พี่หรั่งก็เรียก French Riviera หรือ Côte d'Azur หากเป็นชายฝั่งของอิตาลีก็เรียก Italian Rivieraหรือ Mar Ligure (อย่าเพิ่งตาลายเป็นลมไปก่อนนะค๊า) ดิฉันว่าอ่านออกเสียงไพเราะกิ๊บเก๋ทุกเวอร์ชั่น ยกเว้นเวอร์ชั่นภาษาเยอรมัน จะอ่านด้านชายฝั่งของอิตาลีว่า ลิกูลิชเช่ เมียร์ และอ่านฝั่งฝรั่งเศสว่า Azurblaue Kueste(อ๊ากกกส์ ...อย่าไปสนใจเลยค่ะว่าแปลว่าอะไร
หาดนี้เป็นหาดทรายเล็กๆ แคบๆ แต่เด็กๆก็เบียดเสียด เล่นเตะบอล และสารพัดกีฬาริมหาด แถมผู้คนทั้งหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่อัดสูบบุหรี่กันเป็นว่าเล่น จนเกือบจะกลายเป็นทะเลควันไปเสียฉิบ(แค่กๆ) ที่นี่เป็นหาดทรายยอดนิยม และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหาดทรายแห่งเดียวที่ดูสวยที่สุด ในละแวกรัศมี หลายสิบกิโลเมตร ก็ว่าได้ นอกนั้นที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นหาดหินก้อนกลมๆเล็กๆ ผู้คนจึงมากระจุกกันอยู่ที่นี่ ทั้งๆ ที่ทางเดินไปหาด ค่อนลำบากไม่น้อย ต้องเดินขึ้นลงทางสูงชัน เลาะไปตามหน้าผาชายฝั่ง ไกลร่วมกิโลแม้ว ต้องเดินอย่างเดียวห้ามใช้ยานพาหนะใดๆ แต่คนก็เต็มชายหาดทุกวัน แถมมีหินก้อนใหญ่ ใครก็ไม่รู้ทะลึ่งเขียนพ่นสีไว้ด้วยว่า Locals only วุ๊ย หวงชายหาดจริงๆเลยตะเอ๊ง จากภาพข้างล่าง จะเห็นปฏิมากรรมหินสลักคำว่า No Francia แปลว่า เขตปลอดฝรั่งเศส
ย่านร้านค้าในตัวเมืองVentimiglia(Italy) ที่เราขับรถผ่านประจำ เพื่อไปทะเล นับว่าเป็นเมืองชายแดนที่ค่อนข้างใหญ่ เมืองนี้เคยเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่รุ่งเรืองมากๆ มาก่อน ทุกวันนี้ตึกรามบ้านเรือนสวยๆ ดูเก่าทรุดโทรม แตกต่างจากฝั่งประเทศฝรั่งเศสมาก
|