|
ห้วงเวลาที่คนเรามีความสุข เวลามักจะดูเหมือนสั้นๆ และผ่านไปอย่างรวดเร็ว นี่ก็ใกล้จะสิ้นปี และขึ้นปีใหม่ มานั่งนึก ย้อนกลับไป มีอะไรอีกตั้งมากมายหลายอย่าง ที่เราวางแผนกันไว้ว่าจะพยายามทำให้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที แถมยังมีอีกมาก ที่ยังไม่ได้ เริ่มลงมือกันด้วยซ้ำ ได้แต่จะ จะ เดี๋ยว เดี๋ยว จนจะสิ้นปีอีกแล้ว ช่วงเวลาแห่งความสุขอันแสนพิเศษส่งท้ายปีนี้ คือการที่ครอบครัวของเราได้เดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส กับญาติๆ ที่เมืองฮัมบวร์ก โดยเฉพาะเด็กๆ ต่างก็ตั้งตารอคอยของขวัญจาก Weihnachtsmann(ซานตาครอสเยอรมัน) เด็กๆที่นี่ ส่วนใหญ่จะถูกผู้ใหญ่เสี้ยมสอนว่า ของขวัญวันคริสต์มาสนั้น ซานตาครอสจัดให้ ถ้าอยากได้ของขวัญตามที่ตัวเองปรารถนา ก็ต้องทำตัวเป็นเด็กดี เด็กน่ารักของพ่อแม่ ไม่อย่างนั้นลุงซานต้าจะไม่โปรด และไม่ให้ในสิ่งที่ขอ เจ้าลูกชายของเราเชื่อตามนี้อยู่หลายปีเชียวล่ะ ผิดกับเด็กๆ แถวเดนมาร์ก ที่พ่อแม่จะบอกลูกตรงๆว่า ของขวัญทั้งหลายล้วนเสกมาจากพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ มีอยู่ปีหนึ่งที่เนียนแตก ลูกเริ่มจะเดาๆ จับโกหกผู้ใหญ่ได้(ใครว่าฝรั่งไม่โกหกฟะ) แต่โดเรม่อนก็มั่วนิ่ม ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอาใจผู้ใหญ่อย่างสนุกสนาน พอเราถามว่าเมื่อรู้ความจริงแล้วว่าของขวัญนั้นมาจากพ่อแม่ แล้วทำไมจึงทำเป็นไก๋ไขสือว่าไม่รู้(ใช้ได้จริงๆ ไอ้เด็กคนนี้) ลูกตอบ "การเชื่อว่าซานตาครอสมีจริง และเป็นผู้นำของขวัญมาให้เด็กๆที่ทำตัวน่ารัก ทำให้มีลุ้นสนุกและตื้นเต้นท้าทาย สนุกกว่าการรู้ว่า ของขวัญนั้นเสกมาจากพ่อแม่เสียอีก ฮ่าฮ่า" คุณย่า(แม่สามี) จัดตกแต่งบ้านซะสวย ต้อนรับการมาเยือน และฉลองเทศกาลกับลูกๆ หลาน ๆ
ตั้งโต๊ะดื่มชา กาแฟช่วงบ่ายแก่ๆ แม่สามีจัดสวยเนี้ยบ จนเราแทบไม่อยากหยิบกระดาษเช็ดปากมาคลี่ใช้ เพราะความเสียดาย เจ้าลูกสาวตัวแสบเล็กจึงจัดการบ้วนเค้กลูกพลัมลงที่พื้นพรมซะเลย เพราะไม่ชอบกิน เล่นเอาแม่น้องแทบหัวใจวาย บ้านเขายิ่งสะอาดๆ อยู่ด้วย เฮ่อ
เราลงไปดูที่ห้องใต้ดินของคุณปู่(พ่อสามี)กันบ้าง คุณปู่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของโมเดลรถไฟยี่ห้อ Märklin มาตั้งแต่เด็ก ท่านเล่นและสะสมรถไฟเล็กๆ เหล่านี้มาเกือบตลอดชีวิต
ด้วยอาชีพวิศวกร คุณปู่ติดตั้งระบบการเดินรถไฟจิ๋วทั้งหมดนี้ ด้วยตัวท่านเอง มีแผงปุ่มบังคับเป็นร้อยๆปุ่ม เรียกว่า บังคับให้คานยกของ วางของ กดปุ่มปิดเปิดสะพานหรือแผงกั้นรั้วรถไฟ ทุกอย่างรวมทั้งขบวนรถไฟแล่นไปมาไต่เขา ทะลุอุโมงค์เหมือนของจริงเลยเชียว หลังจากตะเวนอิ่มหมีพลีมันกับเมนูประจำปี และประจำครอบครัว คือ ฟองดูว์ในค่ำคืนวันที่ 24 และหม่ำไก่งวงอบในคืนวันที่ 25 ธันวาคม จนเริ่มจะกลิ้งแทนเดิน เพราะมีแต่กินๆๆๆและเยี่ยมญาติๆๆ พวกเราจึงอยากออกไปเดินเล่น ยืดเส้นยืดสายเผาพลาญแคเลอรี่นอกบ้านกันบ้าง แม้อากาศจะไม่ค่อยเป็นใจนัก เราไปตั้งหลักกันที่ป้ายบอกสถานที่นี้กันก่อนเลย เผื่อยืนยันว่ามาแล้วจ๊ะ แถวๆท่าเรือฮัมบวร์กค่ะ จากตรงนี้จะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟหลักของเมือง 800 เมตร จากนั้นเราตรงดิ่งไปที่เมืองโกดัง Speicherstadt กัน
สมัยร้อยปีก่อน เจ้าตึกอาคารอิฐมอญดินเผาสีแดงสวยๆ ที่เห็นในรูปนั่น ไม่ใช่บ้านคนนะคะ หากแต่เป็นโกดังเก็บสินค้า สินค้าที่ขนส่งมาขึ้นที่ท่าเรือฮัมบวร์กไง บริษัทห้างร้านต่างๆ ในสมัยนั้นจะนำสินค้ามาเก็บไว้ที่นี่ ในวงกลมสีแดงนั่น จะเห็นรอกสำหรับชักรอกสินค้าขึ้นไปเก็บไว้ยังชั้นสูงๆ ของอาคาร สมัยก่อนเขาไม่มีลิฟท์ อย่างปัจจุบัน อาคารโกดังสินค้าเหล่านี้ ปัจจุบันกำลังจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอพาร์ทเม้นท์ริมแม่น้ำสุดหรู ราคาแพง แต่เขาไม่ได้บ้าทุบอาคารทิ้ง แล้วสร้างเป็นอาคารสมัยใหม่แทนหรอกนะคะ เขาอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตย์เดิมไว้ แต่ตกแต่งภายในกันใหม่ ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยเท่านั้นเอง ตึกใหญ่ๆ ด้านขวามือสุด คือตึกของยักษ์ใหญ่วงการสื่อ Spiegel
ถ้าหากเปรียบเบอร์ลิน เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม เมืองมิวนิคเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเป็นศูนย์กลางการเงิน การธนาคาร เมืองท่าฮัมบวร์กในปัจจุบันก็ถูกจัดเปรียบให้เป็น เมืองศูนย์กลางมีเดียของเยอรมนี เนื่องจากมีสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ดังๆ เช่น Spiegel ,Die Zeit ปักหลักเป็นขาใหญ่อยู่ที่นี่ ความดังของหนังสือพิมพ์ Spiegel ถ้าจะเปรียบง่ายๆก็น่าจะดังพอๆ กับ The Nation นั่นล่ะค่ะ(เอาใจยกกันสุดๆเลยนะนี่ ฮ่าๆ)  เห็นตึกสวยๆ แล้วทนไม่ได้ ต้องรีบแชะๆ
พิพิธภัณท์เรือ ใครอยากดูก็ซื้อตั๋วเข้าไปเยี่ยมชมกันได้ ข้างในมีข้าวของที่น่าสนใจเยอะมาก ไม่เคยเข้าไปดูหรอกค่ะ
แต่ใช้ตาทิพย์ส่องๆเดาๆ คิดว่าของคงต้องดีแหละน่า ไม่งั้นเขาคงไม่เก็บเงินเน๊าะ ร้านขายของที่ระลึก แถวๆริมน้ำท่าเรือ อยากได้เสื้อยืดสองสี Hamburg จัง แต่ร้านดันปิดซะนี่ อดได้เงินเราเลย
ตู้ปั๊มเหรียญที่ระลึกด้วยตนเองค่ะ ง่ายๆ แค่หยอดเหรียญ 1 ยูโร(ค่าบริการ) กับเหรียญ 5 เซนต์เพื่อปั๊มแบบ ลงไปตามช่อง แล้วกดปุ่มเลือกแบบตราเหรียญ จากนั้นก็หมุนคันโยก ต้องออกแรงหมุนกันนิดหน่อย ก็จะได้เหรียญห้าเซ็นต์ที่แบนแต๋ดแต๋ พิมพ์ตราสัญลักษณ์ประจำเมืองฮัมบวร์ก ตามที่เลือกไว้สมใจ
นายแบบพอรู้ว่าจะได้โชว์ตัวในบล็อกแม่ ก็แสดงการโยกแล้วหมุนคันโยกแบบโอเว่อร์แอ๊คติ้งสุดๆ ไม่ไกลจากท่าเรือแค่ข้ามฝากถนน ก็จะเป็นย่านโลกีย์อันโด่งดังพอๆ กับพัฒน์พงษ์ นั่นคือ Reeperbahn แต่เราไม่ได้พาท่านไปชมหรอกค่ะ อิอิ ธรรมะ ธัมโมจัดอย่างพวกเรา(ไข้วนิ้วซะเมื่อยเลยวุ้ย) ต้องไปวัดค่ะ ต้องเข้าวัดเข้าวาเข้าหาสิริมงคล เรากำลังจะไปเยี่ยมชมโบสถ์ St. Michael อันใหญ่โต เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวแฮมเบอร์เกอร์กัน ระหว่างทาง ขับรถผ่านโบสถ์ St.Nikolai ซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ซากปรัก ที่ทางการอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความบอบช้ำ จากสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อคราที่ฮัมบวร์กโดนบอมบ์เสียยับเยิน ด้านซ้ายของภาพจะเห็นป้ายหาเสียงของเหล่า ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนของรัฐฮัมบวร์ก ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ที่จะมีขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ประเด็นหาเสียงที่ขายดีที่สุดของที่นี่ น่าจะเป็นเรื่องการ พัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฮอทจริงๆ เพราะเมื่อดูจากผลการสอบ Pisa-Test ที่ประกาศออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฎว่า อดีตเมืองท่าอันร่ำรวยฮัมบวร์กตกไปอยู่ในอันดับที่ 10 จากทั้งหมด 16 รัฐของเยอรมนี เกือบบ๊วยห่วยแตกแน่ะ (โบ๋ววว) งานนี้นักการเมือง จึงมุ่งหวังสร้างคะแนนนิยมจากกลุ่มบรรดาผู้ปกครอง ที่มีลูกเด็กเล็กแดงอยู่ในวัยเรียนนั่นเอง ด้านนอกของโบสถ์ St. Michael เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ สวยงาม ที่แรกแม่น้องคิดว่าเป็นโบสถ์คาทอลิค เพราะโบสถ์โปรแตสแตนท์มักจะเป็นแท่งๆ แบบเรียบๆ ดูสมัยใหม่ แต่กลายเป็นว่าเข้าใจผิดไปถนัด
เนื่องจากเมืองฮัมบวร์กจัดเป็นเมืองหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์ มากที่สุดของเยอรมนี และจากอดีตที่เคยล่ำซำของเมืองนี้ ทำให้โบสถ์แห่งนี้ อลังการงานสร้างจริงๆค่ะ ภายในมีที่นั่งบรรจุคนได้มากกว่าร้อยที่นั่ง โอ้วววว นี่มันโบสถ์หรือโรงละคร
โอเปร่ากันนี่... ในภาพ เหล่านักร้อง นักดนตรีคลาสสิค กำลังเตรียมตัวเพื่อร้องและบรรเลงในช่วงค่ำพอดี ข้างในโบสถ์ตกแต่งด้วยหินอ่อน เกือบทั้งหลัง สวยมากๆ เสียดายที่ภาพมืด เพราะไม่ได้ใช้แฟลช ด้วยเกรงว่าจะรบกวนผู้คนที่นั่งสงบภาวนาอยู่ในนั้น
อธิษฐานขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า แล้วเลยขอพร ขอให้พระคุ้มครองสมาชิกโอเคเนชั่น ที่ผ่านมาเยือน ขอให้ มีแต่ความสุข ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง กินข้าวอร่อย ได้นั่งรถเบาะนิ่มๆ (และจอดตรงป้าย ฮ่าๆ)กันทุกๆท่าน
|