วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
~~..อธิบายให้ฟังหน่อย คำว่า ไร้วุฒิภาวะ แปลว่าอะไร..~~
Posted by
โฮย่า
,
ผู้อ่าน : 102
, 14:50:52 น.
พิมพ์หน้านี้
|

หลายคนที่ได้ชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อคืนวานนี้ (24 มิ.ย.51) ต้องบอกเลยว่าเผ็ดร้อน และดุเดือดจริงๆ ข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาเสนอ เรียกว่าแน่นทีเดียว ไม่แน่ใจว่าหลังจากคุณศิริโชค โสภา อภิปรายหรือเปล่า จึงถึงคราวที่นายกสมัครลุกขึ้นมาชี้แจงบ้าง โฮย่านั่งฟัง และเห็นวิธีการพูดของท่านนายกสมัครนั้น ก็รู้สึกขำดีแท้ เนื่องจากท่านนายกไม่ได้แก้ต่าง หรือชี้แจงอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล ให้คนไทยได้รับทราบ มีแต่กล่าวหาพรรคฝ่ายค้านว่า โห โธ่ ดู ดู๊ ประมาณนี้ ตามสไตล์ของเค้าละค่ะ กล่าวหาว่าปลุกระดมคนในชาติบ้างล่ะ กล่าวหาว่าพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศบ้างล่ะ โดยได้กล่าวพาดพิงไปถึงบุคคลที่อภิปรายเป็นคนที่ 2 ต่อจากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่นายกสมัครกล่าวหาว่า ปลุกระดมคนในชาติให้เกลียดชังเพื่อนบ้าน หรืออะไรก็แล้วแต่ จน ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ต้องชี้แจงซ้ำว่า สิ่งที่พูดมันเป็น Fact หรือเรื่องจริงนั่นเอง มิได้เป็นการปลุกปั่น หรือปลุกระดมอะไรทั้งสิ้น แม้แต่คุณสาธิต วงศ์หนองเตย ก็พูดชี้แจงว่าไอ้การปลุกระดม หรืออะไรก็แล้วแต่ มิได้หลุดจากปากเพื่อนสมาชิกที่ร่วมอภิปรายแม้ซักค่ำ แต่กลับหลุดจากปากท่านนายกสมัครนั่นแหละ จนในที่สุด การที่นายกสมัครลุกขึ้นพูด และแสดงท่าทีอย่างที่ทุกๆ ท่านคงได้เห็นกันเมื่อวาน ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ต้องพูดว่า นายกสมัครเป็นคนที่ไร้วุฒิภาวะ และหลังจากที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร พูดจบ ท่านนายกสมัครก็ต้องลุกขึ้นมาถามต่อว่า ไร้วุฒิภาวะ แปลว่าอะไร นั่นสิ แปลว่าอะไร โฮย่าก็เลยล้องค้นหาดูว่า แท้จริงแล้วมันแปลว่าอะไร เพราะในญัตติการอภิปรายคราวนี้ ก็ต้องอภิปรายเรื่องนี้ของนายกเช่นกัน ใช่หรือไม่
วุฒิภาวะ (Maturity) คือความสามารถในการยับยั้งชั่งใจหรือควบคุมอารมณ์ความต้องการของตนเอง พูดภาษาวัยรุ่น วุฒิภาวะ แปลว่า ความสามารถที่สมองส่วนคิดทำงานมากกว่าสมองส่วนอยาก เพราะฉะนั้นต้องฝึกตอนที่สมองส่วนอยากทำงาน
แล้วทีนี้ เราลองดูกันสิค่ะว่า ความสามารถที่สมองส่วนคิดของท่านนายกสมัคร ทำงานมากกว่าหรือน้อยกว่า สมองส่วนอยาก โฮย่าเข้าใจว่า ความอยากในที่นี้ก็คือ คิดอะไร มีอารมณ์อย่างไร ก็จะอยากจะแสดงออกมา ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ซึ่งโฮย่าจะเทใจไปให้เลยค่ะว่า ท่านนายกสมัครมีความสามารถที่สมองส่วนคิดทำงานน้อยกว่าสมองส่วนอยาก นั่นคือ ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ หรือควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เค้าอภิปรายไม่ไว้วางใจกันเรื่องใด ท่านก็ควรจะชี้แจงในเรื่องนั้นไม่ใช่เหรอ มิใช่ว่ากล่าวพรรคฝ่ายค้านแต่ละท่าน ว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ทำไมทำตัวกันแบบนี้ แล้วไหนล่ะ ข้อเท็จจริงที่ท่านต้องอธิบาย หรือว่า ท่านเป็นเพียงนายกนอมินีอย่างที่เค้าว่าจริงๆ จึงไม่สามารถหาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดๆ มาอธิบายให้สภาฟังได้ ทุกวันนี้ท่านนายกสมัครทำอะไร เป็นเพียงนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งเท่านั้นหรือ แต่การบริหารประเทศกับถูกวางหมากให้กับคนของอดีตนายกฯทักษิณ หมดแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตทนายส่วนตัว ที่ได้รับบารมีจากอดีตนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือต่างตอบแทน ตามที่พรรคฝ่ายค้านพูดไว้
จนมาถึง นายนพดล ปัทมะ ที่ต้องลุกขึ้นมาชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด และนำเสนอหลักฐานเด็ด คือหนังสือจากเจ้ากรมแผนที่ทหาร พลโท แดน มีชูอรรถ ที่แจ้งยืนยันว่าไทยมิได้สูญเสียพื้นที่ทับซ้อนให้แก่กัมพูชา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โฮย่าขออนุญาตนำข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ มาให้ทุกคนได้อ่านกัน ถ้าอ่านกันแล้ว อ่านอีกคงไม่เป็นไรน่ะค่ะ
ค่ำวันที่ 4 กรกฎาคม 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา ได้ประมาณ 20 วัน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย ในขณะนั้น ได้กล่าวปราศรัยผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แสดงความรู้สึกต่อการสูญเสียปราสาทพระวิหาร และยืนยันสิทธิ์ที่จะทวงคืนปราสาทพระวิหารในอนาคต ดังนี้ พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตที่รักของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ศาลโลก ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และทางรัฐบาลได้ออกแถลงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเป็นลำดับนั้น รัฐบาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะตัวของข้าพเจ้า ถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติ อันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มา อุตส่าห์ฝ่าคมอาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงรุ่นเรา เนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกและหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคน มีความเศร้าสลดและมีความข่มขืนใจเพียงใด แสดงออกถึงของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจ ชาติไทยยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดนแก่ประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง หากบรรพบุรุษของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีการสู้ต่อไป สำหรับกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย ว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลก ทั้งในข้อเท็จจริงกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม เมื่อเป็นดังนี้ แม้นรัฐบาลและปวงชนชาวไทย จะได้มีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ ต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร ตามพันธกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินทางกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งอาจจะมีขึ้นในภายภาคหน้า ให้กรรมสิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันสมควร พี่น้องทั้งหลายคงทราบดีว่า ชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไป เนื่องจากเขาพระวิหาร อีกสิบปีอีกกี่ร้อยปี เราก็สามารถสร้างเกียรติภูมิคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบว่า การสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารครั้งนี้ เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจของคนไทยทั้งชาติ ฉะนั้น แม้นว่า กัมพูชาจะได้ปราสาทเขาพระวิหารนี้ไป ก็คงไปได้แค่ซากปรักหักพัง และแผ่นดินเฉพาะรองรับเขาพระวิหารเท่านั้น วิญญาณของปราสาทเขาพระวิหารยังคงอยู่กับคนไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะระลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทเขาพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไป ด้วยอุปเล่ห์เพทุบาย คนที่ไม่มีเกียรติและไม่รับผิดชอบ ไม่รักความเป็นธรรม เมื่อประเทศไทยเราประพฤติปฏิบัติดีในสังคมโลก อันเป็นที่มีศีลธรรม มีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาทเขาพระวิหารจะต้องกลับมาสู่ดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์เกี่ยวกับเขาพระวิหารครั้งนี้ สลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และเป็นรอยจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไปตลอด เสมือนแผลที่อยู่ในใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุด ธรรมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะที่หลังย่อมดังกว่า และนานกว่า พี่น้องร่วมชาติทุกท่าน ได้โปรดวางใจรัฐบาลซึ่งข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทยที่รักก้าวสู่อนาคตอันสุกใสให้ได้ และข้าพเจ้ารับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า เมื่อถึงคราวที่ชาติคับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องประชาชนชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดิน ไม่เสียดายชีวิตแม้แต่นิดเดียว แต่เราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองมีความเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อยไปกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า การมาพูดกับท่านด้วยน้ำตา น้ำตาของข้าพเจ้า เป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคับแค้น และการผูกใจเจ็บชั่วชีวิตชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณด้วยสัตย์วาจาดังนี้ พี่น้องที่รักชาติทั้งหลาย น้ำตาไม่อาจทำให้เราฉลาดขึ้น แต่เราจะต้องได้อะไรคืนมา ในขั้นสุดท้ายชาติไทยจะต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ เราต้องกล้ายิ้มรับภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบริวารพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมตลอดมา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเสมอว่า ชาติของเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องหนึ่งในบรรดาเรื่องใหญ่ทั้งหลาย มีความสำคัญมากกว่านี้ ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาไปในสู่วิถีทางที่ดีขึ้น เหตุนี้ไม่ใช่เหตุผลความอับจนของเรา จงหวังและทำในเรื่องชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ชาติไทยของเรามีอนาคตแจ่มใสและรุ่งโรจน์อย่างแน่นอนและมั่นคงในอนาคตอันใกล้ นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเราต่อไป พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย วันนี้เป็นวันหนึ่งและเป็นในวันข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา ให้เป็นของชาติไทยให้จงได้ สวัสดี แล้วทีนี้ คนอย่างนายกสมัคร สามารถทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทยได้อย่างไรบ้าง นอกจากนั่งพับนกในสภา ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากผู้จัดการออนไลน์ 


|