|
เสียงนาฬิกาปลุกกลางดึกสงัด บอกเวลา 01.30 น. ตามที่ตั้งไว้พอดิบพอดี กดรีโมทเปิดทีวีอย่างแผ่วเบา เกรงใจคนข้างๆที่หลับอยู่ หวังเป็นอย่างวิ่งว่าวันนี้จะได้เห็นคาราเกอร์ ได้เล่นเซ็นเตอร์คู่จอห์น เทอรี่ซะที แต่แล้ว........ เปิดมาเจอปัญญา นิรันดร์กุลกับตั๊ก มยุรา เฮ๊ยยยย ชิงร้อยชิงล้านมันยังไม่จบรึเนี่ย ผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีภาพตัดมายังสนามบอล แฮ่ๆ ไหนๆๆ คาร่ากุอยู่ไหน เฮ๊ยยยยยยยยย(ครั้งที่ 2 ) ทำไมคาร่ามันดำยังงี้ฟร่ะ แม่ม....ไอ้แม๊คหลอกกุอีกแล้ว เริ่มกร่อยแระสิ อ่ะ ไม่เป็นไร รึว่าคาร่าลงตำแหน่งเดิม แบ๊คขวา ไหนๆๆๆ เฮ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย (ครั้งที่ 3 ยาวกว่าเก่า) คาร่ากุไปทำสีผมมารึไงนั่น แป่วๆๆๆๆ ไม่มี คาร่ากุอยู่ไหน นั่นมัน เวส บ่อ เด็กสร้าง(ความอับอาย)ของป๋าแพนด้านี่หว่า เวงล่ะ คารากุอดโชว์ผลงานอีกแล้วรึเนี่ย พลันความคิดหนึ่งแว่บมาในสมองส่วนเซลเลบรัม ไอ้แม๊กมันมีอคติกับเด็กหงส์มานานแล้ว ความแปลกใจหายไป ความเจ็บใจมาแทนที่ เยสเป็ด ไม่รู้ว่าเด็กหงส์คนไหนไปขี้รดหลังคาบ้านน้องเมียมันรึเปล่า อะไรต่อมิอะไรพรั่งพรู เพราะความเกลียดมันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความเป็นมารเริ่มครอบงำ(ปกติเป็นคนเรียบร้อย) แดนหน้า นัดก่อนมันใช้อลัน สมิธคู่โอเว่น แล้วเป็นไง "เสี่ยวแดร่ก" ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นัดนี้ มันคงกลั้นใจสุดฤิทธิ์ ส่งพี่คร้าวลงมาแทน อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไอ้เด็กเวนย์มันไม่โดนแบน พี่คร้าวกูคงใส่สนับตรูดทำความคุ้นเคยกับม้านั่งสำรองต่อไป ทั้งๆที่ผลงานพี่แกในทีมชาติโคตรแจ่ม 
ต่อจากพี่คร้าว ก็มาเห็นความดื้อของมัน ยังคงส่งแลมป์ลงมายืนคู่กลางกับเจอร์ราดอีกจนได้ นัดเจอกับบราซิลไม่ได้ทำให้มันสีสามัญสำนึกขึ้นมาเลยรึไงนั่น แต่เพชรก็ยังเป็นเพชร เปล่งประกายได้แม้ว่าจะต้องไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ แม้จะโดนเข้าบอลแรงๆหลายครั้ง แต่เจอร์ราดก็เอาตัวรอดและเล่นได้อย่างสุดยอดเช่นเคย นี่ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเจอร์ราดเล่นได้เท่าแลมป์ สงสัยมันคงดร๊อปเอาฮากรีฟลงมาแทนตั้งนานแระ ผลงานอังกฤษในช่วงแรก ต่อบอลไปแดนหน้าแทบไม่ได้เลย เอสโตเนียเล่นตั้งรับในแนวลึก และเข้าบอลหนักหน่วง รวดเร็ว บีบจนไอ้บิ๊กแม๊กหน้าเขียวเยี่ยวขี้แทบแตก จนเกือบๆ 15 นาทีนั่นล่ะ อังกฤษถึงได้ตั้งเกมบุกได้บ้าง โจ โคลในช่วงแรก เลื้อยแทบไม่ออก เจอเข้าบอลหนักๆไปหลายที เลยจำใจเปลี่ยนมาเล่นจังหวะเดียว ซึ่งไม่ใช่แนวที่เขาถนัดนัก ทำให้เสียบอลง่ายเกินไป ในขณะที่เบ๊กส์ก็เจอการเข้าบอลที่หนักหน่วง ออกอาการเจ็บที่ข้อเท้าซ้ายให้เห็นหลายครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเหลือเกินว่าถ้าเบ็กส์เล่นต่อไม่ไหว บิ๊กแม๊กก็คงเปลี่ยนออก แล้วโยกเจอร์ราดไปเล่นขวาเป็นแน่แท้ ทีนี่ล่ะเมิง กลางก็จะยวบไปทันที 
เอสโตเนีย แม้จะยังยิงใครไม่ได้เลยในทัวร์นาเม๊นท์นี้ แต่ก็เล่นบอลกันด้วยใจจริงๆ ทุ่มเท วิ่งไล่บอลกันทุกคน โดยเฉพาะแผงหลังที่ยังไม่เกิดความผิดพลาดให้เห็นในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก แต่แล้วฟ้าก็ผ่าลงกลางหัวหมา นาทีที่ 37 จากการทุ่มไกลของเวนย์ บริดจ์ และโหม่งชงแบบกลมกล่อมของพี่คร้าว โจ โคลก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัว เดาะบอลและกลับตัวตวัดยิงผ่านกงอหลังเอสโตเนียเข้าประตูไปอย่างสวยงาม บิ๊กแม๊กเก็บอาการดีใจไม่อยู่ ร้องกรี๊ดๆๆๆ แต๋วแตกอย่างลืมตัว เพราะว่าชัยชนะในนัดนี้ มีความสำคัญต่อเก้าอี้กุนซือทีมชาติเป็นอย่างมาก ถ้าแพ้ล่ะก็เมิงเอ๊ย ได้กลับไปทอดกล้วยแขกขายในซอยเถิดเทิงแน่เมิง จากนั้นเกมก็ยังเป็นฝ่ายอังกฤษที่บุกต่อเนื่องแต่ก็ไม่สามารถเจาะเข้ากรอบเขตโทษเอสโตเนียได้จนหมดครึ่งแรก อังกฤษนำอยู่ 0-1 แม๊กคลาเรนเดินตูดบิด ลั้ลลาเข้าไปอย่างอารมณ์ดี ครึ่งหลังเอสโตเนียมาดีกว่าเก่า ทำเอาบิ๊กแม๊กที่กำลังนั่งดัดขนตาเริ่มหงุดหงิดอีกแล้ว เพราะเอสโตเนียบุกได้น่ากลัวเลยทีเดียว มีจังหวะที่ทะลุผ่านกองหลังไอ้หัวสีน้ำตาลและไอ้ดำถึกเล็ดลี่ คิงส์เข้าไปเกือบจะได้ซัด แต่ผู้รักษาประตูห้างสรรพสินค้าออกมาสกัดบอลออกไปได้อย่างหวุดหวิด ทำเอาบิ๊กแม๊กออกมาค้อนขวับๆไป 2 ทีพองาม 
2 ประตูในครึ่งหลัง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอานิสงฆ์จากการเปิดบอลอันสวยงามของเบ็กส์จริงๆ พี่คร่าวโหม่งลูกที่ 2 ให้อังกฤษโคตรสวยงาม อยากจะเอาหัวมาประดับฝาบ้านเป็นที่ระทึกซะจริงเชียว โหม่งย้อยข้ามตัวผู้รักษาประตูเสียบเข้ามุมตาข่ายแบบหมดจด นั่นเป็นการตอกย้ำสถิติที่ดีเยี่ยมในทีมชาติต่อไป ภาพรวมของผู้เล่นอังกฤษเมื่อคืน ผมว่ายังห่างกับคำว่าแชมป์เหลือเกิน นี่สมมติว่า ไม่ได้เบ็กส์หวนคืนสู่ทีมชาติ จะเป็นยังไง เมื่อไหร่บิ๊กแม๊กจะเลิกพิสูจน์ให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าทิดแหลมมันเล่นโคตรห่วยซะที อยากจะบอกว่า พวกกูรู้แล้ว รู้มานานแล้วเว๊ยยยยยยย อังกฤษในตอนนี้ คงต้องมองเป้าหมายสูงสุดที่การผ่านเข้ารอบไปยังรอบสุดท้ายที่สวิสต์ฯให้ได้ก่อน ไม่ต้องไปมองถึงแชมป์รึอะไรทั้งสิ้น ถ้ายังเล่นได้ระดับนี้ ขออภัยที่ต้องเขียนตามความจริงที่เห็น แม้ผมจะไม่ได้เชียร์ทีมอังกฤษ แต่ผมก็อยากเห็นเจอร์ราด คาราเกอร์ พี่คร้าว และนักเตะหงส์ที่อนาคตอาจจะมีอีกหลายคนที่ได้ไปยูโร2008 ได้มีโอกาสทำให้ทีมอังกฤษไปได้ถึงยังจุดหมายเช่นกัน ถ้าสมาคมฟุตบอลอักฤษจะคิดได้ รีบเปลี่ยนตัวกุนซือไม่ยึดติดว่าจะต้องเป็นคนอังกฤษล่ะก็ ผมว่าไม่แน่ฟุตบอลโลกปี2010 ทีมชาติอังกฤษน่าจะมีความหวังมากกว่านี้ แต่ผมมั่นใจเลยว่าถ้าโชคชะตาไม่โหดร้ายกับทีมอังกฤษจนเกินไป เราคงได้เห็นอังกฤษได้ไปโลดแล่นในศึกยูโร2008ที่สวิสต์ฯครั้งนี้ แต่ก็อย่าคาดหวังมากนะครับ ไปคาดหวังกันที่ฟุตบอลโลก2010 น่าจะสดใสกว่า
|