พิมพ์หน้านี้
|
โดยในปีหนึ่งๆ มีผู้ป่วยด้วยมะเร็งในสมองเป็นอัตรา 6 คนต่อ 1 แสนคน ถ้ามีผู้ใช้โทรศัพท์ 80 ล้านคน ก็จะมีผู้ป่วยถึง 4,800 คน ในแต่ละปี แต่ไม่ได้ฟันธงลงไปว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะใช้มือถือ ได้แต่เพียงเตือนว่า ผู้ใช้มือถือมีโอกาสเป็นมะเร็งในสมองสูงกว่าผู้ไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง ซึ่งที่ให้ความสนใจ เหตุไม่ต้องการเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องการควบคุมให้ผู้ผลิต วิจัยสินค้า ให้มีปริมาณรังสีแผ่ออกมาให้น้อยที่สุด เพื่อความปลอดภัย (ในโทรศัพท์ไร้สาย หรือวิทยุสื่อสารอื่นๆ ก็มีรังสีเช่นกัน แต่ปริมาณต่ำจนไม่ได้เป็นกังวล) ที่สำคัญ หลายๆ หน่วยงาน ต่างก็หันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะนับวันปริมาณการใช้มือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ให้ไม่ควบคุมดูแลย่อมเกิดผลเสียอย่างมาก แม้จะมีข่าวจากกลุ่มนักวิจัยทางสวีเดน (www2.cancer.org/zine/index.cfm?fn=001_05122000_0) ออกมาว่า มือถือ มีโอกาสทำอันตรายต่อสมองของเด็กได้ เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาการทางสมอง ไม่ได้เติบโตเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้น หากใช้มือถือที่มีปริมาณรังสีมากๆ เป็นระยะเวลานานย่อมมีโอกาสเป็นเนื้องอกในสมองได้ แต่ไม่ยืนยันอีกเช่นกัน เพราะการศึกษายังเป็นกลุ่มเล็กๆ และใช้เวลาไม่กี่ปี เพราะอายุของเทคโนโลยีด้านสื่อสารนี้ก็ยังไม่ยาวนานพอที่จะมั่นใจได้ว่าเป็นสาเหตุของโรคใดโรคหนึ่ง โดยคำถามที่ว่า มือถือจะเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อผู้ใช้ (www.cnet.com/electronics/0-3622-7-1520524.html) ก็คงต้องรอคำตอบต่อไป เหมือนที่ครั้งหนึ่ง ใบยาสูบเคยเป็น เพราะสมัยที่ใช้กันใหม่ๆ มันคือ ยาสารพัดนึก รักษาโรคได้นานาชนิด สร้างความเพลิดเพลินให้ผู้ใช้ แต่กาลเวลาก็ทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่า ท้ายที่สุด หากเราบริโภคมันเข้าไปมากๆ ก็เป็นอันตรายชนิดที่ไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เราจึงต้องรอดูกันต่อไป ซึ่งแม้ทางผู้ผลิตเอง (news.cnet.com/news/0-1004-200-4296924.html) ไม่ได้นิ่งนอนใจ ว่า มือถือไม่ได้เป็นตัวก่อให้เกิดอันตราย(แต่ในใจคิดว่า ไม่ก่อเลยซะมากกว่า) ขณะเดียวกันผู้บริโภค (www.zdnet.com/zdnn/stories/comment/0,5859,2675028,00.html) กลับยิ่งไม่มั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น เพราะหน่วยงานด้านสุขภาพหลายแห่งก็ออกมาเตือนกลายๆ ว่า มีโอกาสมากกว่าไม่ได้ใช้ แต่ก็อาจซาลงไปตามกาลเวลา และตื่นขึ้นมาเป็นระยะเมื่อมีข่าว เหมือนการเสียสายตา หรือตาบอด จากการดูทีวีใกล้ๆ ดูทั้งวันทั้งคืน หรือข่าวที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แล้วทำให้เป็นหมันทำนองนั้น ซึ่งแน่นอนว่า ธุรกิจจะอยู่ได้ก็ด้วย การยอมรับจากประชาชน ดังนั้น ผู้ผลิตทั้งหลาย (www.wow-com.com/consumer/health/general/index.cfm) จึงต้องออกมายืนยัน นอนยัน อยู่เสมอว่า **ที่เป็นข่าวน่ะ ไม่จริง เพราะไม่มีรายงานจากแพทย์คนใด นักวิทยาศาสตร์คนไหน (หน้าไหนๆ) ว่า มือถือก่อให้เกิดโรคต่างๆ จริง โดยยกเหตุผลร้อยแปดขึ้นมาอธิบาย ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีข้อโต้แย้งจากผู้ฟัง (มีแต่ข้อสงสัยเก็บไว้ในใจ) จึงมีผู้ผลิตร่วมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นพ่อค้าหัวใส (www.rfsafe.com/Danger_of_Hands_free_kits.htm) ออกมาร่วมวงด้วย โดยบอกว่า ใช้สินค้าของเขารับรอง ไม่มีอันตราย ซึ่งจะเชื่อได้หรือไม่ได้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะพิสูจน์ได้ ฉะนั้นเราก็บอกไม่ได้อีกเช่นกันว่า บริษัทนั้น เอาเปรียบหรือไม่ ซึ่งความเป็นจริง เขาอาจหวังดีก็ได้ เมื่อมาวิเคราะห์จากข้อมูลต่างๆ สรุปคือ มือถือไม่เป็นอันตรายในขณะนี้ ส่วนอนาคตไม่รับรอง แต่มีข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆ ว่า ทำไมเวลาใช้มือถือ คอมพิวเตอร์จึงสั่น วิทยุจึงฟังไม่รู้เรื่อง โทรทัศน์ภาพล้ม ฯ แม้จะชั่วคราวก็เถอะ แล้วร่างกายเรา ซึ่งไม่มีอะไรแสดงอาการได้จะเป็นเช่นไร ทำไมคุยโทรศัพท์นานๆ จึงรู้สึกอ่อนล้า และอื่นๆ อีกมากมาย หากเหนือสิ่งอื่นใด การไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท และเดินทางสายกลางจะเป็นการดีที่สุด ก็คือ ใช้ไปเถอะมือถือถ้าจำเป็นและสะดวก แต่พยายามไม่ใช้บ่อยๆ และพยายามไม่ใช้คราวละนานๆ ควรมีช่องที่ห่างไกลมือถือบ้าง หากเป็นไปได้ ก็ควรไปใช้รุ่นที่มีปริมาณการแผ่รังสีออกมาให้น้อยลง แค่นี้ชีวิตคุณ ก็จะอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข โดยไม่มีเรื่องให้กังวลในอนาคต แหล่งที่มาของข่าว : กรุงเทพไอที http://www.nkgw.ics.keio.ac.jp/~phee/Cancer/M-danger1.html |